เพราะกำลังเป็นเราฟังไปตลอด
โดย เมตตา  5 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 51973

ท่านอาจารย์: ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เป็นธรรมะหมด แวดล้อมด้วยธรรมะหมด ไม่ใช่เฉพาะตัว แต่ทุกอย่างหมด ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ธรรมะทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งนั้น

แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ให้เราได้ฟัง เพื่อพิจารณาไตร่ตรองว่า อยู่ในความมืดของความไม่รู้ความจริงของเห็นที่เกิดดับ ของทุกสิ่งทุกอย่าง

พอได้ฟังคำไหน เริ่มเข้าใจคำนั้นบ้าง แต่ไม่สามารถที่จะประจักษ์แจ้ง แต่เริ่มรู้ว่า คิดไม่ถึงเลยทั้งวันตั้งแต่เกิดมาว่า ทุกอย่างที่มีเป็น ธรรมะ ในภาษาบาลี แต่หมายความสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะที่เป็นจริงอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะยังไม่รู้ว่าสิ่งที่มีจริงที่มีลักษณะเป็นอย่างนั้น เป็นอะไรบ้างก็ยังไม่รู้

เห็นไหม ความไม่รู้แค่ไหน!! กำลังเห็นนี่แหละไม่รู้แน่ๆ กำลังชอบก็ไม่รู้แน่ๆ ตามไปเหมือนผงธุลี เกาะติดทุกสิ่งทุกอย่างอย่าง

เพราะฉะนั้น อวิชชา ความไม่รู้ ไม่รู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏ

เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจถูกต้องใช่ไหม? เป็นเราหรือเปล่า? เป็นอวิชชาหรือเปล่า? หรือว่าเป็นธรรมะที่เกิดขึ้นเข้าใจในสิ่งที่มีจริงในขั้นฟังที่เรียกว่า ปัญญา หรือวิชชา แต่ว่า มีคำหลายคำตามระดับขั้นของปัญญาแต่ละลักษณะซึ่งหลากหลายมาก ปรุงแต่งมาให้ต่างๆ กันไปของแต่ละคนแต่ละหนึ่งแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลย แต่ที่เกิดแล้วนั่นแหละ ค่อยๆ สะสมปรุงแต่งให้แต่ละหนึ่งต่างกันไปอีกมากมายมหาศาล ไม่มีซ้ำกันเลย

เมื่อไม่มีคน มีโต๊ะไหม?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: มีรองเท้าไหม?

อ.ณภัทร: ไม่มีครับ

ท่านอาจารย์: เริ่มรู้ว่าเป็นธรรม ที่เกิดแต่ละทางสืบต่อปะปนรวดเร็วรวมกันเป็นรูปร่างสัณฐานให้จำ จำก็ไม่ใช่เรา แต่จำมีจริง

เพราะฉะนั้น จำก็เป็นธรรมะที่ไม่ใช่โกรธ แต่ละหนึ่งๆ ตลอดชีวิตเป็นธรรมะหมด ซ้ายขวา หน้าหลัง ข้างบนข้างล่าง บนที่นอน บนเก้าอี้ ที่ไหนก็ตามแต่เป็นธรรมะทั้งหมด

ถ้าไม่รู้อย่างนี้ จะคลายไหม?

อ.ณภัทร: ถ้าไม่รู้อย่างนี้ก็ไม่สามารถจะคลายครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงฟังทุกคำ คำไหนก็ได้ แต่ว่าไตร่ตรองจนกระทั่งมีความมั่นคงขึ้นว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง แค่นี้!! ไม่รู้แล้วว่า อะไร!! จึงต้องฟังอีก และอะไรล่ะจริง?

แม้สิ่งที่มีจริง ยังต้องฟังเลยว่าอะไรจริง โต๊ะจริงหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ไม่คิดเลย จะเข้าใจไหมนี่? ถ้าไม่เห็นจะมีโต๊ะไหม? แล้วเห็นอะไรจึงเป็นโต๊ะไปได้

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ความไม่รู้ตามติดเหมือนผงที่ติดอยู่ที่ธรรมะแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับด้วยความไม่รู้

เพราะฉะนั้น คำว่า คลาย คำเดียว เราจะมานั่งคิดเอาเองไม่ได้ ต้องรู้ความละเอียดลึกซึ้งของธรรมะ ฟังอย่างนี้ปัญญาแค่นี้ ยังไม่คลายแน่นอน ต้องมากกว่านี้อีกมาก เพราะกำลังเป็นเราฟังตามไปตลอดไม่พ้น

อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์กล่าวว่า ต้องมากกว่านี้อีกมากครับ ก็หมายถึงการที่เริ่มที่จะรู้ตรงสภาพธรรมะนั้นบ่อยๆ ตามความเป็นจริง จนค่อยๆ มั่นคงในความเป็นธาตุ เป็นธรรมะ ที่ไม่ใช่เราอย่างนั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: แต่ ไม่ใช่เราที่รู้ใช่ไหม?

อ.ณภัทร: ตรงนี้ละเอียดยิ่งเลยครับ เพราะว่าจะเป็นเราที่จะไปรู้อยู่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงต้องฟังว่า อะไรล่ะที่รู้ และจะรู้ได้อย่างไร? ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็รู้ขึ้นมาได้ แต่ต้องมีสภาพธรรมะอื่นอีกหลายอย่าง ค่อยๆ รู้ทีละหนึ่งในความเป็นธรรมะนั้น

อ.ณภัทร: ครับ แล้วดังนั้นอะไรครับที่จะรู้จริงๆ ว่า ไม่ใช่เราครับ สภาพธรรมะนั้นต้องแสดงออกมาให้ชัดเจน แล้วปัญญาเข้าใจใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เป็นกุศลหรือเปล่า?

อ.ณภัทร: เดี๋ยวนี้เข้าใจเป็นกุศลที่ได้ฟังครับ

ท่านอาจารย์: ใช้คำที่ไม่รู้เลยว่า กุศลคืออะไร? แต่ตอบว่าเดี๋ยวนี้เป็นกุศล

เพราะฉะนั้น ความคิดความคาดคะเน ความเป็นเราไม่ได้จางไปเลย เพราะฉะนั้น แม้แต่ในขณะที่ฟังธรรมะ ความเข้าใจกว่าจะค่อยๆ ละความไม่รู้ ต้องมีสภาพธรรมะที่ไม่ใช่เห็น ที่สามารถจะเข้าใจลักษณะของสิ่งที่กำลังฟังแต่ละหนึ่งได้

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะที่ต่างกัน ประเภทใหญ่ๆ ที่มีจริง สภาพรู้ เพื่อรู้ว่า แค่คำว่า สภาพรู้คำเดียว รู้แค่ไหม ใช่ไหม?

เริ่มเข้าใจว่า สภาพรู้ คือสิ่งที่สามารถที่จะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏว่ารู้สิ่งนั้นเมื่อสิ่งนั้นปรากฏ ถ้าไม่มีสภาพรู้จะปรากฏไม่ได้เลย

นี่เริ่มมาหนึ่งคำแล้ว

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ธรรมะหลากหลายมาก ต่างกันเป็นสภาพรู้ แค่สภาพรู้นี่ก็แสนยาก ได้ยินแต่คำว่า "รู้" แล้วก็ "รู้" ต่างกับ "ไม่รู้" ประการหนึ่ง และก็ต่างกันกับภาวะที่รู้ไม่ได้ ไม่สามารถจะรู้อะไรเลยได้อีกอย่างหนึ่ง

นี่เป็นการศึกษาธรรมะที่จะเริ่มเข้าใจ ไม่ใช่ชื่อมาก่อนแล้วก็จำไว้ แต่ไม่รู้อะไรเลย แต่นี่ตัวจริงนี่แหละมีจริง แต่ไม่รู้ภาวะความเป็นธรรมะนั้น จนกว่าจะค่อยๆ ฟังด้วยความอดทนว่า ตัองลึกซึ้งทุกคำที่ตรัส

สภาพรู้มีแน่ กำลังเห็น ทุกคนไม่สงสัยเลยนะเห็น เห็นอะไร ลองบอกซิ?

อ.ณภัทร: ก็เป็นสิ่งที่ละเอียดครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าไม่ฟังคำของพระพุทธเจ้า เห็นอะไร?

อ.ณภัทร: เห็นเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้เป็นต้นครับ

ท่านอาจารย์: ไม่รู้ถึงปานนั้น พอฟังแล้วรู้หรือยัง?

อ.ณภัทร: พอฟังแล้วเริ่มพิจารณาในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงแสดง เริ่มค่อยๆ รู้ตามพระองค์ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้หรือยัง?

อ.ณภัทร: ยังไม่รู้ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องตรง!! เพราะแค่นี้ยังไม่รู้เลยว่า สภาพอะไรที่รู้ได้ เพราะขณะนี้รู้ไม่ได้

เพราะฉะนั้น จึงต้องเรียนเรื่องจิต เรื่องเจตสิก เรื่องรูป ทั้งๆ ที่มีอยู่ก็ปรากฏ แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า เป็นธรรมะประเภทไหนที่หลากหลายมากแต่ละระดับ เห็นไหมว่าเราจะต้องฟังแค่ไหน ไม่ใช่รีบร้อนไปที่จะละหรือคลายโดยรวดเร็ว โดยไม่รู้เพียงแค่จำ แต่ตัองไตร่ตรองถึงความจริงว่า เดี๋ยวนี้รู้แค่ไหน แม้แต่คำว่า ธรรมะ รู้แค่ไหน และธรรมะที่มีจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏรู้แค่ไหน? มีอะไรอีกที่ไม่รู้ เยอะมาก!!

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงประเภทของสภาพรู้ว่า มีอะไรบ้าง มีแล้วในชีวิตประจำวันทุกชาติไม่เคยรู้

เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่าที่มีนั่นคืออะไร เพราะฉะนั้น ได้ยินชื่อหลากหลายมาก แต่ต้องศึกษาโดยละเอียดจนมั่นคงว่า เป็นธรรมะนั้นๆ จึงจะค่อยๆ คลายความไม่รู้เลยแม้ในขั้นฟัง จนเป็นฟังแล้วสามารถไตร่ตรองเข้าใจสิ่งที่ได้ฟังถูกต้อง ไม่ใช่เพียงชื่อ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ