
อ.คำปั่น: ได้ฟังตั้งแต่ต้นก็เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับท่านอาจารย์ เป็นข้อความที่เตือนให้เป็นผู้ที่ค่อยๆ ได้สะสมความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ครับ ซึ่งตั้งแต่ตอนต้นที่ อ.วิชัย ได้กราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ ที่กล่าวถึงว่า อนัตตาทั้งพระไตรปิฎก และอรรถกถา ครับ เป็นคำที่เกื้อกูลจริงๆ ครับว่า ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงพระธรรมในส่วนใดข้อความใดก็ตาม ไม่พ้นจากความเป็นธรรมเลยครับ แม้แต่ที่กล่าวถึง การตั้งตนไว้ขอบ หรือว่า ตั้งจิตไว้ชอบนี่ครับ ก็มีข้อความแสดงถึงว่า ก็เป็นธรรมนั้นแหละที่ตั้งไว้โดยชอบแล้วในธรรมที่เป็นกุศลอย่างนี้ครับท่านอาจารย์ ก็มีแต่ความเป็นจริงของธรรม มีแต่ความเป็นไปของธรรมทั้งหมดเลยครับ
แต่ประเด็นที่จะขอโอกาสกราบเรียนท่านอาจารย์ ก็คือว่าแม้ว่าจะได้ฟังอย่างนี้ได้ฟังข้อความที่แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็นอนัตตาโดยตลอดเลยครับ แต่ความเข้าใจในความเป็นอนัตตานี่ครับ ก็เหมือนกับไม่มี หรือว่าลืมไปเลยในความเป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ก็ยังเป็นเราที่ดีใจ เป็นเราที่เสียใจ เป็นเราที่โกรธ เหมือนกับความเข้าใจนี่ คือน้อยมากเลยครับ ก็กราบท่านอาจารย์ได้เกื้อกูลตรงนี้ด้วยครับ
ท่านอาจารย์: ก็เข้าใจถูกนะว่า ความเข้าใจน้อยมากไม่ผิดเลย พอไหมน้อยแค่นี้ พอไหม?
อ.คำปั่น: น้อยมาก ก็ต้องฟังก็ต้องศึกษาต่อไปครับ ทีนี้ครับในความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมนี้ครับ จากตัวกระผมเองเลยครับ อย่างเวลาที่ความเสียใจเกิดขึ้น ก็จะคิดตามว่า นี่คือธรรม นี่คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดแล้ว เวลาที่ได้ยินเสียงอะไรที่เป็นเหตุให้ไม่พอใจ ความไม่พอใจก็เกิดแม้ว่าจะยังไม่ส่วงออกมาทางกาย ทางวาจา ก็ครุกรุ่นอยู่ข้างในแล้ว คิดเหมือนกับคิดตามธรรมครับว่า อันนี้คือโกรธนะ โกรธเกิดขึ้นแล้วนะ คือกราบท่านอาจารย์ครับในการเป็นผู้ที่เข้าใจ กับคิดตามเรื่องของธรรมที่เกิดขึ้นก็มีความแตกต่างกันอย่างไรครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: แต่ก่อนเคยคิดอย่างนี้ไหม?
อ.คำปั่น: ไม่เคยเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ยังคิดได้ใช่ไหม? ยังไม่ลืมใช่ไหม?
อ.คำปั่น: ยังคิดได้ยังไม่ลืมครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แต่ก็รู้ว่ายังไม่ประจักษ์แจ้งใช่ไหม จึงถาม?
อ.คำปั่น: ยังแน่นอนครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องเข้าใจว่า แล้วจะประจักษ์แจ้งได้อย่างไร อยากหรือเปล่า? หรือว่ารู้เหตุผล เท่านี้ไม่พอที่จะรู้ความจริงที่กำลังปรากฏแล้วดับ
อ.คำปั่น: ครับ เป็นอย่างนั้นเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วถ้าไม่คิดซะเลยก็เหมือนเก่าใช่ไหม เพิ่มความโกรธต่อไปครุกรุ่นต่อไป ไม่มีแม้แต่จะเกิดความคิดคั่นว่า นี้เป็นธรรม แต่นี่ก็หายไปแล้ว ยังไม่ตรงนี่อะไร!!
เพราะฉะนั้น การรู้ธรรมจึงต้องเป็นไปตามลำดับขั้น
ถ้าไม่มีการคิดถึงเลยบ่อยๆ ลืมไปทั้งวัน แล้วเวลาที่สิ่งนั้นๆ เกิดขึ้น จะรู้ได้อย่างไรว่า เป็นธรรม เมื่อไม่แม้แต่จะนึกถึงเลย
อ.คำปั่น: เป็นประโยชน์มากเลยครับท่านอาจารย์ แต่ละข้อความที่ได้ฟังก็เป็นประโยชน์ให้ได้ไตร่ตรองให้ได้พิจารณา ให้ไม่ลืมในความเป็นธรรมจริงๆ
ท่านอาจารย์: แล้วถ้าฟังต่อไปเข้าใจขึ้น ก็จะระลึกได้อีก นี่จำไว้เท่านั้นเอง
อ.คำปั่น: ครับ
ท่านอาจารย์: ยังไม่ถึงตัวธรรมจริงๆ เห็นไหม? เพราะการฟัง เข้าใจขึ้นๆ เริ่มอ่านสาส์นของพระราชาได้
อ.คำปั่น: ครับ ไพเราะมากเลยครับ แล้วก็เห็นประโยชน์จริงๆ ว่า ไม่มีทางอื่นเลยที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริงได้นอกจากการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพจริงๆ ไม่มีทางอื่นเลยครับ ฟัง ไตร่ตรอง แล้วก็พอดีได้ฟังในคำบรรยายของท่านอาจารย์ที่ได้กล่าวถึงแม้ความหมายของคำว่า ฟัง ครับ คือแต่ก่อนก็ไม่เคยคิดถึงความละเอียดของความหมายของคำว่า ฟัง เลย แต่พอได้ฟังที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลยครับ แม้ในความหมายของคำว่าฟัง กระผมก็ซาบซึ้งมากเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งของท่านอาจารย์ที่ได้กล่าวในแต่ละคำ แม้แต่ในความหมายที่กล่าวถึง ฟัง ก็ไพเราะจริงๆ ครับว่า ขณะที่ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจความหมายของคำว่า ฟัง ไม่ได้คิดเรื่องอื่น นอกจากได้ยินคำใด ก็ไตร่ตรองฟังเข้าใจคำที่ได้ยิน ขณะนั้นจึงชื่อว่า ฟังครับ คือเป็นประโยชน์จริงๆ ครับว่า ฟังคำไหนก็ไตร่ตรองคิดตามในคำนั้น เพื่อประโยชน์ก็คือความเข้าใจนั่นแหละ จึงจะเป็นการฟังจริงๆ ครับ กราบท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: และ ก็ค่อยๆ ไม่ลืมว่า แม้ฟังก็เป็นธรรม ไม่ใช่เรา
อ.คำปั่น: ท่านอาจารย์ก็ปรามเลย ให้มั่นคงในความเป็นธรรมครับ ก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งครับ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ