ทุกคนกำลังครุ่นคิด
โดย เมตตา  27 มิ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52602

[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓- หน้า 73 - 74

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑

ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น.


อ.วิชัย: มีประเด็นที่จะสนทนากับท่านอาจารย์ จากข้อความจากพระสูตรครับ ภิกขุสูตร ว่าด้วยภิกษุรูปหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแลครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น บุคคลย่อมไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น. ภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์เข้าใจแล้ว. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุ ก็เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้โดยพิสดารอย่างไร. ภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงวิญญาณย่อมถึงการกำหนดเพราะวิญญาณนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ไม่ถึง การกำหนดเพราะรูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ไม่ถึงการกำหนอเพราะวิญญาณนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เข้าใจเนื้อความแห่งพระภาษิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยย่อได้โดยพิสดารอย่างนี้แล. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ เธอเข้าใจเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อได้โดยพิสดารดีนักแล ภิกษุ ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมถึงการนับเพราะรูปนั้น ถ้าบุคคลครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าครุ่นคิดถึง วิญญาณ ก็ย่อมถึงการกำหนดเพราะวิญญาณนั้น ดูก่อนภิกษุ ถ้าบุคคลไม่ครุ่นคิดถึงรูป ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงเวทนา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสัญญา ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงสังขาร ฯลฯ ถ้าไม่ครุ่นคิดถึงวิญญาณ ก็ย่อมไม่ถึงการนับเพราะวิญญาณนั้น ดูก่อนภิกษุ เธอพึงเห็นเนื้อความแห่งคำที่เรากล่าวโดยย่อโดยพิสดารอย่างนี้แล. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปนั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ ถวายบังคม กระทำประทักษิณ แล้วหลีกไป ครั้งนั้นแล เธอได้เป็นผู้ผู้เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไร ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ภิกษุนั้นได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ครับ

ก็จะเป็นพระสูตร ก็จะเป็นประเด็นที่จะกราบเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ครับ ตั้งแต่ในช่วงแรกเลยที่ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อให้พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม เมื่อท่านฟังแล้วนะครับ พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ครับ ในข้อความนี้ซึ่งในหลายๆ สูตรอย่างในมหาสุญญตสูตร พระองค์ก็ตรัสโทษแห่งความเป็นผู้คลุกคลี ตัดคุณแห่งความเป็นผู้ไม่คลุกคลี เป็นผู้ไม่คลุกคลีในหมู่คณะครับ

ดังนั้น ถ้าเป็นผู้ที่ศึกษาโดยผิวเผิน ก็ดูเหมือนกับว่า เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็ควรไม่ยินดีในหมู่ครับท่านอาจารย์ ก็คือเป็นผู้หลีกออกไปในที่ใดที่หนึ่งที่จะไม่เป็นปกติในชีวิตประจำวันนะครับ กราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: หลีกไปแล้วเป็นพระอรหันต์อย่างนั้นหรือ?

อ.วิชัย: ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม? แค่จะหลีกไปผู้เดียวแล้วจะเป็นพระอรหันต์ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น ทุกคำที่ได้ฟังขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคน เข้าใจมากน้อยแค่ไหน ละเอียดลึกซึ้งแค่ไหน? เพียงแค่สูตรนี้กี่คำ?

เพราะฉะนั้น ฟังแล้วนะเข้าใจตรงไหน หรือไม่เข้าใจตรงไหน ไม่ใช่ฟังเฉยๆ เห็นไหม? ฟังแล้วเข้าใจตรงไหน? ไม่เข้าใจตรงไหน?

อ.วิชัย: ครับ ฟังแล้วตั้งแต่ส่วนแรกครับ คือการที่จะฟังแล้วเป็นผู้ ...

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่ค่ะ คำถามว่า ฟังแล้วใช่ไหมทุกคน เข้าใจตรงไหน หรือไม่เข้าใจตรงไหน? นี่คือประโยชน์ของการฟัง

ฟังแล้ว เข้าใจตรงไหน ไม่เข้าใจตรงไหน หรือเข้าใจหมดหลีกไปเป็นพระอรหันต์ เห็นไหม? เพราะฉะนั้น ใจความของพระสูตรนี้อยู่ตรงนี้ สั้นๆ

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: แต่ว่า สามารถที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ฟังแล้วเข้าใจตรงไหน ไม่เข้าใจตรงไหน ถ้าเป็นภิกษุรูปนั้นเข้าใจเลย!! สามารถถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเข้าใจใช่ไหม ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตรัส เขาจะเข้าใจไหม จะถึงความเป็นพระอรหันต์ไหม?

อ.วิชัย: ไม่ได้แน่ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราที่นี่ ไม่ต้องไปคิดถึงคนอื่น ฟังแล้วเข้าใจตรงไหน ไม่เข้าใจตรงไหน? นี่คือประโยชน์ของการฟัง ไม่ผ่าน ไม่เผิน จบแล้ว แต่ว่าจบแล้วนี่แหละ เข้าใจตรงไหน ไม่เข้าใจตรงไหน!!

ทีละคนก็ได้ ก็ฟังกันทุกคนใช่ไหม?

อ.วิชัย: ขอโอกาสก่อนครับ เพราะเป็นผู้ที่ได้อ่านข้อความนี้แล้วก็ได้อ่านมาก่อนแล้วนะครับ ก็เข้าใจว่า พระองค์แสดงเพื่อให้รู้จักความเป็นจริงครับ

ท่านอาจารย์: ตรงไหนล่ะ?

อ.วิชัย: ตรงที่เรื่องของการที่ ...

ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ อ่านเลยจะได้รู้ว่า ตรงไหนที่เข้าใจ

อ.วิชัย: อย่าง ภิกษุ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น

ท่านอาจารย์: เข้าใจว่าอย่างไร? เห็นไหม ผ่านไปแล้ว!! "ครุ่นคิด" อย่างหนึ่งใช่ไหม? อ่านซ้ำ ทีละคำ ชัดเจนมาก เพราะถ้าไม่มีความเข้าใจจริงๆ ธรรมลึกซึ้งมาก ฟังแล้วไม่รู้ว่าเข้าใจตรงไหน ไม่เข้าใจตรงไหน ไม่ใช่ประโยชน์ของการฟัง

เพราะฉะนั้น ฟังจริงๆ จึงจะรู้ว่าเข้าใจตรงไหนไม่เข้าใจตรงไหน แม้เพียงสั้นๆ ยังไม่ต้องไปถึงไหนเลย

อ.วิชัย: ครับ ท่านอาจารย์ บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น

ท่านอาจารย์: แค่นี้ค่ะ แค่นี้เอง ๒ ประโยค คิดรู้จัก

อ.วิชัย: กำลังคิดอยู่ด้วยครับ

ท่านอาจารย์: ครุ่นคิดรู้จัก แล้วต่อไปอีกประโยคหนึ่ง ทบทวนใหม่ทุกครั้งที่เราจะกล่าวคำไหนเพียงคำเดียว ต้องตั้งต้นย้อนไปตั้งแต่ต้น

อ.วิชัย: บุคคลย่อมครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมถึงการกำหนดเพราะสิ่งนั้น ครับ

ท่านอาจารย์: ทุกคนกำลังครุ่นคิด แต่เป็นประโยคต่อไปเข้าใจว่าอย่างไร? เห็นไหม ศึกษาธรรมที่ลึกซึ้งที่ละเอียด ไม่ใช่จะเข้าใจง่ายอย่างภิกษุรูปนั้นซึ่งพร้อมจะถึงความเป็นพระอรหันต์

อ.วิชัย: ขอโอกาสครับท่านอาจารย์ เพราะว่าข้อความนี้ในอรรถกถาท่านก็แสดงเอาไว้ครับ

ท่านอาจารย์: เชิญเลย นี่เป็นประโยชน์นะคะ ไม่ใช่คิดเอง

อ.วิชัย: ความว่า ท่านแสดงคำว่า ย่อมครุ่นคิดถึงรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมถึงการกำหนดเพราะรูป ความว่าครุ่นคิดถึงรูปนั้นด้วยความครุ่นคิดอันใดในกามราคะ เป็นต้น ด้วยความครุ่นคิดนั้นนั่นแล ย่อมถึงการกำหนด คือบัญญัติว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้วครับ

ท่านอาจารย์: เป็นอย่างนี้หรือเปล่า เดี๋ยวนี้!! แน่หรือ คิดถึงรูปหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ก็คิดทุกวันครับ

ท่านอาจารย์: หรือคิดถึงเรื่อง?

อ.วิชัย: อ๋อ ..

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แค่นี้ต้องละเอียดแค่ไหน

อ.วิชัย: ครับ แต่ว่า เรื่องก็มาจากรูปที่ปรากฏ

ท่านอาจารย์: ถูกต้อง แล้วคิดถึงอะไร?

อ.วิชัย: ก็โดยมากก็เรื่องทั้งนั้นครับ

ท่านอาจารย์: ใช่ แล้วนี่บอกคิดถึงรูป คิดถึงเรื่องก็รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว แล้วถ้าคิดถึงรูปล่ะ? เห็นไหม ต่างกันแล้วกับเรื่อง ถูกต้องไหม?

อ.วิชัย: ครับ

ท่านอาจารย์: คิดถึงรูป แม้จากเรื่องมาเป็นรูป ก็รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว ปานนั้น!! แล้วเราจะผ่านสูตรนี้ไปง่ายๆ มีคำว่า กำหนด ไหม?

อ.วิชัย: ข้อความในพระสูตรนี้มีครับ

ท่านอาจารย์: ตรงไหน?

อ.วิชัย: ก็คือ คำว่า ย่อมถึงการกำหนดเพราะรูป ความว่า ครุ่นคิดถึงรูปนั้นด้วยความครุ่นคิดอันใดในกามราคะ เป็นต้น ด้วยความครุ่นคิดนั้น นั่นแล ย่อมถึงการกำหนด คือบัญญัติว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นไงค่ะ จะไปไหนเร็วๆ ไหม หรือว่า ความละเอียดความลึกซึ้ง ถ้าไม่มีนะคะ เหมือนไม่ได้ฟังคำพระของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราคิดเองหมด

อ.วิชัย: อย่างที่ท่านอาจารย์ถามว่า อ่านแล้วเข้าใจอะไร ก็เข้าใจว่า ปกติชีวิตประจำวัน เมื่อมีการรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเห็นครับ แล้วก็เกิดความคิดถึงสิ่งที่ปรากฏครับ อย่างเห็นเราไม่ได้คิดว่าเป็นสีเลยครับ อย่างเห็นแล้วน้ำ หรือน้ำ เราอยากรับประทาน ก็เป็นการคิดถึงสิ่งที่ปรากฏ แต่ไม่ได้มุ่งถึงตัวสี แต่ความรวดเร็วของจิตก็มีการคิดเรื่องในรูปร่างนิมิตสัณฐาน แล้วก็จำไว้ด้วยความรักบ้าง ความโกรธบ้าง หรือความหลงบ้างอย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: แม้เพียงรู้ว่า เป็นสี รักไหม?

อ.วิชัย: อันนี้ก็เป็นความละเอียดมากครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ไม่ใช่เฉพาะเรื่อง แต่รูป

อ.อรรณพ: กราบท่านอาจารย์ครับ ลึกซึ้งมาก เพราะว่าตรงๆ เลย ก็คือครุ่นคิดถึงเรื่อง

ท่านอาจารย์: ตอนหนึ่งล่ะ ก็ยังรัก ยังโลภ ยังโกรธ ยังหลง

อ.อรรณพ: ยังหลงในเรื่องราวสัตว์บุคคลต่างๆ แต่ในความละเอียดแล้ว แม้แต่สิ่งที่ปรากฏทางตา วิถีจิตทางตาเป็นเพียงรูปเป็นอารมณ์นี่ก็มีความรัก ความอะไรเกิดแล้วก่อนที่จะเป็นเรื่องครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม?

อ.อรรณพ: ผมซาบซึ้งพระภิกษุผู้ได้เป็นพระอรหันต์นี้มากว่า ท่านถึงตอบว่า ก็คือสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ รูปอะไร เพื่อประโยชน์ที่จะรู้ตัวจริงว่า ที่เราพูดคิดถึวคนแท้ๆ แล้วคือสี แล้วก็อาสวะก็ไหลไป

ท่านอาจารย์: เอาคำใหม่มาอีกแล้ว เอาแค่ ๒ - ๓ คำนี้แหละที่เราได้ฟัง

อ.อรรณพ: ครับ ความยินดีติดข้องก็เกิดขึ้นแล้วในรูปที่เพียงรูป แล้วมาถึงเรื่อง เรื่องก็เยอะ ถ้าไม่มีรูปก็ไม่มีเรื่อง แต่ว่าท่านก็ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมที่เป็นตัวธรรมจริงๆ ครับที่เป็นขันธ์ที่ท่านกล่าว ก็ผมเข้าใจแค่นี้

ท่านอาจารย์: แล้วคนที่ไม่ได้ฟังคนที่ไม่ได้สะสมมา ฟังแล้วเป็นอย่างไร?

อ.วิชัย: ไม่รู้แน่นอนครับ ถ้ามีแต่เรื่อง

ท่านอาจารย์: ทิ้งได้ยังไง หรือโทสะ หรือโมหะ หรือโลภะ แน่นอน! แล้วละเอียดปานใดก่อนจะถึงเรื่องซึ่งทำให้เกิดโลภะ โทสะ โมหะ ในเรื่องมาถึงตัวที่เป็นรูปแม้ไม่ใช่เรื่อง ก็ปานนั้น กี่เท่า!! นี่คือกว่าจะฟังธรรมด้วยความเคารพสูงสุดไม่ผ่านเลย

เพราะฉะนั้น เพียงเท่านี้ภิกษุรูปนั้นถึงความเป็นพระอรหันต์ในภายหลังได้ เพราะความไม่ประมาทเพราะเข้าใจจริงๆ ว่า พระองค์หมายความถึงเรื่องครุ่นคิดติดข้อง จนกระทั่งถึงรูปไม่ใช่เรื่องก็ติดข้อง ถ้าไม่รู้อย่างนี้จะละได้ยังไง!! จะหมดเกลี้ยงไม่เหลือเลยสิ่งที่สะสมมาละเอียดซึมซาบยังกับเข้าไปในสายเลือดเส้นเลือด กว่าจะล้างออกได้หมดไม่เหลือเลย

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กําหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ