เห็นด้วยญาณะด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่เห็นแล้ว
โดย เมตตา  1 ม.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 51756

[เล่มที่ 28] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้า 190 - 191

๑๐. อุปัสสุติสูตร

ว่าด้วยปริยัติธรรมเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

[๑๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระตำหนัก ซึ่งก่อด้วยอิฐ ในหมู่บ้านพญาติกะ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปประทับอยู่ในที่สงัด ได้ทรงภาษิตธรรมปริยายนี้ว่า อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหาเป็น ปัจจัย จึงเกิดอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯ

[๑๖๔] อาศัยจักษุและรูป เกิดจักขุวิญญาณ รวมธรรม ๓ ประการเป็น ผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิด ตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับ. ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ อาศัยใจและธรรมารมณ์ เกิดมโนวิญญาณรวมธรรม ๓ ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นแลดับเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงดับความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ ฯ

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งยืนแอบฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นแล้ว ตรัสถามเธอว่า "ดูก่อนภิกษุเธอได้ฟังธรรมปริยายนี้แล้วหรือ" ภิกษุนั้นกราบทูลว่า "ได้ฟังแล้ว พระเจ้าข้า"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า " ดูก่อนภิกษุ เธอจงเรียน จงเล่าเรียน จงทรงจำธรรมปริยายนี้ไว้เถิด เพราะว่าธรรมปริยายนี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ "

จบ อุปัสสุติสูตรที่ ๑๐


อ.อรรณพ: แล้วปัญญาที่รู้เพิ่มขึ้นๆ ก็ต้องรู้ในสิ่งที่มีที่ปรากฏที่ท่านอาจารย์กล่าวนะครับ ซึ่งท่านที่มีปัญญาท่านก็กล่าวถึงนะครับ อย่างเช่น ก็ข้อความลึกซึ้งมาก แต่ถ้าได้กราบท่านอาจารย์แล้ว ก็จะได้เห็นชัดว่า พูดได้เห็นเพิ่มขึ้นครับ จะชัดไม่ได้หรอกครับ ปัญญาถ้ายังไม่ชัดก็ไม่ชัด แต่ผู้ที่ท่านอบรมเจริญปัญญานี่ ปัญญาก็จะรู้แจ้งรู้ชัดสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏอย่างชัดเจนจริงๆ เลยนะครับ โดยที่ นั่นตรง และชัดที่สุดด้วยปัญญาที่มีกำลังนะครับ อย่างข้อความที่ท่านแสดงว่า ย่อมเห็น แต่นี่ลึกซึ้งนะครับ ในปฏิสัมภิทามัคค์ ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ ดุจเห็นด้วยตา และทำให้ถูกต้องแล้วดุจมะขามป้อมบนฝัก

ก็เพียงแต่ฟังแล้วไตร่ตรองคล้อยไปที่จะคิดไตร่ตรองว่า ปัญญาที่ท่านรู้แจ้งชัดนี่ ท่านก็ต้องเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ แต่อย่างไรท่านอาจารย์จะเมตตาเห็นสมควรที่จะกล่าวให้ได้เข้าใจเอาไว้ก็จะเป็นประโยชน์อนุเคราะห์ครับ

ท่านอาจารย์: คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะ เพียงแค่นี้!! เห็นไหม? แค่คำธรรมดา ความลึกซึ้ง คือเป็นทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธะ คุณอรรณพลองทบทวนทีละคำศิคะ

อ.อรรณพ: ในขุททกนิกาย สัทธัมมปกาสินี อรรถกถาปฏิสัมภิทามัคค์ บทว่า ปัสสติ ได้แก่ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ

ท่านอาจารย์: รู้ว่า มีเห็นใช่ไหม?

อ.อรรณพ: รู้ว่ามีเห็นขั้นปริยัติ

ท่านอาจารย์: รู้ว่ามีคิดไหม?

อ.อรรณพ: รู้ว่ามีคิด

ท่านอาจารย์: รู้ทั้งนั้นเลย แล้วคำของพระองค์ตรัสว่าอย่างไร?

อ.อรรณพ: ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้ว ...

ท่านอาจารย์: แค่นี้ค่ะ ย่อมเห็น ไม่ใช่ย่อมคิด หรือย่อมจำเท่านั้นนะ เห็น คือเข้าใจถูก ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้ว เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ตลอดมาในสังสารวัฏฏ์ แต่ว่า ย่อมเห็นความจริงของสิ่งที่รู้แล้ว ซึ่งไม่เคยรู้ความจริง เพียงแต่รู้ว่ามีเห็น มีคิด มีจำ รู้ว่ามีจำเดี๋ยวนี้ รู้ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ใช่ความเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่เห็นด้วยปัญญา

เพราะฉะนั้น ข้อความนี้ซ้ำอีกที

อ.อรรณพ: ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต่างกันไหม ก่อนนี้ก็มีแต่เห็น มีแต่ได้ยิน รู้แล้วทั้งนั้นว่า เห็นเป็นเห็น เห็นไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ แต่รู้แล้วด้วยสิ่งที่เห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ ต่างกับเห็นธรรมดาใช่ไหม?

อ.อรรณพ: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละ คือความหมาย ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย ไม่เห็นอะไรเลย ไปหามาเห็น มาหามาจำ มาหามาท่อง มาหามาค้นว่าอยู่ที่ไหน

แต่ คำ ทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง จริงๆ ที่ลึกซึ้ง ไม่เคยคิดมาก่อนว่า เห็นเดี๋ยวนี้เห็น ใครก็เห็น ทุกคนก็รู้ว่าเห็น รู้แล้วว่าเห็น แต่เห็นด้วยญาณะด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องในสิ่งที่เห็นแล้ว

อ.อรรณพ: นี่ครับ พอท่านอาจารย์บอกว่า ดุจเห็นด้วยตา ก็เหมือนอุปมาเหมือนเห็นชัดๆ ด้วยตาเลย เราก็ซึ้งที่ท่านอาจารย์พูดว่า ขณะนี้ก็มีสิ่งที่รู้แล้ว ไม่ว่าใครจะไม่ได้ฟังธรรมไม่ได้อะไรเลย เขาก็รู้ ก็ได้เห็นแล้ว คิดแล้ว ได้ยินแล้ว รู้สึกแล้ว อะไรแล้ว ก็คือก็มี ก็คือสิ่งที่รู้แล้ว คือจิตเกิดขึ้นต้องรู้ จิตเห็นเกิดขึ้นก็ต้องรู้สี จิตได้ยินเกิดขึ้นก็ต้องรู้เสียง

เพราะฉะนั้น ก็รู้แล้ว รู้สีแล้ว รู้เสียงแล้ว รู้กลิ่นแล้ว รู้ความรู้สึกแล้ว รู้ว่ากำลังคิดโน่นคิดนี่ แต่ไม่ได้เห็นตามความเป็นจริงครับ

ท่านอาจารย์กล่าวแล้วผมซาบซึ้งในข้อความที่แสนจะสั้น บทว่า ปัสสติ ย่อมเห็นสิ่งที่รู้แล้วด้วยญาณะ จนกว่าจะเป็น

เชิญคลิกอ่านได้ที่ ..

บ่นเพ้อธรรม [มหาวิภังค์]

ขอเชิญฟังได้ที่ ..

เป็นขั้นปริยัติหรือว่าขั้นปฏิบัติ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อย่างยิ่งค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 1 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 2    โดย ภาคินี  วันที่ 2 ม.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 3    โดย มังกรทอง  วันที่ 2 ม.ค. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา