เรียนถามตามหัวข้อกระทู้ครับ
ขอบพระคุณครับ
ขอนอบนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อนุสัย หมายถึง กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นกิเลสที่ไม่เกิดขึ้น หรือ อีกนัยหนึ่ง เป็นกิเลสที่มีกำลังที่ยังละไม่ได้ ซึ่งจะละได้ ก็ด้วยปัญญในระดับที่เป็นโลกุตตระ เท่านั้น อนุสัย มี ๗ ประการ ได้แก่
๑. กามราคานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ โลภะ ความติดข้องในกาม
๒. ปฏิฆานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่ง ซึ่งก็คือ โทสะ ความโกรธ
๓. ทิฏฐานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ ความเห็นผิด
๔. วิจิกิจฉานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ ความสงสัย
๕. มานานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ มานะ ความสำคัญตน
๖. ภวราคานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ โลภะ ความติดข้องในภพ ยินดีในการเกิด
๗. อวิชชานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิต คือ โมหะ ความไม่รู้
กิเลสที่เกิดขึ้นไม่ใช่อนุสัยกิเลส แต่กิเลสจะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะยังมีอนุสัยกิเลสอยู่นั่นเอง เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้วดับไปก็สะสมอนุสัยเพิ่มขึ้น อกุศลธรรมที่ไม่ใช่อนุสัยก็สะสมเป็นอาสยะฝ่ายไม่ดี ทำให้แต่ละคนมีอัธยาศัยที่แตกต่างกันออกไป เช่น มีความตระหนี่ มีความริษยา เป็นต้น
กิเลสทั้งหลาย มีโลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น เป็นสภาพธรรมที่ไม่สะอาด ไม่บริสุทธิ์ เพราะเป็นธรรมที่เศร้าหมอง กระทำให้จิตเศร้าหมองไม่สะอาด เมื่อแต่ละบุคคลรู้จักกิเลสของตนเองมากยิ่งขึ้น ก็จะเห็นความน่ารังเกียจของกิเลส และเห็นความทุกข์ที่เกิดเพราะกิเลส เห็นโทษเห็นภัยของกิเลสยิ่งขึ้น และจะรู้ว่าตนเองมีกิเลสหนาแน่นเหนียวแน่นและละคลายได้ยากเพียงใด
กิเลส เมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เลยแม้แต่น้อย มีแต่นำมาซึ่งทุกข์โทษภัยเท่านั้น กิเลสจึงเป็นสภาพธรรมที่บัณฑิต หรือ คนดีเกลียด ไม่ควรแก่การเข้าใกล้เป็นอย่างยิ่ง
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ตลอด ๔๕ พรรษา จึงเป็นอนุสาสนี เป็นคำพร่ำสอนเพื่อให้พุทธบริษัทเห็นโทษเห็นภัยของกิเลส เพื่อสำรวจตนเองว่ายังเป็นผู้มากไปด้วยกิเลส ซึ่งจะทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท เพื่อจะได้ขัดเกลา ละคลายให้เบาบางลง ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเริ่มจากการฟัง การศึกษาพระธรรม สะสมปัญญาในชีวิตประจำวัน จนกว่าจะถึงความเป็นผู้ที่ไม่มีกิเลสได้ในที่สุด ครับ
... ยินดีในกุศลจิตของคุณทรงศักดิ์และทุกๆ ท่านด้วยครับ ...
ยินดีในกุศลจิตครับ
กิเลสที่เกิดขึ้นเมื่อดับไปก็สะสมอนุสัยเพิ่มขึ้นคือเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในจิตไม่ใช่กิเลสที่เกิดขึ้น แต่จะเป็นพืชเชื้อให้กิเลสประเภทเดียวกันเกิดได้อีก
และกล่าวได้ไหมครับว่า อนุสัยกิเลสเป็นกิเลสที่สะสมอยู่ในจิตทุกขณะ
ขอบพระคุณครับ
เรียนความคิดเห็นที่ ๓ ครับ
ตามที่กล่าวแล้วว่า อนุสัย ๗ เป็นกิเลส ๖ ประเภท ได้แก่
กามราคานุสัย และ ภวราคานุสัย เป็น โลภะ
ปฏิฆานุสัย เป็น โทสะ
ทิฏฐานุสัย เป็น มิจฉาทิฏฐิ
วิจิกิจฉานุสัย เป็นวิจิกิจฉา
มานานุสัย เป็นมานะ
อวิชชานุสัย เป็น อวิชชาหรือโมหะ
ดังนั้น ทั้งอนุสัยและกิเลสอื่นๆ นอกจากอนุสัย รวมถึงอกุศลธรรมอื่นๆ เช่น ความตระหนี่ ความริษยา เป็นต้น ก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิตทุกขณะด้วย ครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ