ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๔
โดย khampan.a  8 พ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53323

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic00483879486aa686.jpg?v=1794062789

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๔

pic000762646adfedb06.jpg?v=1794062805



~ ถึงแม้ว่าธรรมจะเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ก็เป็นสภาพที่รู้ได้แสนยาก ถ้าไม่ได้อบรมเจริญปัญญาที่จะสามารถเข้าใจและรู้สภาพธรรมนั้น ผู้ที่ศึกษาธรรมแล้วย่อมเข้าใจความหมายที่ว่าโลกมืดเพราะอวิชชา เพราะถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ไม่ทรงแสดงพระธรรมก็ไม่มีใครเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏว่าเป็นแต่เพียงธรรมแต่ละอย่าง ถึงแม้ว่าขณะนี้สภาพธรรมกำลังมีจริงๆ แต่อวิชชาก็ปิดกั้นไม่ให้เห็นว่าสภาพธรรมในขณะนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและดับไป ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ขณะนี้ท่านผู้ฟังก็พิสูจน์ได้ สภาพธรรมกำลังปรากฏแต่เมื่อยังไม่ประจักษ์ก็ไม่มีการที่จะละคลายการยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1899)



~ ถ้าเราไม่ได้ฟังว่าธรรมคืออะไร เราจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่? ไม่มีทาง เราก็คิดของเราไปเอง เดี๋ยวคนโน้นบอกว่าอย่างนี้ เดี๋ยวคนนี้บอกว่าอย่างนั้น แล้วจริงหรือไม่ ตรงกับสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้หรือไม่ เพราะว่าพระธรรมสามารถที่จะเข้าใจได้ทุกกาลสมัย เพราะเป็นสิ่งที่มีจริงทุกขณะ
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 757)



~ ถ้าเราเข้าใจเพิ่มขึ้น แล้วกล้าที่จะพูดแสดงความจริงเพิ่มขึ้น ก็เป็นการบูชาพระรัตนตรัย เมื่อเข้าใจแล้วก็ทำให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย พระศาสนาที่พระองค์ได้ทรงแสดงหลังจากที่ได้ทรงบำเพ็ญบารมีตรัสรู้ก็จะได้ไม่สูญหรืออันตรธานไปตราบเท่าที่ยังมีคนที่เข้าใจอยู่ ธรรมที่เป็นฝ่ายดีทำให้อาจหาญร่าเริงไม่เศร้าหมอง ไม่เป็นทุกข์ที่จะกล่าวคำจริง ไม่เดือดร้อน
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1038)



*** ~ ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร จึงเป็นอนัตตา ทุกคำต้องสอดคล้องกัน ไปสู่ความเข้าใจว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา มั่นคงขึ้น เดี๋ยวนี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดใช่ไหม เพียงแค่ ๑ อย่าง ๒ อย่าง แต่ทั้งหมดจริงๆ ก็คือแต่ละหนึ่งจริงๆ เกิดดับจริงๆ ไม่ใช่ของเราจริงๆ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาจริงๆ ***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1039)



*** ~ โลกวุ่นวายทุกวันนี้ก็เพราะความไม่รู้ตามความเป็นจริง มีความติดข้อง จนกระทั่งสามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมต่างๆ ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเพราะความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรมให้ใครไม่รู้ แต่ทรงแสดงธรรมให้มีความเข้าใจทุกคำที่พระองค์ตรัส***
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1041)



~ คนที่แข็งแรง ไม่รับประทานอาหาร ๒ - ๓ วัน ๒ - ๓ มื้อ ยังมีเรี่ยวมีแรง แข็งแรงอยู่ได้ไหม? ไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่ไม่มีกำลัง ไม่มีเรี่ยวแรง แต่ครั้นได้รับประทานอาหารแล้ว ก็ย่อมมีกำลังขึ้น การให้อาหารจึงชื่อว่าให้กำลัง ไม่ว่าสัตว์เล็ก สัตว์น้อยทั้งหลาย คำข้าว ๒ คำ ๓ คำ ที่จะทำให้มีเรี่ยวแรงขึ้นมีกำลังขึ้น ถ้าท่านจะเจริญกุศล ก็สละให้ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 169)



~ บางท่านอาจจะคิดว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในพระไตรปิฎกนั้น ซ้ำเหลือเกิน พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดงนั้น จะไม่พ้นจากเรื่องของการรู้ชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แต่เพราะเหตุว่าท่านยังไม่รู้ชัดจริงๆ ในสภาพธรรมที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น จึงทรงแสดงซ้ำแล้วซ้ำอีก ทรงโอวาทพร่ำสอน แล้วๆ เล่าๆ ในเรื่องของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 371)



*** ~ ถ้าท่านเห็นบุคคลใดที่สะสมอกุศลธรรมมามากกล่าวมุสา โดยไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวมุสาเลย ท่านย่อมจะเห็นว่าโทษของการไม่ขัดเกลากิเลสนั้นเป็นอย่างนี้ เมื่อเห็นโทษอย่างนี้แล้ว ท่านก็เว้นที่จะไม่กระทำอย่างนั้นและขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 411)



~ ถ้ารู้ผิดจากความเป็นจริง จะละการยึดถือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ได้ เพราะว่าไปรู้อื่น ผิดปกติจากชีวิตตามความเป็นจริง และจิตใจของแต่ละคนก็ละเอียดเหลือเกิน ถ้าไม่รู้จิตใจของตัวเองตามความเป็นจริง จะไม่สามารถที่จะดับกิเลสหรือละกิเลสได้เลย เพราะว่าการที่จะดับกิเลสได้ ต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ต่อสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 431)



*** ~ ผู้ที่เห็นว่าขณะใดจิตไม่เป็นกุศลก็ย่อมจะเป็นอกุศล ซึ่งอกุศลแต่ละประเภทละเอียดมาก แม้บางครั้งไม่เป็นเหตุให้กระทำทางกายทางวาจา แต่จิตใจในขณะนั้นก็เป็นอกุศล เมื่อเห็นความละเอียดของอกุศลอย่างนี้ จึงไม่รั้งรอที่จะบำเพ็ญความดีเท่าที่สามารถจะกระทำได้ ซึ่งแม้ว่าจะกระทำความดีสักเท่าไรๆ ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง เพราะว่าตราบใดที่ไม่กระทำความดี จิตก็ต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ควรเจริญกุศลทุกประการ ด้วยการอบรมตนเองให้เป็นผู้ที่มีความอดทน คิดถึงคนอื่นแทนที่จะคิดถึงตนเองเสมอๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ก็มีโอกาสที่กุศลจิตจะเกิดมากกว่าอกุศล***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 671)



~ ถ้าเป็นผู้ที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยังไม่ได้พิจารณาพระธรรม ยังไม่ได้อบรมเจริญปัญญา ก็ลองคิดดูว่าชาตินี้ทั้งชาติจะจบลงอย่างไรก็ต้องจบลงด้วยกิเลสที่หนาขึ้นๆ ทุกวัน แต่ถ้ามีโอกาสได้ฟัง ละคลายความไม่รู้ อบรมเจริญกุศลทุกประการเพิ่มขึ้น ก็เป็นชาติที่มีประโยชน์ เมื่อกระดูกทุกชิ้นยังรวมกันอยู่ ยังไม่กระจัดกระจาย ก็ควรที่จะให้เป็นประโยชน์ในการที่จะได้เกิดปัญญาเพิ่มขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1929)



~ ยากหรือง่าย พิจารณาดูชีวิตประจำวัน ไม่เข้าไปกล่าวร้ายแก่ใครๆ ด้วยวาจา พูดเรื่องร้ายของคนอื่นรวมอยู่ด้วยไหม? พิจารณาจริงๆ จะรู้จิตในขณะนั้นว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล แต่ถ้าเป็นธรรมพูดได้ ถ้ามีกุศลจิต เพราะฉะนั้น แม้ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน คำพูดอย่างเดียวกัน ต้องพิจารณาจิตที่กล่าวว่ากล่าวด้วยกุศลหรือกล่าวด้วยอกุศล ถ้าเพื่อประโยชน์แก่การเข้าใจสภาพธรรมก็กล่าวได้ เพราะในขณะนั้นไม่มีจิตที่มุ่งจะเข้าไปกล่าวร้ายด้วยวาจาแก่บุคคลนั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1920)



~ การฟังธรรมเป็นมงคล การสนทนาธรรมเป็นมงคล มงคลคือทำให้เจริญทางด้านของกุศล ทางด้านของความเข้าใจธรรม เป็นการบูชาที่พระองค์มีพุทธประสงค์ เพราะเหตุว่าทรงแสดงธรรมเพื่อให้คนเข้าใจ เพราะฉะนั้นสำหรับใครก็ตามที่ได้บูชาสิ่งต่างๆ เช่น ดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องหอม แต่ไม่เข้าใจธรรม ก็ไม่มีประโยชน์ไม่มีคุณค่าเท่ากับคนที่แม้ถวายสิ่งเพียงเล็กน้อย แต่มีความเข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดง เพราะเหตุว่าความเข้าใจจะสืบต่อไปสามารถที่จะทำให้เข้าใจแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟังจากพระธรรมที่ทรงแสดงเพิ่มขึ้น

(ที่มา :ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1857)



~ เวลาที่กระทบสิ่งที่ไม่พอใจแล้วหงุดหงิด ขณะนั้นให้ทราบว่าจะต้องเป็นอุปนิสัยที่สะสมทำให้มีความขุ่นใจ ไม่พอใจอยู่บ่อยๆ เนืองๆ มากกว่าคนที่อดทน เพราะฉะนั้น ย่อมเป็นผู้ที่มากด้วยโทษ เพราะเมื่อเป็นอกุศลของตนเอง ตนเองก็ต้องเป็นผู้ได้รับโทษจากอกุศลของตนเอง คนอื่นจะทำโทษให้กับบุคคลนั้นไม่ได้เลย นอกจากกิเลสของตนเอง
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1919)



~ ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้ใดก็ตาม ก็เป็นสภาพธรรมเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุตรธิดาหรือมารดาบิดา ก็เป็นการสะสมของสภาพธรรมแต่ละอย่างซึ่งปรากฏเป็นการกระทำทางกาย ทางวาจาที่ควรเป็นกุศล และที่ไม่เหมาะไม่ควรก็เป็นอกุศล ถ้าใครมีกายวาจาที่ปรากฏเป็นอกุศล ย่อมส่องถึงการสะสมอกุศลนั้นซึ่งมีกำลัง ทำให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำที่เป็นอกุศลทางกาย ทางวาจา แต่ถ้าเป็นผู้ที่สะสมกุศลธรรมไว้มาก ก็เป็นปัจจัยให้เป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติในทางที่เป็นกุศลยิ่งขึ้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 655)



*** ~ เรื่องความเคารพเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ทุกคนอยู่ด้วยกันด้วยความกลมเกลียว มิฉะนั้นแล้วกิเลสที่มีกำลังแรงย่อมจะทำให้มีการกระทำทางกายทางวาจาที่ไม่สมควร เพราะฉะนั้น ไม่ว่าในหมู่ของคฤหัสถ์หรือในหมู่ของบรรพชิต ก็จะต้องมีระเบียบวินัยในเรื่องการแสดงความอ่อนน้อมหรือความเคารพต่อผู้ที่ควรเคารพด้วย***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 605)



*** ~ ถ้าท่านผู้ฟังมีความเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงว่า กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล และสภาพธรรมทั้งหมดไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมแต่ละอย่างก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย สภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรม ไม่มีของเราหรือของใคร แม้รูปธรรมก็เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้ามีความเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง ท่านจะมีตนเสมอกันกับบุคคลอื่น เพราะว่ามีความเข้าใจในความต้องการของคนอื่น มีความเข้าใจในความรู้สึกของคนอื่น มีความเข้าใจว่ากายวาจาอย่างไร คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร ในเมื่อท่านทราบว่ากายวาจาอย่างนั้น ท่านจะรู้สึกอย่างนั้น***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 608)



~ ถ้าท่านยังเป็นผู้ที่ขาดความอ่อนโยน จิตในขณะนั้นก็เป็นอกุศลได้ เพราะว่าชีวิตในแต่ละวันก็ย่อมประสบกับอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีหลายอย่าง ในบางเหตุการณ์ก็ประสบกับคำพูดซึ่งไม่น่ายินดีหรือว่าได้เห็นการกระทำกิริยาอาการของบุคคลอื่นที่ไม่น่ายินดี ถ้าท่านเป็นผู้ที่ไม่อ่อนโยน ไม่มีความอดทน จิตในขณะนั้นย่อมหยาบกระด้าง หรือว่าแข็งกระด้างซึ่งจะเป็นเหตุให้มีการเบียดเบียนต่อบุคคลอื่นทางกาย ทางวาจาหรือแม้ทางความคิดในใจก็ได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 603)



~ กำลังเห็น เลือกไม่ได้ ทุกคนอยากจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เท่าไรก็ไม่พอ เห็นแล้วก็อยากจะเห็นอีกทุกวันไป แต่ว่าเลือกไม่ได้ แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจ แม้ว่าทุกคนจะมีจักขุปสาทที่เกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏกับจักขุวิญญาณโดยกระทบกับจักขุปสาท แล้วแต่กัมมปัจจัยจะเป็นปัจจัยให้เกิดการเห็นสิ่งที่ดี เป็นผลของกุศลกรรม หรือเห็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นผลของอกุศลกรรม
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 978)



~ คงไม่มีใครไม่เห็นคุณหรือประโยชน์ของขันติหลังจากที่ได้ฟังเรื่องของขันติมามาก ว่า ทุกอย่างที่เป็นกุศลจะเจริญได้เพราะขันติ และโทษทั้งหลายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ใจจนถึงกายวาจา เพราะไม่อดทน คือ อขันติ
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1920)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๙๓

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...

pic00076264562930fa0.jpg?v=1794062805