
[เล่มที่ 11] พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้า 135
ได้ยินว่า พรหมทัตมาณพนี้ ได้อ้างเหตุที่เป็นจริงนั้นๆ กล่าวสรรเสริญประกอบด้วยคุณแห่งพระรัตนตรัย โดยอเนกปริยาย.
ในข้อนั้น พึงทราบคุณของพระพุทธเจ้า โดยนัยมีอาทิว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในบุคคลผู้เลิศ.
และมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเอก ไม่มีผู้เสมอ สมกับเป็นผู้ที่ไม่มีผู้เสมอ เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นในโลก ดังนี้.
พึงทราบคุณของพระธรรม โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว ว่า พระธรรมถอนอาลัย ตัดวัฏฏะ และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเลื่อมใสในอริยมรรคมีองค์ ๘ ชนเหล่านั้น ชื่อว่าเลื่อมใสในธรรมอันเลิศ.
อนึ่ง พึงทราบคุณของพระสงฆ์ โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเลื่อมใสในพระสงฆ์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้เลิศ ดังนี้.
[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 245-246
อรรถกถา กายวิญญัตตินิทเทส
พึงทราบวินิจฉัยในกายวิญญัตินิทเทสต่อไป. ในข้อว่า กายวิญญัตติ นี้ก่อน.
สภาวะที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่าความที่คนทั้งหลายก็ดี หรือสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายก็ดี ให้รู้ภาวะของตนด้วยกาย แม้สัตว์ดิรัจฉานก็รู้ความหมายของคนได้ แม้คนก็รู้ความหมายของสัตว์ได้ด้วยสภาวธรรมที่ถือเอานี้โดยทำนองแห่งการถือเอากาย.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า วิญญัตติ เพราะอรรถว่า ตนเองย่อมให้ผู้อื่นรู้ได้โดยทำนองแห่งการกำหนดกาย. วิญญัตติคือกาย กล่าวคือการไหวกาย ที่ตรัสไว้ในคำมีอาทิว่า กาเยน สํวโร สาธุ (การสำรวมกายเป็นการดี) ดังนี้ชื่อว่า กายวิญญัตติ.
อีกอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่า กายวิญญัตติ เพราะอรรถว่า ย่อมแสดงให้รู้ด้วยกาย เพราะเป็นเหตุให้รู้ความประสงค์ด้วยการไหวกายต่างๆ และเพราะตนเองก็จะพึงรู้โดยประการนั้น.
ในคำมีอาทิว่า กุสลจิตฺตสฺส วา (ของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศล) อธิบายว่า จิตของบุคคลผู้มีจิตเป็นกุศลด้วยจิต ๙ คือ กามาวจรกุศลจิต ๘ ดวง อภิญญาจิต ๑ ดวง หรือผู้มีจิตเป็นอกุศลด้วยอกุศลจิต ๑๒ ดวง หรือมีจิตที่เป็นอัพยากฤต ด้วยกิริยาจิต ๑๑ ดวง คือ มหากิริยาจิต ๘ ดวง ปริตตกิริยาจิต ๒ ดวง อภิญญาที่เป็นรูปาวจรกิริยาจิต ๑ ดวง อื่นๆ จากนี้ย่อมไม่ยังวิญญัตติให้เกิดได้.
ก็พระเสกขะ พระอเสกขะ และปุถุชน ก็มีวิญญัตติด้วยจิตมีประมาณเท่านี้แหละ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงแสดงวิญญัตติโดยเป็นเหตุด้วยบททั้ง ๓ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีกุศลเป็นต้นเหล่านี้ (คือ กุศล อกุศล กิริยา)
อ.กุลวิไล: กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ วันนี้ก็ได้ประโยชน์มากเลยซึ่งก็เห็นความละเอียดมากของการศึกษาธรรม แล้วแม้แต่ที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัพยากตศีล แล้วก็โดยนัยยะที่ อ.วิชัย ได้กล่าวถึงกิริยาจิต ๑๑ ดวง ซึ่งท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจชัดเจนว่า แม้แต่ มโนทวาราวัชชนจิตซึ่งก็เป็นอัพยากตะเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ก็เป็นจิตที่ยังวิญญัติให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ไม่ได้ปะปนกับกุศล หรืออกุศล เพราะว่าแม้แต่กุศล อกุศล ก็มีมโนทวาราวัชชจิตที่เกิดก่อน ก็ค่อนข้างละเอียด แล้วก็ชัดเจนมากค่ะท่านอาจารย์
แต่ดิฉันก็มีประเด็นที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์เกี่ยวกับสังฆรัตนะ ค่ะ เพราะวันก่อนท่านอาจารย์ก็ได้ให้ความเข้าใจในรายการแนวทางวิปัสสนา ส่วนใหญ่เวลาที่เรานึกถึงคุณของพระรัตนตรัย อย่างถ้าเป็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งถ้าเป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือผู้ที่เข้าใจธรรม แล้วก็สามารถจะประพฤติปฏิบัติตามด้วย แล้วก็สามารถจะรู้ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ขณะนั้นก็เป็นผู้ที่รู้คุณของพระธรรมด้วยเช่นกัน
สำหรับสังฆรัตนะ แต่ก่อนดิฉันก็คิดว่า ก็ต้องระลึกถึงพระอริยบุคคล แต่ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจซึ่งก็สอดคล้องกับทั้งพระะุทธคุณ และพระธรรมคุณด้วย ซึ่งท่านอาจารย์กล่าวเอาไว้ว่า การระลึกถึงสังฆรัตนะ สติเกิดจะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏขณะไหน จะเป็นสังฆรัตนะในขณะนั้นได้ไหม? ท่านอาจารย์ถามแล้วก็ตอบด้วยว่า ได้ เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้บุคคลนั้นทั้งหลายเป็นสังฆรัตนะ
ก็กราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ เพราะดิฉันเคยคิดถึงสังฆรัตนะ ก็คือระลึกถึงพระอริยบุคคล กราบเรียนค่ะ
ท่านอาจารย์: แล้วระลึกอย่างไร ระลึกถึงพระอริยบุคคล?
อ.กุลวิไล: ก็จากการศึกษาพระธรรม ก็เห็นถึงคุณความดีของท่านค่ะ
ท่านอาจารย์: ต้องรู้คุณของสังฆรัตนะของพระอริยเจ้า หนทางนี้ใช่ไหม?
ถ้าไม่รู้หนทาง จะระลึกถึงคุณได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้ค่ะ ก็เลยทำให้นึกถึงความหมายของสติปัฏฐานโดยนัยยะ ๓ อย่าง ซึ่งอย่างที่นัยยะที่ ๑ ก็ไม่ต้องสงสัย คือตัวสตินั้นเองเป็นสติปัฏฐาน และนัยยะที่ ๒ ก็คืออารมณ์ของสติปัฏฐาน ก็คือสติปัฏฐาน ๔ แต่นัยยะที่ ๓ ซึ่งก็เป็นพนทางเดียวค่ะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยสาวกทรงดำเนินค่ะ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่รู้จักหนทางจะดำเนินหนทางได้ไหม?
อ.กุลวิไล: ไม่ได้แน่นอนค่ะ
ท่านอาจารย์: ทางของใคร ระลึกถึงแล้วใช่ไหม?
อ.กุลวิไล: ค่ะ ท่านอาจารย์ก็เป็นผู้ที่ให้ความเข้าใจธรรมได้ละเอียด แล้วก็ชัดเจนมาก ท่านอาจารย์คะ แม้แต่ควรเรียกให้มาดู ท่านอาจารย์บ่อยครั้งที่กล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ เหมือนกับคำครั้งหลังที่ท่านอาจารย์ถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร? ก็เรียกให้มาดู ใช่ไหมคะ?
ท่านอาจารย์: แน่นอน!!
อ.กุลวิไล: แต่ก็ยังเป็นผู้ว่ายากค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ดูอะไร เห็นไหม ดูอะไร? ดูสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้!!
อ.กุลวิไล: ค่ะ ถ้าไม่เรียก ก็ไม่คิดจะดูค่ะ
ท่านอาจารย์: เรียกแล้วดูไหม? เรียกอยู่นั่นแล้วจนกว่าจะมาดู
ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรียกแล้วเรียกอีก!! สวากขาโต ภควตา ธัมโม เห็นไหม?
อ.กุลวิไล: ค่ะ เอหิปัสสิโก ก็ลึกซึ้งมากค่ะ เพราะว่าทั้งหมดเป็นธรรม แต่ก็มากด้วยอวิชชาค่ะท่านอาจารย์ กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
คุณแห่งพระรัตนตรัย [สีลขันธ์]
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ