
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อกุศลทั้งหลายเป็นมลทิน มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินคืออวิชชา
เดี๋ยวนี้มีอวิชชาไหม?! ... ต้องเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ถึงจะรู้ได้ ... มีอวิชชาเมื่อไม่รู้ถูกตามความเป็นจริง คือ มีสัตว์บุคคล มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีเห็นไม่รู้เห็น กว่าจะรู้ว่าอวิชชามากขนาดไหนทุกขณะที่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มี และขณะนั้นไม่ใช่เราที่ไม่รู้ แต่ความไม่รู้มีแน่นอนกำลังไม่รู้ความจริงทุกขณะของสิ่งที่มีที่ปรากฏ
ขณะนี้เห็นมีไม่รู้ ทั้งหมดมีไม่รู้ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของความไม่รู้ซึ่งจะต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเห็นความมากมายมหาศาลของอวิชชา ซึ่งปกคลุมทุกอย่างที่กำลังปรากฏเพราะไม่ได้รู้ตามความเป็นจริง จึงเห็นและยึดถือว่าสิ่งที่เห็นเป็นโน่นเป็นนี่ไปหมด
เห็นกำลังของอวิชชา ถ้าตรองลึกลงไปกว่านั้นอีกมีคุณนภัทรไหม ... มีใครเห็นคุณณภัทรบ้าง?! คุณณภัทรอยู่ไหน ไม่มีใครเห็นใช่ไหม?! ... อวิชชาแค่ไหนที่คิดว่าเห็นคุณณภัทร ก็คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตั้งแต่เกิดจนตายไม่รู้ความจริง และเพิ่มความติดข้องเพราะไม่รู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพราะความไม่รู้ความจริง
อยู่ในโลกมืดที่อวิชชาหุ้มห่อไว้ปกปิดมิดชิดสนิท
อยู่ในโลกของความคิดว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานเท่าไหร่?! และความจริงเป็นอย่างไร?!

เพราะฉะนั้นฟังคำของพระพุทธเจ้าประมาทไม่ได้เลย อยู่ในโลกทุกวันด้วยความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
ทุกคำส่องไปถึงความไม่รู้มากมายมหาศาล
มลทินที่ยิ่งกว่ามลทินคืออวิชชา นิดเดียวก็เป็นมลทิน เปลี่ยนไม่ได้เมื่อเป็นมลทิน ซึ่งเมื่อเป็นมลทิน ... ไม่สะอาดไม่บริสุทธิ์ เป็นความมัวหมอง เป็นความเศร้าหมอง
รู้ไหมว่ากำลังมีอวิชชามากมายมหาศาล?! ทั้งชาติอยู่ในความมืดสนิทที่ไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นอวิชชาจะรู้ไหมว่าเศร้าหมอง ... ไม่รู้ตั้งแต่ลืมตาจนหลับตา ... ตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วความรู้ที่จะค่อยๆ แทรกความไม่รู้อย่างไร?! ถ้าไม่มีผู้ส่งตรัสรู้จะมีโอกาสได้รู้ความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงที่คนอื่นรู้ไม่ได้แม้กำลังมีเดี๋ยวนี้!! เพราะฉะนั้นหยั่งลงไปถึงความจริงที่ลึกซึ้ง กว่าจะรู้ได้โดยพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่กว่าจะสามารถรู้ความจริง
มืดไม่สว่างเลยเดี๋ยวนี้ แต่เขารู้ความจริงในความมืดสนิท ... มโนทวาร ... แล้วมันจะมืดสักแค่ไหน ในเมื่อจักขุทวารแค่เห็นนิดเดียว
ฟังความจริงแล้วรู้สึกสลดใจจริงๆ แต่ความไม่รู้และไม่สลดมากเท่าไหร่เพราะฉะนั้นอดทนที่จะมั่นคงต่อความจริงซึ่งยากที่จะรู้ได้เพราะไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง ปรากฏเป็นอัตตาสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา กว่าจะเป็นโลดของอนัตตาทั้งหมด ไม่มีอัตตาเลยสักนิดเดียว
ถ้าไม่ฟังธรรมะด้วยความเคารพสูงสุดในพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระพุทธเจ้า จะรู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้อยู่ในความมืด แต่ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง กลายเป็นอยู่ในความสว่าง ... ปานนั้น ... ความจริงกับความไม่จริง.. ความไม่รู้กับความรู้
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ