ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี
โดย เมตตา  25 ต.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53264

ข้อความใน ปรมัตถทีปนี อรรถกถา จริยาปิฎก มีว่า

ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง คือ สัพพสัมภารภาวนา ๑ นิรันตรภาวนา๑ จิรกาลภาวนา ๑ สักกัจจภาวนา ๑

เป็นการแสดงลักษณะของการอบรมเจริญภาวนา คือ การสะสมเหตุที่จะให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรมทุกๆ ชาตินั่นเอง


[เล่มที่ 25] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 469-471

๔. เวปจิตติสูตร

พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญขันติธรรม

[๘๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น ท้าวเวปจิตติจอมอสูรถูกมัดด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอเป็นที่ ๕ ได้ด่าบริภาษท้าวสักกะจอมเทวดา ซึ่งกำลังเสด็จเข้าและออกยังสุธรรมาสภา ด้วยวาจาอันหยาบคายมิใช่ของสัตบุรุษ.

[๘๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีเทพบุตร ผู้สงเคราะห์ได้ทูลถามท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยคาถาว่า

ข้าแต่ท้าวสักกะมฆวาฬ พระองค์ได้ทรงสดับถ้อยคำอันหยาบคาย เฉพาะหน้า ของท้าวเวปจิตติจอมอสูร ยังทรงอดทนได้ เพราะความกลัว หรือเพราะไม่มีกำลัง พระเจ้าข้า.

[๘๗๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า

เราอดทนถ้อยคำอันหยาบคายของท้าวเวปจิตติได้ เพราะความกลัวหรือเพราะไม่มีกำลัง ก็หาไม่ วิญญูชนผู้เช่นเราไฉนจะพึงโต้ตอบกับคบพาลเล่า.

[๘๗๒] มาตลีเทพบุตรทูลว่า

คนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่งกำเริบ เพราะฉะนั้น ธีรชนพึงกำราบคนพาลด้วยอาชญาอย่างรุนแรง.

[๘๗๓] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า

ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบระงับได้ เราเห็นว่าการสงบระงับได้ของผู้นั้นแล เป็นการกำราบคนพาลละ.

[๘๗๔] มาตลีเทพบุตรทูลว่า

ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็นโทษในความอดทนนี้แล เมื่อใด คนพาลย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า ผู้นี้ย่อมอดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว เมื่อนั้น คนมีปัญญาทรามยิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัวแพ้ที่หนีไป ฉะนั้น.

[๘๗๕] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า

บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือหาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใดแลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนผู้ทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพลจำต้องอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่างคนพาลว่ามิใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้มีกำลังผู้ซึ่งธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะความโกรธนั้น โทษที่ลามกจึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ บุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะสงความซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนที่ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้รักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้.


อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ อย่างข้อความในจริยาปิฎก นิทานคาถา ตรงนี้ท่านก็แสดงภาวนาในในโพธิสมภาร ๔ ประการนะครับ ก็คือ เป็นการอบรมที่จะให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ถึงการที่จะตรัสรู้ความเป็นจริงได้ ครับ ก็คือสัพพสัมภารภาวนา ๑ นิรันตรภาวนา ๑ จิรกาลภานา ๑ และก็ สักกัจจภาวนา ๑ นะครับ ก็พอรู้เป็นเบื้องต้นได้ครับว่า สัพพสัมภารภาวนา ก็คือเป็นการอบรมเจริญคุณความดีโดยประการทั้งปวงครับ นิรันตรภาวนา ก็เป็นการอบรมภาวนาที่ติดต่อต่อเนื่องกันไป แล้วก็จิรกาลภาวนา ก็เป็นการอบรมซึ่งเป็นกาลเวลาที่ยาวนานครับ

แต่ในส่วนประเด็นของสักกัจจภาวนานี่ครับ ก็คือการอบรมคุณความดีด้วยความเคารพ นี่ครับ ก็กราบเท้าท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า การที่จะเห็นคุณของกุศล การที่จะไม่ดูหมิ่นแม้กุศลเพียงเล็กน้อย จะมีความละเอียดอย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: คุณวิชัย และใครๆ ทุกคนเคารพอะไร?

อ.วิชัย: ในความดีครับ สิ่งที่ดีไม่ว่าบุคคลประพฤติในความดีไหนก็เคารพในความดีนั้นๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ว่าใครใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับเต็มไปด้วยอกุศล

ท่านอาจารย์: แม้เป็นขอทานโรคเรื้อน ความดีมีเมื่อไหร่เป็นความเคารพในความดันั้น ไม่ดูหมิ่น แต่ว่าเห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า กว่าจะเป็นกุศล!! แล้วเราเต็มไปด้วยอกุศล แล้วยังไม่เคารพในกุศลของคนอื่น กุศลหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ขณะนั้นไม่เป็นครับ ไม่เป็นกุศลครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ขัดเกลาโดยการที่รู้ ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ความดีที่เกิดขึ้นเป็นที่เคารพทั้งสิ้นไม่ว่าใคร

อ.วิชัย: ครับ ก็ต้องอาศัยปัญญาความเห็นที่ถูกต้องจริงๆ ครับ แล้วก็มั่นคงในความเป็นธรรมจริงๆ เพราะว่า เป็นธรรม ไม่ใช่เป็นบุคคลหนึ่งบุคคลใดครับ แต่เป็นธรรมขณะที่เกิดขึ้นเป็นไป เมื่อเป็นธรรมฝ่ายดีก็เป็นความดีครับ

ท่านอาจารย์ครับ อีกประเด็นหนึ่ง ที่ผมมีโอกาสได้ตัดข้อความใน เวปจิตตสูตร ครับ ก็เป็นเรื่องของท้าวสักกะ ท่านก็เห็นคุณของขันติธรรม และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสถึงเหตุการณ์ที่จะสรรเสริญคุณของขันติธรรมนะครับ ขออนุญาติกล่าวข้อความที่จะกราบเรียนท่านอาจารย์ครับ

ในสมัยนั้น ท้าวเวปจิตตจอมอสูรก็ถูกจับถูกมัด แล้วก็ได้ด่าบริภาษท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยวาจาอันหยาบคายอันไม่ใช่ของสัตบุรุษ แล้วมาตาลีเทพบุตรก็ได้กล่าวทูลกับท้าวสักกะว่า คนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่งกำเริบ เพราะฉะนั้น ธีรชนพึงกำราบคนพาลด้วยอาชญาอย่างรุนแรง อันนี้ก็เป็นความเห็นของมาตาลีเทพบุตร ครับ

ซึ่งท้าวสักกะได้ตรัสตอบว่า ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ สงบระงับได้ เราเห็นว่า การสงบระงับได้ของผู้นั้นแล เป็นการกำราบคนพาล ครับ

แม้แต่ครงนี้ครับท่านอาจารย์ การที่จะเมื่อมีบุคคลอื่นโกรธ ไม่พอใจเราครับ แต่เราไม่ได้โกรธตอบ จะเป็นการกำราบบุคคลนั้นอน่างไรครับ เพราะว่าดูเหมือนกับบุคคลนั้นก็จะยิ่งได้ใจที่จะมีความโกรธเพิ่มขึ้น หรือกระทำสิ่งที่ไม่สมควรเพิ่มขึ้น ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: แน่นอนที่สุด ธรรมเป็นธรรมที่เปลี่ยนไม่ได้!! เมื่อไม่โกรธเขา เขาแพ้ไปใช่ไหม! กำราบหรือเปล่า!!

ทำยังไงเราก็ไม่โกรธ เขาต้องการให้เราโกรธใช่ไหม ทุกคำด่าว่า กระทำต่างๆ แต่เราไม่โกรธอย่างที่เขาต้องการเลย กำราบจนกระทั่งเขาแพ้ไปใช่ไหม! ทำยังไงก็ไม่โกรธ!!

อ.วิชัย: ไพเราะอย่างยิ่งครับ เพราะว่า ธรรมฝ่ายดี ไม่มีบุคคลใดที่จะกระทำจิตของบุคคลที่มั่นคงในความดีให้หวั่นไหวได้ ครับ ถ้าเมื่อเป็นความดีครับ

กราบเท้าท่านอาจารย์อีก ต่อเนื่องครับ ซึ่งมาตาลีเทพบุตรก็ทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็นโทษในความอดทนนี้แล เมื่อใดคนพาลย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า ผู้นี้ย่อมอดกลั้นต่อเราเพราะความกลัว เมื่อนั้นคนมีแต่คนปัญญาทรามยิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมืนโคยิ่งข่มขี่วัวแพ้ที่หนีไป

ฉะนั้น ท้าวสักกะตรัสตอบว่า บุคคลจงสำคัญจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือหาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใดแลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนผู้ทุรพลไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพลจำต้องอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่างคนพาลว่ามิใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้มีกำลังผู้ซึ่งธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะความโกรธนั้น โทษที่ลามกจึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ บุคคลผู้ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะสงความซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนที่ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้รักษาประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของคนอื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้ ครับ

ก็ดูเหมือนความเห็นต่างกันครับ ถ้าเป็นความเห็นของผู้ที่เป็นคนพาลผู้ที่มากด้วยอกุศล กับผู้ที่เป็นบัณฑิตผู้ที่มีปัญญานี่ครับ อย่างที่ท่านกล่าวว่า ประโยชน์ทั้งหลาย มีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่งครับ การที่จะเห็นคุณของขันติธรรม เป็นต้น เห็นคุณของกุศลจริงๆ ครับ ก็ยากครับที่จะมั่นคงอย่างที่ท่านท้าวสักกะเทวราชที่ท่านได้กล่าวในคาถานี้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ชัดเจนทุกคำที่ได้ฟัง ลองดูสิแต่ละคำใหม่ ชัดเจนไม่มีอะไรที่จะเกินกว่านี้ได้

อ.วิชัย: ครับ บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเราเพราะความกลัวหรือหาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโชน์ของตนเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มีครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: สรุปแล้วทั้งหมดใครแพ้?

อ.วิชัย: บุคคลที่เป็นอกุศลแพ้ต่ออุศลครับ

ท่านอาจารย์: หลงคิดว่าชนะ เพราะคนนั้นไม่ได้โต้ตอบอะไรเลยทั้งสิ้น

แต่ที่ไม่โต้ตอบนั่นชนะไหม ชนะกิเลสไหม ชนะอกุศลไหม ที่ไม่โต้ตอบไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น!! แต่คนที่ทำทุกอย่างโดยที่คิดว่า คนอื่นแพ้ คนนั้นหรือชนะ?! แพ้กิเลสของตนเองไม่มีทางชนะได้ ชัดเจนไหม?

อ.วิชัย: ชัดเจนมากครับ ไพเราะมากครับ อย่างข้อความตอนหนึ่งก็กล่าวว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่างคนพาลว่า มิใช่กำลัง ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ชัดเจน! แต่คนพาลคิดว่าเขามีกำลังกว่าคนที่ไม่โต้ตอบ

อ.วิชัย: ก็ไพเราะอย่างยิ่งที่จะเป็นการศึกษา แล้วก็เป็นผู้ที่เห็นคุณของกุศลครับ อย่างขันติธรรม ไม่ว่าจะต่อสิ่งที่น่าปราถนาก็ตาม หรือไม่น่าปราถนาก็ตามครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เชิญเลย อกุศลของใคร เขาหารู้ไม่ว่า เขากำลังแพ้ ส่วนคนที่ไม่เดือดร้อนเลยจะมากกว่านั้นอีกสักเท่าไหร่ ก็ไม่เดือดร้อนไม่โต้ตอบ ชนะอยู่แล้วใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ ชนะด้วยคุณความดีที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่มีโทษเลยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วใครก็ทำให้แพ้ไม่ได้ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด!! ชนะจริงๆ!

อ.วิชัย: ครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้ความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้นครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง

ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..

ภาวนาในโพธิสมภารมี ๔ อย่าง

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1     โดย chatchai.k  วันที่ 25 ต.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ