
อ.ทวีศักดิ์: สุดท้ายของรายการแล้วนะครับ ก็มีคำถามจากทางบ้านที่ฝากถามมาว่า คนที่มีความสุจริต มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เขามีสุจริต ในขณะเดียวกันคนที่ทุจริตมีเหตุปัจจัยอะไรทำให้เขาเป็นเช่นนั้น ซึ่งท่านอาจารย์ในช่วงต้นๆ ก็ได้กล่าวถึงคำว่า เหตุปัจจัยด้วย ก็เลยนำตัวอย่างนี้มาสนทนาด้วยครับ
อ.คำปั่น: ธรรมที่ได้ฟังเป็นประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่งเลย เป็นการได้ศึกษาในสิ่งที่มีจริงมีความมั่นคงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่เป็นจริงอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น เห็นเป็นเห็น แข็งเป็นแข็ง ซึ่งวันนี้ก็ได้สะสมความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นนะครับ จากที่ได้ฟังท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงแข็งนะครับ
สภาพแข็ง โดยความเป็นธรรมก็คือ สิ่งที่มีจริงประเภทหนึ่งครับ เป็นรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธานหนึ่งรูปเลยในรูปทั้งหลาย ก็คือธาตุดิน ธาตุดินเป็นสภาพแข็งซึ่งธาตุดินเกิดในทุกกลุ่มของรูป เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของรูปใดก็ตามจะไม่ปราศจากสภาพนี้เลยก็คือแข็ง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มของรูปที่เกิดจากกรรม เกิดจากจิต เกิดจากอุตุ เกิดจากอาหาร ก็มีธรรมประเภทนี้ไม่ขาดเลยครับ
ซึ่งท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวในความเป็นจริงให้ทุกท่านได้พิจารณาว่า อย่างกลุ่มของรูปที่เล็กที่สุดมีรูปรวมกัน ๘ รูป ซึ่ง ๘ รูปนี้คือแยกจากกันไม่ได้อีกแล้ว จะมีน้อยกว่า ๘ รูปไม่ได้แล้ว ก็คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สี กลิ่น รส แล้วก็โอชา อันนี้ก็เป็นธรรมทั้งหมดเลย
เมื่อได้ฟังอย่างนี้ก็พิจารณาแล้วว่า ไม่มีใครเลย ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย มีแต่ธรรมเท่านั้น นี่ครับก็ได้สะสมความเข้าใจจริงๆ แม้แต่ที่ได้ฟังเรื่องเมตตา เมตตามีจริงไหม? เมตตาไม่ใช่เรื่องท่อง ไม่ใช่นำคำภาษาบาลีมาท่อง แต่เมตตาเป็นธรรมที่ดีงาม เป็นความเป็นมิตรเป็นเพื่อน หวังดีปราถนาดีต่อผู้อื่น มีความนำประโยชน์เข้าไปให้ นี่คือความเป็นไปของเมตตาโดยไม่ใช่เป็นการท่องแต่เป็นธรรมฝ่ายดีที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เห็นไหมครับ ธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตนเลย แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย
ถ้าเคยสะสมความเป็นผู้ที่มีเมตตามาแล้ว เมตตาก็สามารถจะเกิดได้เกิดได้ต่อไปอีก ความเป็นมิตรเป็นเพื่อนเป็นธรรมที่ดีงาม ผู้ที่มีเมตตาจะไม่มีโทษเลยทั้งกับตนเอง และบุคคลอื่น นี่คือสภาพธรรมที่ดีงาม
เห็นคนดีเมตตาได้ แล้วถ้าเห็นคนชั่วประพฤติไม่ดี เมตตาได้ไหม? ความเป็นมิตรเป็นเพื่อนไม่เว้นเลย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใคร ข้อความในพระไตรปิฎกแสดงไว้ครับ ขออนุญาติกล่าวอย่างนี้ครับ ทุกสิ่งทุกอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงทั้งหมดซึ่งมีปรากฏในพระไตรปิฎก และอรรถกถาทั้งหลายที่อธิบายความเป็นจริงของธรรมรวมถึงเมตตาด้วยมากนะครับ
เมตตา เป็นหนึ่งในธรรมที่เป็นไปเพื่อถึงการดับกิเลสได้ด้วยครับเป็นบารมี เห็นไหมครับ เมตตาบารมี เป็นคุณความดีประเภทหนึ่งที่จะอุปการะเกื้อกูลให้ถึงการดับกิเลสได้ เพราะเป็นธรรมที่ดีงาม
เมตตา เปรียบเสมือนกับน้ำ ทุกท่านลองนึกดูได้นะครับว่า น้ำ ไม่ว่าจะเป็นคนดีดื่มก็เย็นชุ่มฉ่ำ ไม่ว่าจะเป็นคนชั่วดื่มก็เย็นชุ่มฉ่ำ ท่านจึงเปรียบเสมือนว่า เมตตา ไม่ว่าจะเกิดกับบุคคลใดก็ตาม มีแต่ความชุ่มฉ่ำความชุ่มเย็น เพราะคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีแม้แต่คำเดียวที่จะส่งเสริมให้เกิดอกุศลไม่มีเลยครับ มีแต่อุปการเกื้อกูลให้เกิดกุศลเกิดให้เกิดคุณความดี แม้บุคคลผู้นั้นจะประพฤติผิดกระทำไม่ดี เขาต้องการมิตรไหม? เขาต้องการเพื่อนไหม?
คนที่ประพฤติไม่ดี ถ้ามีคนอื่นเกิดเมตตาต่อเขา เป็นประโยชน์ไหมครับต่อเขา? เป็นประโยชน์ครับ น้ำเย็นชุ่มฉ่ำ ใครดื่มก็เย็นชุ่มฉ่ำ เมตตาจึงนำมาซึ่งความเย็นความชุ่มฉ่ำทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม
นี่ครับ เมตตาก็เป็นธรรมประเภทหนึ่ง แล้วเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธาตุรู้ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านอาจารย์ก็กล่าวถึงธรรม ๒ ประเภทใหญ่ๆ ก็คือ
๑. สภาพที่ไม่รู้อะไร คือรูปทั้งหลายที่ได้ฟังวันนี้ ก็คือแข็งนะครับ หนึ่งในรูปทั้งหลายเลย ตาก็เป็นหนึ่งในรูปทั้งหลาย ไม่สามารถรู้อะไรได้ สีสิ่งที่ปรากฏทางตาก็ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เป็นต้นครับ นี่คือความเป็นจริงของธรรมที่เป็นรูป นี่คืออย่างหนึ่ง
๒. ก็คือสภาพรู้ ธาตุรู้ ได้ฟังมาวันนี้ก็ค่อยๆ เพิ่มพูนความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมะ ธาตุรู้ก็ยังจำแนกออกเป็น ๒ ประเภทครับ จิต ก็ได้ฟัง สภาพธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่มีจริงที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต นี่ครับเป็นธรรมที่เป็นธาตุรู้
อย่าง เมตตา ครับ ความไม่โกรธ เกิดกับใครเกิดกับอะไรครับ? เกิดกับจิต เห็นไหม ธาตุรู้ ก็ยิ่งฟังยิ่งเห็นเลยว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป หรือแม้แต่ที่ อ.ทวีศักดิ์ได้กล่าวถึง สุจริต กับทุจริต สุจริตก็คือความประพฤติที่ดีงาม ความประพฤติที่ดีงามแสดงถึงความเป็นจริงของธรรมอะไรครับ? แสดงถึงความเป็นจริงของธรรมฝ่ายดี ก็คือจิตขณะนั้นเป็นอย่างไร จิตประกอบด้วยธรรมที่ดีงามถูกปรุงแต่ง จิตจึงเป็นจิตที่ดีงาม มีความประพฤติเป็นไปทางกาย ทางวาจา และทางใจที่ดีงาม นี่คือความประพฤติสุจริต ไม่มีใครใช่ไหม มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้นเป็นไป เหตุปัจจัยให้สุจริตเกิดขึ้น
ได้ฟังตั้งแต่ต้น อ.คงศักดิ์ ได้กล่าวถึงคำหนึ่งครับ ก็คือคำว่า บัณฑิต ผู้ที่ดำเนินไปด้วยปัญญา ผู้ที่มีปัญญามีหลักธรรมมีคุณธรรมที่ประคับประคองให้ชีวิตดำเนินไปในทางที่ดีที่ถูกที่ควร นี่คือความเป็นบัณฑิต
ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ก็คือปัญญา อ.อรรณพ ก็ได้กล่าวถึงปัญญานำไปในกิจทั้งปวงที่ดีงาม ถ้ามีปัญญานะครับ ปัญญาเป็นสภาพที่เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ปัญญาจะไม่พาใครไปทำชั่วเลย ปัญญามีแต่จะอุปการะเกื้อกูลให้มีความประพฤติที่ดีงาม ไม่ว่าจะเกิดกับใครก็ตามครับ ปัญญาเป็นธรรมที่ดีเป็นธรรมที่เกื้อกูลให้สภาพที่ดีงามเกิดขึ้นเป็นไป เป็นเด็กก็เป็นเด็กที่ดี เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดี เป็นนักศึกษาก็เป็นนักศึกษาที่ดี เป็นต้น เพราะว่า มีธรรมฝ่ายดีเกิดขึ้นเป็นไป นี่ครับ คือความเป็นธรรมที่เรียกว่าสุจริต ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ
ในทางตรงกันข้ามครับ ทุจริต ความประพฤติชั่วความประพฤติไม่ดี เป็นความเป็นไปของธรรมฝ่ายชั่ว ก็คืออกุศลธรรมทั้งหลาย ที่ได้ฟังวันนี้ คำหนึ่งก็คือกิเลส เครื่องเศร้าหมองของจิต นี่แหละสิ่งปรุงแต่งให้มีการกระทำที่เป็นทุจริตประการต่างๆ กิเลสตัวใหญ่ โลภะ ความติดข้องยินดีพอใจ โทสะความโกรธความขุ่นเคืองใจความไม่พอใจ โมหะความหลงความไม่รู้ นี่คือกิเลสตัวใหญ่ๆ นะครับที่ปรุงแต่งให้จิตเป็นไปในทางที่ไม่ดี เป็นการกระทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตประเภทใดก็ตาม นั่นแหละความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรม คือสิ่งที่มีจริงฝ่ายที่ไม่ดี ซึ่งเป็นอกุศล
เมื่อได้ฟังอย่างนี้แล้ว ประโยชน์คืออะไร? รู้ความต่างว่า สุจริตเป็นสิ่งที่ดีงามควรอบรมควรเจริญควรกระทำ ในทางตรงกันข้าม ทุจริต ความประพฤติชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ อะไรที่รู้ความจริงอย่างนี้!! ปัญญารู้ความจริง เมื่อปัญญารู้ความจริงก็ประพฤติเฉพาะสุจริต แล้วก็เว้นจากทุจริต ทั้งหมดเป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมดครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ทวีศักดิ์ และ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ