จนนำไปสู่ความใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจ
โดย เมตตา  6 ก.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52643

[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓- หน้า 73 - 74

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น.


อ.วิชัย: ขอโอกาสท่านอาจารย์ครับ เพราะว่าได้ฟังตั้งแต่ต้น ร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ แล้วก็อ่านคลิปทบทวนครับ ขออนุญาตกล่าวอีกครั้งหนึ่งแล้วก็กล่าวถึงแสดงความเข้าใจครับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น

ท่านอาจารย์: คำว่า กำหนด

อ.วิชัย: ก็คือ เป็นความใส่ใจ ก็คืออย่างเป็นปกติธรรมดาว่า ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคลนี่ครับ ก็จะมีความคิดถึงสิ่งที่ปรากฏจนถึงครุ่นคิดในแต่ละระดับ จะมากจะน้อยครับ ก็ย่อมถึงการกำหนดก็เกิดความติดข้อง เกิดความไม่พอใจ หรือเกิดความไม่รู้ที่เป็นไปพร้อมกับความครุ่นคิดในขณะนั้นครับ

ท่านอาจารย์: ยังพอใจที่จะใช้คำว่า กำหนด ต่อไปไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ไม่ใช่เราได้ยินอย่างไร เราตามติดคำนั้นไปตลอดชีวิตโดยไม่ได้เข้าใจเลย แต่แทนที่จะใช้คำที่ใครๆ ก็ไม่เข้าใจ ใครจะเข้าใจว่าให้กำหนดอะไร? แล้วทำอย่างไร? ใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราใช้คำในการสนทนา ไม่ว่าคำนั้นจะกล่าวในภาษาบาลี แปลออกมาเป็นหลายๆ คำก็ตามแต่ แต่ทุกคำต้องกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าจะใช้กี่คำ

เพราะฉะนั้น ถ้าใช้คำว่า กำหนด เราเข้าใจไหม?

ถ้าไม่เข้าใจแล้วเราก็พูดไปเรื่อยๆ ตามคำนั้นไปเรื่อยๆ นี่ประโยชน์ไหม!?

อ.วิชัย: ก็เป็นเหตุให้ไม่เข้าใจต่อไป ไม่ละเอียดครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พออ่านจบ คำแปลเป็นอย่างนั้น แต่ความเข้าใจความถูกต้องเป็นอย่างไร เราพูดคำนั้น

อ.วิชัย: ครับ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการใส่ใจในเพราะสิ่งนั้นก็ได้ครับ จริงครับท่านอาจารย์ ใส่ใจด้วยอกุศลด้วยความไม่รู้ครับ ต่อไปครับ บุคคลไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงความใส่ใจเพราะสิ่งนั้น ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ครุ่นคิดถึงความจริงเดี๋ยวนี้เลย แล้วจะมีอะไรใส่ใจในความจริง

อ.วิชัย: ก็ตรงที่สุดแล้วครับท่านอาจารย์ ก็เป็นเรื่องละเอียดมากครับ

อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์ครับ พระสูตรนี้ หรือพระสูตรไหนนี่ครับ พระสูตรนี้ก็เช่นกัน ก็ทรงแสดงพระธรรมที่จะให้เห็นถึงการที่เราไปคิด ไปใส่ใจในเรื่องที่ไม่มีจริง คือสัตว์ บุคคล แล้วก็เกิดโลภะ โทสะ โมหะมากมาย แต่ว่า คุณค่าของพระธรรม ก็คือควรที่จะใส่ใจในสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ใช่ไปใส่ใจในสิ่งที่ไม่มี คือสัตว์ บุคคล อันนี้ผมก็คิดว่าเป็นเบื้องต้นจากสาระพระสูตร

ท่านอาจารย์: คือ ไม่รู้สักอย่างว่า กำลังใส่ใจอะไร!!

อ.อรรณพ: ครับ ตอนท้ายผมก็ขอนิดหนึ่งนะครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ได้ให้ความชัดเจนไปอีกหน่อยว่า คิดถึงอะไร ไม่คิดถึงอะไร คำของท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้คิดถึงอะไร?

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้คิดถึงการสนทนากับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วไม่คิดถึงอะไร?

อ.อรรณพ: เดี๋ยวนี้ไม่ได้คิดถึงความสว่าง

ท่านอาจารย์: ความจริง สัจจะ เห็นไหม แม้คำพูดก็ต้องรู้ว่า จริง กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้

เพราะฉะนั้น ถ้าเราพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เข้าใจขึ้น คิดถึงอะไร ไม่คิดถึงอะไร

อ.อรรณพ: เพราะฉะนั้น แม้แต่ที่ท่านอาจารย์ถามตรงนี้ ผมสะดุดใจมากเลย คิดถึงอะไรไม่คิดถึงอะไร ก็เป็นสาระของพระสูตรนี้แหละ เพราะเราคิดถึงสัตว์บุคคลอะไรต่ออะไรที่ไม่จริงเป็นส่วนใหญ่ แต่เราไม่ได้คิดตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ใส่ใจในลักษณะสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ

แต่พระภิกษุรูปนี้ท่านเข้าใจ เพราะท่านสะสมมาแล้ว ท่านถึงใส่ใจในสภาพธรรมที่มีจริง ก็คือ ขันธ์ ทั้ง ๕

ท่านอาจารย์: แล้วการฟังวันนี้ก็จะต้องถึงอย่างวันนั้นที่พระภิกษุนั้นได้เข้าใจ มิเช่นนั้น ก็ไร้ประโยชน์

อ.อรรณพ: ฟังพระธรรมเพื่อถึงความเป็นพระอรหันต์ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: อันนี้เป็นประโยชน์ที่เราไม่ละเลย คำ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส และไตร่ตรองในความลึกซึ้ง จึงเข้าใจไปถึงทุกอย่างหมดที่ผ่านมาที่จะต้องรู้ว่า ก็เป็นความจริงอย่างนี้

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ นี่ประโยชน์ของการสนทนาธรรมจริงๆ ครับ เพราะว่า อ่านเอง ยังไงๆ ก็ไม่มีความคิดที่จะเป็นอย่างนี้ได้เลยครับ

อ.อรรณพ: เพราะว่า เราอ่านพระพุทธพจน์นี่ เราคิดของเราไปตามพื้นๆ เราก็รู้เราเข้าใจ แต่อรรกถาที่ขยายขึ้นมานี่ บางคนก็บอกไม่อยากอ่านอรรถกถา เขาอ่านพระพุทธพจน์ก็เข้าใจดีแล้วอะไรนี่ พออ่านอรรถกถาแล้วก็รู้สึกว่ายาก แต่อรรถกถาจะยากกว่าพระพุทธพจน์ไม่ได้

แต่ว่า ทั้งอรรถกถา ทั้งพระพุทธพจน์ ถ้าไม่มากราบเรียนสนทนา ท่านอาจารย์อธิบาย ก็ไม่เข้าใจ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องไม่ลืม ใส่ใจ จงฟังจงใส่ใจให้ดี

อ.อรรณพ: จนนำไปสู่ความใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจนะครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงได้เข้าใจข้อความนั้น ไม่ว่าจะคิดถึง หรือไม่คิดถึง อะไรล่ะ!!

อ.วิชัย: แม้แต่ อ่านเจอคำว่า กำหนด ก็คิดเหมือนกับจะเข้าใจ แต่ที่ท่านอาจารย์เจาะ คืออะไรนี่ ก็ยังไม่ชัดเลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะแปลคำว่า มนสิการะ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ไปจำคำแปล แต่ต้องไตร่ตรองถึงลักษณะ ภาวะ ที่มี

อ.วิชัย: กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย ด้วยค่ะ