ผีกับการปรากฏร่างให้เห็น
โดย nippana  4 ต.ค. 2556
หัวข้อหมายเลข 23766

มีความสงสัยว่าผู้ที่ตายแล้ววิญญาณต้องไปเกิดเดี๋ยวนั้นเลยมิใช่หรือ...เหตุใด

จึงสามารถมาปรากฏร่างโดยแสดงร่างเดิมให้เห็นได้ และเหตุใดขณะที่ปรากฏนั้น

ยังสวมเสื้อผ้าด้วย เครื่องนุ่งห่มไม่มีวิญญาณครองเหตุใดจึงสามารถติดตาม

วิญญาณนั้นไปด้วย... (ไม่มีหลักฐานอ้างอิง แต่เป็นประสบการณ์บอกเล่า

และภาพถ่ายตามสื่อต่างๆ )



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 4 ต.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

คำว่า ผี ความเข้าใจส่วนใหญ่ก็เข้าใจกันว่าเป็นบุคคลที่ตายแล้วและก็เป็นวิญญาณ

ล่องลอยและปรากฎให้เห็นได้ แต่ในความเป็นจริงที่เป็นสัจจะธรรมแล้ว เมื่อตายแล้ว

คือจุติจิตเกิดขึ้น ปฏิสนธิจิต (การเกิด) เกิดต่อเปลี่ยนภพภูมิทันที ไม่ใช่ว่าจะต้องมี

วิญญาณล่องลอยที่จะคอยหาที่เกิดเป็นผีครับ ตายแล้วจะต้องเกิดทันทีครับ แต่จะเกิด

เป็นอะไรนั้นก็แล้วแต่กรรมที่จะให้ผลครับ หากเกิดเป็นสัตว์ก็คงไม่เรียกว่าผี หากเกิด

เป็นมนุษย์ก็คงไม่เรียกว่าผี แต่เมื่อเกิดเป็นเทวดาซึ่งเทวดาก็สามารถปรากฏให้เห็น

ได้ ใช่ผีหรือเปล่า ซึ่งในพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง แบ่งภพภูมิเป็นหลายภพ

ภูมิ ทั้งมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต เทวดา เป็นต้น ผู้ใดก็ตามที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น เทวดา

เปรต ก็เรียกว่าอมนุษย์ครับ

ส่วนในบางกรณีสำหรับการที่บางบุคคลพบกับบุคคลที่ตายไปแล้ว ยังมาให้เจออีก

ประเด็นนี้เราควรมีความเข้าใจถูกครับว่าที่เห็นเป็นบุคคลที่ตายแล้ว ยังอยู่ให้เห็นก็

เพราะสัตว์นั้นไปเกิดเป็นเปรตทันที ต้องการส่วนบุญเพราะเปรต อาหารที่เขาจะได้รับ

คือการอุทิศส่วนกุศลไปให้ แล้วจะทำอย่างไรให้เขารู้ได้ก็ด้วยการปรากฎให้เห็น เพื่อ

บุคคลอื่นจะได้ทำบุญไปให้กับเปรตนั้นครับ แต่จะต้องเข้าใจใหม่ว่าไม่ใช่เป็นวิญญาณ

ล่องลอยที่คอยตามและแสวงหาที่เกิดแต่ตายแล้วเกิดทันทีครับ ผู้ที่เกิดเป็นเปรต

ต้องการส่วนบุญจึงปรากฎให้เห็น ซึ่งในพระไตรปิฎก สมัยพุทธกาลก็มีบางบุคคลเจอ

บุคคลที่ตายแล้ว เพื่อมาขอส่วนบุญกับบุคคลที่เจอโดยให้คนที่มีชีวิตอยู่อุทิศกุศลที่

ทำไปแล้วไปให้เปรตได้รับรู้และอนุโมทนาครับ

ดังนั้น เสื้อผ้าติดตัวมาด้วย เปรตสามารถเนรมิตตนเองให้มีรูปร่าง และเสื้อผ้าเหมือน

เดิมได้เพื่อให้ผู้อื่นจำได้ และ จะได้อุทิศส่วนกุศลให้เขาครับ

วิญญาณ ในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่หมายถึง วิญญาณล่องลอยที่เป็นผี ตามที่่เข้าใจกัน

แต่หมายถึงสภาพธรรมที่รู้อารมณ์ คือ เป็นสภาพรู้ เป็นใหญ่ในการรู้ เรียกว่าวิญญาณ

คือ จิตนั่นเองครับ ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงวิญญาณก็คือสภาพธรรมที่เป็นจิต วิญญาณหรือ

จิตจึงมีหลายประเภท เช่น จักขุวิญญาณ หรือ จิตเห็น โสตวิญญาณ หรือ จิตได้ยิน


ความคิดเห็น 2    โดย khampan.a  วันที่ 4 ต.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

การมีโอกาสได้ฟัง ได้ศึกษาพระธรรม อบรมเจริญปัญญาในชีวิตประจำวัน ย่อม

เป็นช่วงเวลาที่ประเสริฐของชีวิต เพราะเหตุว่านำมาซึ่งความเข้าใจถูก เห็นถูก

ตามความเป็นจริง เมื่อมีความเข้าใจที่ถูกต้อง มั่นคง ในเหตุในผล ย่อมจะไม่เอน

เอียงในคำพูด ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เข้าใจ แบบผิดๆ ตามๆ กันมา

วิญญาณ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธาน

ในการรู้แจ้งอารมณ์ วิญญาณ หรือ จิต คือสภาพธรรมอย่างเดียวกัน เป็นนามธรรม

ไม่มีรูปร่าง ไม่มีการล่องลอยแต่เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เกิดดับสืบต่อกันในชีวิต

ประจำวัน ทุกขณะของชีวิต มีจิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลาไม่เคยปราศจาก

จิตเลยแม้แต่ขณะเดียว ไม่ว่าจะเห็น ได้ยิน ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบ

สัมผัส คิดนึก ขณะที่จิตเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล หรือแม้กระทั่งขณะแรกของชีวิต

ก็เป็นจิต

ผู้ที่ไม่ได้บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ดับกิเลสได้ทั้งหมด เมื่อตายไป (จิตขณะ

สุดท้ายของชีวิตในชาตินี้ เกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้) ย่อมเกิด

ทันที (ปฏิสนธิจิต) แต่จะไปเกิดเป็นอะไร ที่ไหนนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับกรรมที่กระทำแล้ว

แต่เกิดแน่นอน สังสารวัฏฏ์ก็ยังดำเนินต่อไป (มีจิต เจตสิก รูป เกิดขึ้นเป็นไป

อย่างไม่ขาดสาย) ซึ่งจะต้องมั่งคงจริงๆ ว่า ตายแล้วเกิดทันทีสำหรับผู้ที่ยังมีกิเลส

อยู่ ไม่ใช่ว่ามีการวนเวียนหรือล่องลอยแสวงหาที่เกิด ถ้าเห็นเปรต แล้ว ควรที่จะ

เป็นไปเพื่อการเจริญกุศลทำบุญอุทิศไปให้ ครับ

....ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 3    โดย wannee.s  วันที่ 4 ต.ค. 2556

ในพระไตรปิฎกแสดงไว้ว่า ภพภมูมี 31 พภูมิ ผึก็เป็นอมุษย์ที่ไม่ใช่มนุษย์

เช่น เปรต อสุรกาย และเทวดา ค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย nippana  วันที่ 4 ต.ค. 2556

ขออนุโมทนา....ตาสว่างแล้วครับ ขอขอบคุณอาจารย์ทั้งสองท่านด้วยครับ


ความคิดเห็น 5    โดย saytip  วันที่ 5 ต.ค. 2556

ขออนุโมทนา....สาธุ ค่ะ


ความคิดเห็น 6    โดย ใหญ่ราชบุรี  วันที่ 6 ต.ค. 2556

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ขออนุญาต เรียนถามเพิ่มเติม เกี่ยวกับ “ชื่อของจิต” นะคะ เข้าใจว่า “วิญญาณ” เป็นชื่อหนึ่งของจิต ใช้คำนี้ ในกรณีหรือลักษณะใดบ้างคะ เคยอ่านในปรมัตถธรรมสังเขป ชิ่อของจิตมีหลายชื่อ เช่น มโน มนัส ปัณฑระ ฯ ขอความอนุเคราะห์ ช่วยสรุป รายชื่อของจิต และ กรณีหรือลักษณะที่ใช้คำนั้นๆ ให้ด้วยค่ะ

(อะไรที่ไม่ถูกต้องในข้อความเหล่านี้ ขอประทานอภัยให้ด้วยนะคะ)

ขอขอบพระคุณและขออนุโมทนาสำหรับคำตอบและกุศลทุกประการของทุกๆ ท่านค่ะ ด้วยความเคารพ จาก ธิดารัตน์ เดื่อมขันมณี (ใหญ่ราชบุรี) ขี้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะเส็ง-----อาทิตย์ที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๖


ความคิดเห็น 7    โดย khampan.a  วันที่ 6 ต.ค. 2556

เรียน ความคิดเห็นที่ ๖ ครับ

ไม่ว่จะใช้ชื่อว่าอย่างไร แต่ความเป็นจริงของสภาพธรรมที่เป็น "จิต" ไม่มีการ

เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

จิต เป็นสภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งซึ่งอารมณ์

วิญญาณ ก็คือ จิต มีความหมายว่า รู้แจ้งอารมณ์

มโน (หรือ มนะ) ก็คือ จิตอีกนั้นแหละ เป็นสภาพธรรมที่น้อมไปสู่อารมณ์

มนัส กับ มน มีความหมายอย่างเดียวกัน

ส่วนปัณฑระ แปลว่า ขาว โดยความเป็นจริงของจิต ไม่กล่าวถึงเจตสิกที่เกิด

ร่วมด้วย

ไม่ว่าจะพบคำเหล่านี้ ณ ที่ใด ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อให้เข้าใจความเป็นจริงของ

สภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ไม่ใช่สัตว์

บุคคลตัวตน ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 8    โดย jaturong  วันที่ 9 ต.ค. 2556

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ