
วิปัสสนาญาณที่ ๔ -- อุทยัพพยญาณ
แม้ว่าวิปัสสนาญาณที่ ๓ จะประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปสืบต่อกันของนามธรรมและรูปธรรมอย่างรวดเร็วแล้วก็ตาม แม้กระนั้น ปัญญาก็ยังไม่ละเอียดพอ ที่จะละคลาย หรือ เห็นโทษของการเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรม เพราะการเกิดขึ้นสืบต่อการดับไปนั้น เร็วจนปิดบังโทษของการเกิดดับ ปัญญาจะต้องสมบูรณ์ถึงขั้นต่อไป ที่แทงตลอดการเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละประเภทชัดเจนยิ่งขึ้นอีก ซึ่งไม่มีใครจะพากเพียรทำอย่างอื่นได้ นอกจากพิจารณาลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมต่อไป โดยไม่หวั่นไหว โดยทั่วไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมนามธรรมประเภทใด กุศลธรรม อกุศลธรรมขั้นใด ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
วิปัสสนาญาณขั้นที่ ๔ ซึ่งเป็น อุทยัพพยญาณนั้น ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมแต่ละประเภทอย่างชัดเจนยิ่ง ซึ่งอุทยัพพยญาณจะเกิดขึ้นได้เมื่อ ตีรณปริญญา คือ ปัญญาที่พิจารณาลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ทั่วทั้ง ๖ ทางถึงความสมบูรณ์แล้ว ตราบใดที่สติปัฏฐานยังไม่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมได้ชัดเจน ทั่วทั้ง ๖ ทวารอุทยัพพยญาณก็ไม่มีปัจจัยที่จะเกิดได้เลย ผู้ที่อบรมเจริญอริยมรรค คือ สัมมามรรคที่ถูกต้องจึงรู้ว่าไม่มีทางที่จะรู้แจ้งสภาพของพระนิพพานซึ่งเป็นธรรมที่ดับกิเลสได้เลย ถ้าไม่อบรมเจริญปัญญา รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามปกติตามความเป็นจริงก่อน
การที่จะรู้แจ้งสภาพของพระนิพพาน โดยปัญญาไม่พิจารณารู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทั้ง ๖ ทวาร โดยทั่วโดยละเอียดนั้น เป็นไปไม่ได้เลยเพราะถ้าไม่รู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมทั่วจริงๆ ก็ไม่รู้ว่า ... นามธรรมและรูปธรรมแต่ละลักษณะนั้นต่างกันอย่างไร เมื่อไม่ประจักษ์ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่ต่างกันทั้ง ๖ ทวาร ก็ประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรมไม่ได้ เมื่อไม่ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของนามธรรมและรูปธรรม ก็จะดับความไม่รู้ ความสงสัยและความเห็นผิดในสภาพธรรมไม่ได้เลย
ดาวน์โหลดหนังสือ -->
ปรมัตถธรรมสังเขป

อนุโมทนาค่ะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
อนุโมทนานาครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

สำหรับชีวิตประจำวัน ก็จะต้องพิจารณาแล้วพิจารณาอีก ที่จะให้ถึง อุทยัพพยญาณได้ ไม่ใช่ว่าชีวิตประจำวันเป็นอย่างหนึ่งและก็หวังว่าจะถึง อุทยัพพยญาณโดยที่ชีวิตประจำวันไม่สอดคล้องกับการที่จะพิจารณาตนเอง ปัญญาของตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น
เช่น ในวันหนึ่งๆ เคยพิจารณาไหมว่าละคลายอะไรบ้าง หรือยังผูกพันมากเหมือนเดิม บางคนผูกพันมากขึ้น และบอกว่าสติไม่ค่อยเกิดเลย ก็เป็นของแน่นอนธรรมดา ถ้ายังมีความต้องการ มีความผูกพัน มีโลภะ มีอวิชชาเพิ่มขึ้น ก็เป็น เครื่องกั้นไม่ให้สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรม แต่ก็หวังว่าสติอาจจะเกิด ซึ่งนั่นเป็นความหวัง ถ้าในวันหนึ่งๆ ศึกษาธรรม ฟังธรรม เข้าใจธรรม น้อมพิจารณาธรรม และรู้ว่าไม่มีอะไรเลย แม้แต่ตัวเองก็ต้องไม่ลืมว่าไม่มี เพราะฉะนั้น บุคคลอื่น ก็ต้องไม่มีด้วย
การที่จะคลายจนกว่าจะถึงอุทยัพพยญาณนั้น
ชีวิตประจำวันต้องไม่ลืมด้วยว่า
แท้ที่จริงแล้วทุกคนที่ผูกพันมากที่สุด คือ ผูกพันกับตนเอง
ความพอใจของตนเอง และก็ยึดมั่นขยายขอบเขตผูกพันไปถึงบุคคลอื่น
จนกระทั่งไม่รู้จริงๆ ว่า ตั้งแต่เกิด
จนตายชีวิตของแต่ละคนที่กระทำอยู่นั้นเพื่อตัวเองทั้งสิ้น..
เปิดฟังเสียงได้ที่
แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่
1694
อนุโมทนากุศลทุกท่านค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
ขอบพระคุณ และอนุโมทนาครับ