
อ.วิชัย: เมื่อสักครู่ก็ได้ฟังท่านอาจารย์สนทนากับ อ.อรรณพ ครับ สำหรับผู้ที่มุ่งประโยชน์เกื้อกูล ก็กล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์ ถึงแม้บุคคลที่ฟังอาจจะยินดี หรือไม่ยินดีก็ตาม แต่ว่าคำนั้นก็เป็นคำที่เป็นประโยชน์ครับ
ก็ขออนุญาตกล่าวคำในมหาสุญญตสูตร ครับ เป็นเรื่องของท่านพระอานนท์ และภิกษุมากรูปครับ ทำจีวรกรรมอยู่ในวิหารขอเจ้าคตายศากายะ ก็เป็นการอยู่ร่วมกันของภิกษุหลายๆ รูปครับ พระองค์ก็ตรัสความเป็นผู้คลุกคลีครับ ก็เห็นถึงแม้ในสมัยพุทธกาลความประพฤติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพิจารณาเห็นแล้วว่าเป็นความประพฤติที่ไม่เหมาะไม่ควร พระองค์ก็จะกล่าวโทษของสิ่งนั้นนะครับ แต่ว่าสำหรับสาวกก็มีหลากหลายต่างๆ กันนะครับ บางพวกก็อาจจะยินดี บางพวกก็อาจจะไม่ยินดี
อย่างข้อความในมหาสุญญตสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ก็เหล่าสาวกย่อมเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นข้าศึก ไม่เรียกร้องด้วยความเป็นมิตรอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ศาสดาในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี่เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ นี้เพื่อความสุขแก่พวกเธอ เหล่าสาวกของศาสดานั้นไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยโสตสดับ ไม่ตั้งจิตรับรู้และประพฤติหลีกเลี่ยงคําสอนของศาสดา ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แล เหล่าสาวกชื่อว่าเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นข้าศึก ไม่ใช่เรียกร้องด้วยความเป็นมิตร.
ดูก่อนอานนท์ ก็เหล่าสาวกย่อมเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่เรียกร้องด้วยความเป็นข้าศึกอย่างไร ดูก่อนอานนท์ ศาสดาในธรรมวินัยนี้เป็นผู้อนุเคราะห์ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล อาศัยความเอ็นดูแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายว่า นี้เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกเธอ นี้เพื่อความสุขแก่พวกเธอ เหล่าสาวกของศาสดานั้น ย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตรับรู้และไม่ประพฤติหลีกเลี่ยงคําสอนของศาสดา ดูก่อนอานนท์ อย่างนี้แล เหล่าสาวกชื่อว่าเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่เรียกร้องด้วยความเป็นข้าศึก.
ดูก่อนอานนท์ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอจงเรียกร้องเราด้วยความเป็นมิตร อย่าเรียกร้องด้วยความเป็นข้าศึก ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน ดูก่อนอานนท์ เราจักไม่ประคับประคองพวกเธอ เหมือนช่างหม้อประคับประคองภาชนะดินดิบที่ยังดิบๆ อยู่ เราจักข่มแล้วๆ จึงบอก จักยกย่องแล้วๆ จึงบอก ผู้ใดมีแก่นสารผู้นี้จักตั้งอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล. อันนี้ก็เป็นข้อความส่วนหนึ่งในมหาสุญญตสูตรครับ กราบท่านอาจารย์ครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นผู้ที่แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สาวกครับ ก็แสดงสิ่งที่เป็นประโยชน์ อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่สาวกเป็นผู้ที่ไม่ฟังด้วยดีครับ และไม่เงี่ยโสตลงสดับ และไม่ตั้งจิตรับรู้ และประพฤติหลีกเลี่ยงคำสอนครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จะมีอะไรเกินกว่าอวิชชา และตัณหาไหม?
อ.วิชัย: อันนี้เป็นพื้นของจิตของแต่ละคนเลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะดับกิเลสอื่นโดย อวิชชา และตัณหา เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงเห็นโทษของความไม่รู้ และความติดข้อง ค่ะ
อ.วิชัย: ทั้งๆ ที่คำแต่ละคำที่พระองค์ตรัสนะครับ ก็เป็นประโยชน์โดยส่วนเดียวครับ แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า เพราะอวิชชาและตัณหา นี่ครับ อะไรไม่เห็นคุณ คำ แต่ละคำที่พระองค์ตรัสแม้เป็นคำที่ตำหนิติเตียนครับ
ท่านอาจารย์: พระองค์ตรัสแล้วยังไม่รู้ ยังติดข้องในความเห็นของตัวเอง
อ.วิชัย: ยังติดข้องในความเห็นของตัวเอง
ท่านอาจารย์: จึงไม่สามารถที่จะรับฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทุกคำประโยชน์มหาศาลนับประมาณไม่ได้ เพราะส่องไปถึงความจริงที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งยากที่จะเห็นด้วยอวิชชา และตัณหา
อ.วิชัย: ครับ ข้อนี้ก็เตือนอย่างยิ่งครับ เพราะว่าการสะสมมาที่ยังมากหนาเหนียวแน่นครับ อย่างถ้าได้ยินคำที่ตัวเองประพฤติผิดเป็นข้อตำหนิ ก็ดูเหมือนกับจะไม่รับฟังครับ จะไม่ฟังด้วยดี จะไม่คิดถึงเหตุผลแล้วก็จะไม่ประพฤติตามสิ่งที่สมควรครับ จะหลีกเลี่ยงอย่างที่ว่าครับ
ท่านอาจารย์: ลืมว่า เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว แล้วก็ลืมกัน!!จนคนที่ไม่ลืมก็ตักเตือนให้ระลึกถึงความจริง มิเช่นนั้นแล้ว ใครจะระลึกได้? ในเมื่อเต็มไปด้วย ตัณหา เพราะอวิชชา
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ อย่างที่ว่า ผู้ใดมีแก่นสารผู้นี้จักตั้งอยู่ การที่จะเห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระจริงๆ ครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ผู้ที่ยังมากไปด้วยความติดข้องเพราะมีอวิชชานี่ ก็จะไม่เงี่ยโสตสดับ หรือรับฟังในเหตุในผล ก็ยังเป็นผู้ถือรั้นด้วยความเห็นของตนเองนะครับ อะไรที่จะเป็นเหตุให้บุคคลนั้นเห็นสิ่งที่เป็นสาระที่เป็นประโยชน์จากคำตำหนิเหล่านั้นครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: รู้ไหมล่ะ? ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความไม่รู้ในทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิมและเพิ่มขึ้น
อ.วิชัย: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหมๆ และแค่ เห็น เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้แล้ว ประมาทไหม? ไม่รู้ไปหมด ไม่ใช่แต่เฉพาะหนึ่งขณะที่เห็น
เพราะฉะนั้น ยังไม่เห็นโทษหรือว่า กว่าจะเข้าใจความจริง ต้องเป็นผู้ที่เคารพสูงสุดในความจริง และในประโยชน์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์ ซึ่งในสังสารวัฏฏ์ไม่มีใครสามารถจะรู้ความจริงนี้ได้ว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่แต่เฉพาะไม่รู้เห็น ยังสะสมความไม่รู้ทั้งหมดในแต่ละชาติมาแค่ไหน และก็จะต่อไปด้วย
แล้วไงล่ะ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองไหม? เห็นโทษไหมว่า ไม่ใช่ไม่รู้เพียงแค่นี้นะ แค่นี้ๆ หนึ่งขณะๆ เป็นยังไงในสังสารวัฏฏ์ที่แล้วมา และภาระหนักไหมที่จะละความไม่รู้และความติดข้องจนไม่เหลือเลย
ถ้ายังเห็นประโยชน์ของความเหลือไว้สักนิดหน่อย ก็ไม่สามารถที่จะละกิเลสได้ เพราะแม้นิดหน่อยนั่นก็ เพิ่มขึ้นๆ ปานนั้นใช่ไหม?
อ.วิชัย: ครับ คือคำอย่างผู้ที่แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์นะครับ สูงสุดก็คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือผู้ที่ศึกษาพระธรรมของพระองค์ และกล่าวสิ่งที่เป็นประโยชน์นะครับ บางครั้งก็รู้ว่าเป็นประโยชน์ครับท่านอาจารย์ แต่ว่าเหมือนกับยังหลีกเลี่ยงอยู่ จะไม่คล้อยตาม ดูเหมือนก็ฟังจุดนี้ก็ดูเหมือนกับว่า เป็นการสะสมมาที่ยังถือในความเห็นของตนโดยที่อวิชชาปกปิดสิ่งที่เป็นประโยชน์จริงๆ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วอวิชชาก็ทำให้เป็นอวิชชาต่อไป
อ.วิชัย: ถ้ายังสะสมอย่างนี้อยู่ ก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปครับ
ท่านอาจารย์: จะหมดสิ้นได้อย่างไร ไม่มีทาง
เพราะฉะนั้น เห็นทางข้างหน้าไหมว่า มืดขึ้นอีกเท่าไหร่!! จมลงไปอีกเท่าไหร่!!
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ครับ ยิ่งมีโอกาสได้ศึกษาได้ฟัง และมีโอกาสได้สนทนา ก็เป็นการค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยครับ อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงการที่จะถึงความสิ้นอาสวะ การที่จะถึงการหมดกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์นี่ ถ้าไม่เริ่มต้นจากทีละเล็กทีละน้อย แม้แต่การเงี่ยโสตฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์นะครับ แล้วก็ประพฤติตามด้วยดีนะครับ แล้วก็มีความเป็นมิตรจริงๆ อย่างที่พระองค์ตรัสนะครับ จงเรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตร คือความเห็นคุณของผู้กล่าวว่า เป็นผู้ที่หวังดีครับ แต่ว่าบางครั้งกล่าวในสิ่งที่ดีจริง แต่ว่าอาจจะเกิดความไม่เป็นมิตรกับผู้กล่าวในคำที่เป็นประโยชน์นะครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ค่ะ อวิชชา ก็ทำให้ไม่รู้ตัว ถึงปานนั้น และต่อไปก็ ไม่รู้อีกๆ ๆ ถึงปานนั้น
เพราะฉะนั้น ทุกคำเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ด้วยพระมหากรุณาอย่างยิ่งด้วยพระองค์เอง ทำไมต้องกล่าวอย่างละเอียดลึกซึ้งปานนั้น เพราะคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ความจริง อันเป็นเหตุที่จะต้องอยู่ในสังสารวัฏฏ์ต่อไปได้
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ ก็ต้องอาศัยพระธรรมที่พระองค์ตรัสแม้โดยนัยยะประการต่างๆ โดยพระสูตร พระวินัย หรือพระอภิธรรมเองก็ตามที่จะค่อยๆ ละความเป็นเรา แล้วก็ความไม่รู้ครับท่านอาจารย์ ก็กราบท่านอาจารย์ครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
เรียกร้องศาสดาด้วยความเป็นมิตร [มหาสูญญตสูตรที่ ๒]
มหาสุญญตสูตร เรื่องจุดประสงค์การฟังธรรม
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ