ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อวันที่ ๑๐-๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานกรรมการมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา และ คณะวิทยากรของมูลนิธิฯ รศ.สงบ เชื้อทอง ผศ.อรรณพ หอมจันทร์ อ.ธีรพันธ์ ครองยุทธ อ.กุลวิไล สุทธิลักษณวนิช อ.ธิดารัตน์ หอมจันทร์ และ อ.คำปั่น อักษรวิลัย ได้รับเชิญจากคุณพรรณิภา วิมุกตานนท์ และ คุณพัฒน์นรี เปรมะรัตน์ เพื่อไปสนทนาธรรม ที่ กนกรัตน์ รีสอร์ท อำเภอ อัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม



เพื่อประโยชน์ ที่บุคคลจะมั่นคงขึ้นในหนทางของการศึกษาพระธรรม ที่ทรงมีพระมหากรุณาแสดงไว้ จากที่ได้ทรงตรัสรู้ ซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของการสะสมในแต่ละบุคคล ที่ไม่ซ้ำกันเลย ในสังสารวัฏฏ์ จึงจะขอใช้โอกาสนี้เล่าถึงสิ่งที่เคยได้ยินมาในหนทางของการพบและศึกษาพระธรรมพี่ติ๋ว พี่น้อย และกลุ่มนางฟ้าและเพื่อนๆ สักเล็กน้อย เพื่อเป็นตัวอย่างของการที่บุคคลสะสมบุญไว้แต่ปางก่อน ตามที่ได้ทรงแสดง ทำให้บุคคลนั้น ไม่เป็นผู้สูญเปล่าจากการที่ได้มีโอกาสเกิดมาในชาตินี้ ให้ได้พบ ได้สะสม อบรม เจริญปัญญา ความเข้าใจถูก ความเห็นถูกในสิ่งที่มีจริงๆ จากการได้ฟังคำที่ได้ทรงแสดง ต่อๆ ไป




พี่ติ๋ว (พรรณิภา วิมุกตานนท์) และพี่น้อย (พัฒน์นรี เปรมะรัตน์) เป็นอดีตนางฟ้าของบริษัทการบินไทย ที่ศึกษาพระธรรมกับท่านอาจารย์มายาวนานหลายสิบปีแล้ว นางฟ้าการบินไทยกลุ่มนี้ นอกจากพี่ติ๋วและพี่น้อยแล้ว ยังมีพี่ปุ๋ย (นางฟ้ามาดเท่ห์) พี่แอ๊ว (ฟองจันทร์ วอลช) อีกท่านหนึ่ง ทั้งหมด นอกจากจะเป็นอดีตนางฟ้าแสนสวยของบริษัทการบินไทยแล้ว ยังเป็นพี่สาวที่น่ารักของผู้ที่รู้จัก สนิทสนม คุ้นเคยในมูลนิธิฯ อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมีเพื่อนๆ สนิทในกลุ่มท่านอื่นๆ เช่น พี่หนู (อัญญมณี มัลลิกะมาส) พี่ตุ๊กแก (วรรณวิไล เชาวน์ธาดาพงศ์) เป็นต้น



แม้จะมีหนทางที่ได้พบกับท่านอาจารย์ในเวลาต่างๆ กัน แต่พี่ๆ เป็นผู้ที่ไม่เคยทอดทิ้งหนทางของการสะสม อบรม
ความเข้าใจพระธรรม และร่วมกันเจริญกุศลทุกประการเลย
ตลอดเวลายาวนานที่ผ่านมา ทราบว่าพี่ๆ เป็นผู้ที่พากเพียรโดยสม่ำเสมอ
ในการติดตามฟังการบรรยายธรรมของท่านอาจารย์มาแต่สมัยที่ท่านอาจารย์ไปบรรยายที่บ้านของ[เล่มที่ 54] พระสุตตันตปิฎกขุททกนิกายเถรีคาถา เล่ม ๒ ภาค
๔ - หน้าที่ 1 อัญญตราเถรีคาถา - หน้า 1)
อ.อรรณพ ไม่ใช่ครับ



ท่านอาจารย์ กำลังล้างเท้า เป็นสำนักปฏิบัติหรือเปล่า? ( [เล่มที่ 41] พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ หน้าที่ 489 เรื่อง
นางปฏาจารา - หน้า 1)
อ.อรรณพ
ไม่ใช่ครับ
ท่านอาจารย์ แล้วทำไมถึงจะมีคำ
ที่ทำลายคำของพระพุทธเจ้า โดยการที่พระองค์ตรัสว่า
ทุกอย่างเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา มีจริงๆ ปัญญาสามารถที่จะอบรม จนกระทั่งประจักษ์แจ้ง
สิ่งที่กำลังปรากฏ เมื่อถึงเวลาที่ปัญญา อบรมแล้ว เจริญแล้ว
ที่จะรู้ความจริงเมื่อไหร่
ก็รู้ความจริงเมื่อนั้น!!



ท่านพระสารีบุตร ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าจะพบท่านพระอัสสชิ ได้ฟังธรรมะ แล้วก็รู้แจ้งธรรมะ ที่กำลังปรากฏในขณะนั้นเอง!!! ไม่ใช่ต้องไปที่ไหนเลยทั้งสิ้น!! ท่านพระอัสสชิก็ไม่ได้บอกท่านพระสารีบุตรว่า ไปสำนักปฏิบัติก่อน แล้วก็จะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมที่นั่น แต่ที่ไหนก็ได้!!! ที่ได้ยิน "คำ" ที่สามารถทำให้เข้าใจสิ่งที่มีจริง ในขณะนั้นได้ เหมือนเดี๋ยวนี้เลย!!! ถ้าเป็นปัญญาที่อบรมแล้ว ก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม เดี๋ยวนี้ ที่นี่ได้ นี่จึงจะเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา!!



เพราะฉะนั้น ก็เริ่มเป็นอัตตา ตั้งแต่เริ่มคิด ที่จะให้คนอื่นไปที่สำนักปฏิบัติ โดยที่ไม่รู้ว่า ปฏิบัติคืออะไร? ไม่ใช่เขาเลย ไม่ใช่คนนั้น ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อัตตา ที่จะปฏิบัติ และไปแล้ว ทำอะไร? ที่สำคัญที่สุด ไปแล้วทำอะไร?



คุณพัฒน์นรี ท่านอาจารย์ขา หนูขอร่วมสนทนานิดหนึ่ง คือ สำหรับผู้ที่มาใหม่ เขาอาจจะคิดว่า ตอนนี้เรากำลังโจมตีสำนักปฏิบัติ ซึ่งเกิดขึ้นทั่วประเทศไทยอยู่ค่ะ


ท่านอาจารย์ ค่ะ เวลาที่พูดธรรมะ จะชัดเจนมาก ถ้าเราพูดทีละคำ "โจมตี" คือ อะไร? ถ้าเราพูดสิ่งที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ หรือ ไม่เป็นประโยชน์? เราควรจะไม่พูด? ในเมื่อคนอื่น ไม่สามารถที่จะรู้ว่า ความจริง คือ อะไร พระพุทธพจน์แต่ละคำ คือ อะไร? ธรรมะ คือ อะไร? ปฏิบัติ คือ อะไร?



เราไม่ใช่บอกว่า ผิด โดยที่ว่าไม่ได้ชี้แจงว่า ผิดตรงไหน แต่ผิดตรงนั้น ผิดตรงนี้ เพื่ออะไร? เพื่อให้รู้ว่า ถูก คือ อย่างไร? การที่สามารถที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจถูกต้องได้ ผิดหรือ? และเป็นการโจมตีใคร? ไปโจมตีความเห็นผิด หรืออย่างไร? หรือไปโจมตีความเห็นถูก? หรือไปโจมตีอะไร? แต่ "คำที่จริง" ตรงกันข้ามกัน คำจริง เป็นอย่างหนึ่ง คำไม่จริง เป็นอีกอย่างหนึ่ง



เพราะฉะนั้น ผู้ฟัง ไม่ใช่คิดว่า โจมตี เพราะเหตุว่า มีคำ ที่กล่าวถึงแต่ละคำ ให้เข้าใจถูกต้อง ชัดเจนขึ้น แล้วจะโจมตีอะไร? มิฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็โจมตีพวกเดียรถีย์ สมัยโน้นมีครู อาจารย์ ที่มีชื่อเสียง ๖ ท่าน ล้วนแต่มีลูกศิษย์ ลูกหา มากมาย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พระองค์โจมตีความเห็นอื่นๆ ซึ่งเป็นความเห็นผิด ซึ่งพระองค์รู้แน่ ว่าความเห็นผิด ไม่ใช่ความเห็นถูก ตราบใดที่เขายังไม่ได้ฟังความเห็นถูก คำจริง เมื่อนั้น เขาก็หลงผิด



เพราะฉะนั้น ประโยชน์อะไร? ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมี นานแสนนาน ก่อนที่จะได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ก็ทรงมีพระมหากรุณาที่รู้ว่าธรรมะนี้ ยาก ลึกซึ้ง แค่สองคำนี้ คิดหรือเปล่า? ธรรมะ ยาก!!! ลึกซึ้ง!!! แต่คนอื่นบอก ธรรมะง่าย ไม่ต้องเรียนก็ได้ ไม่ต้องฟังพระพุทธพจน์ก็ได้ แล้วพระพุทธศาสนา คือ อะไร? ศาสนา คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าพระองค์ตรัสรู้ แล้วไม่แสดงธรรมะเลย สัตว์โลกจะเข้าใจความจริงได้ไหม?



เพราะฉะนั้น คำจริง ทุกคำ เป็นการโจมตีหรือเปล่า? หรือว่า เป็นการแสดงความถูกต้อง ให้คนที่สามารถพิจารณา ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องด้วย ประโยชน์อะไรล่ะคะ? จะต้องเสียเวลาพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ถ้าไม่ใช่เพื่อประโยชน์ที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง ไม่ว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่า พระสาวกทั้งหลาย เพราะเห็นประโยชน์ของผู้ที่มีโอกาสจะรู้ความจริง จึงได้กล่าว "คำจริง"



เพราะฉะนั้น เป็นการโจมตีหรือเปล่า? แต่ละคำ ต้องพิจารณา ไม่ใช่พูดตามๆ กัน หรือ คิดเอาเอง แต่ต้องรู้ว่า คิดอย่างไรว่าโจมตี? ในเมื่อแต่ละคำที่กล่าว เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วทั้งนั้น ผู้ที่กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว โจมตีใคร? แต่ถ้าเป็นคำไม่จริง โจมตีคำจริง!!!



อ.อรรณพ
ผมขออนุญาตอัญเชิญข้อความในพระไตรปิฎก ที่แสดงเรื่องการว่าโจมตีไหม?
ก็มีคำว่า ข่มขี่ อันนี้ท่านใช้คำว่า ข่มขี่อัญเดียรถีย์
ปริพาชก
ท่านอาจารย์ ได้ยินคำว่า ข่มขี่
ฟังธรรมดารู้สึกอย่างไร? (มีคนตอบว่ารุนแรง) เห็นไหม?
พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างนี้ เป็นคำของพระองค์



อ.อรรณพ ใช่ครับ ยิ่งกว่าโจมตี เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดยชอบธรรม อย่างไร? ซึ่งจะดีมาก เพราะว่า ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีท่านก็เป็นคฤหัสถ์ เป็นอุบาสก ไม่ใช่เพียงแค่พระภิกษุ ซึ่งท่านก็ได้เข้าไปในอารามของอัญเดียรถีย์ปริพาชก แล้วก็มีการแสดงความเห็นกัน แล้วท่านก็ได้กล่าว คือ พูดสรุป แต่ว่าจุดประสงค์คือจะพูดถึงว่า การข่มขี่ด้วยดี ท่านก็ได้แสดงข้อความต่างๆ ซึ่งคัดค้านคำกล่าวของเดียรถีย์ ในความเห็นผิดของเดียรถีย์ เดียรถีย์เขาก็กล่าวไปตามความเห็นผิดของเขาเยอะแยะ เรื่องโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง อะไรทั้งหลาย



แล้วท่านก็กล่าวถึงสิ่งที่เป็นธรรมะ ซึ่งเดียรถีย์เหล่านั้นก็บอกว่า ท่านก็ว่าของท่านถูก พวกเดียรถีย์ก็ว่าของเขาถูก และเขาก็ว่าท่านอนาถะก็ยึดความเห็นของตัวเองเหมือนกัน เพราะท่านอนาถะบอกว่าพวกท่านกำลังยึดถือความเห็นผิด ท่านก็บอกว่า ท่าน "เข้าใจด้วยปัญญาอันยิ่ง" ไม่ใช่ด้วยการยึดถืออย่างนั้น อัญเดียรถีย์เหล่านั้นก็อึ้งไป แล้วท่านก็มากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงว่า นี้เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดยกาลอันสมควร โดยชอบธรรม ... พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายหลังจากที่ท่านอนาถบิณฑิกได้ไปแล้วว่า ... ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดแลเป็นผู้มีธรรมะอันไม่หวั่นไหวในธรรมวินัยตลอดกาลนาน ภิกษุแม้นั้น พึงข่มขี่อัญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้น ให้เป็นการข่มขี่ด้วยดี โดยชอบธรรมอย่างนี้ เหมือนท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ข่มขี่แล้ว ฉะนั้น ...



ครับท่านอาจารย์ คือ ไม่ได้เป็นการไปทำด้วยโทสะ หรือต้องการมีความสำคัญตนอะไร ก็ต้องกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ทำไมพระองค์ท่านก็ทรงใช้ข้อความที่ดูว่า ชัดเจน แล้วก็อาจจะคิดว่ารุนแรง "กล่าวข่มขี่ด้วยดี โดยชอบธรรม" ครับ



ท่านอาจารย์ โดยชอบธรรม คือ ด้วยความหวังดี ใช่ไหม? ให้เข้าใจถูกต้อง เพราะฉะนั้น คำจริง ต้องข่มขี่ คำไม่จริง แน่นอน โดยคำนั้นเอง!!


"อัตตา" กับ "อนัตตา" ใครจะบอกว่าต้องทำอย่างนี้ ไปสำนักปฏิบัติ แล้วอนัตตาอยู่ที่ไหน? เดี๋ยวนี้ก็มีธรรมะ แล้วธรรมะก็เป็นอนัตตา ทุกธรรมะ!!! ธรรมะทั้งหลาย ทั้งหมด ทั้งปวง "เห็น" ขณะนี้ ก็เป็นธรรมะ แล้วเมื่อไหร่จะเข้าใจ ว่า "เห็น" ไม่ใช่เรา ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนานเท่าไหร่? ไม่ใช่แค่คำเดียว คำที่ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา คำใดที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี ซึ่งคนอื่นกล่าวถึงเรื่องนี้หรือเปล่า? ให้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ โดยการฟัง จนกว่าจะเข้าใจ



แล้วก็ไม่ใช่คิดเองด้วย และ ไม่ใช่คำของตนเองด้วย!! แต่เป็นคำที่ ผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ คำว่าตรัสรู้หมายความว่าอะไร? ไม่ใช่รู้อย่างธรรมดาที่เรารู้ แต่สามารถที่จะเป็น "อภิสมัย" ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาเลยในสังสารวัฏฏ์ ที่สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม



แล้วอย่างนี้ จะไม่ให้คนอื่นเข้าใจถูกต้องหรือ? ว่าเดี๋ยวนี้ มีธรรมะ แต่เคยเข้าใจว่า "เป็นเรา" คือ "อัตตา" แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เป็น "อนัตตา" เพราะฉะนั้น กว่าจะคล้อยตาม มั่นคง ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เรา ต้องฟังเรื่องอะไรคะ? เรื่องสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับ เป็นธรรมดา พิสูจน์ได้เลย!!!



เพราะฉะนั้น ในภาษาบาลีใช้คำว่า ขัณฑ หรือ ขันธ ซึ่งคนไทยก็พูดง่ายๆ ว่า ขันธ์, ขันธ์ ๕ ทำไมทรงจำแนกธรรมะ เป็นขันธ์ ๕ เพราะว่า บอกว่า "เห็น" ไม่ใช่เรา "ได้ยิน" ไม่ใช่เรา เกิดขึ้น ดับไป ไม่พอ เพราะอุปาทาน ความยึดมั่น ในสิ่งที่มี ในความเป็นตัวตน เหนียวแน่นมาก เพราะไม่ใช่เพิ่งจะยึดมั่นชาตินี้ชาติเดียว นานแสนนานมาแล้ว สภาพธรรมะก็เกิดดับ แต่เมื่อไม่มีการได้ฟังพระธรรม ใครจะมาบอก ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ ที่กำลังเห็น ต้องเกิด เพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย แล้วเห็นที่เกิดขึ้น ก็ต้องดับด้วย ไปยับยั้งไม่ให้เห็นดับก็ไม่ได้ ทรงแสดงความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวง ว่าขณะนั้น เป็นสภาพธรรมะอะไรบ้าง แล้วอย่างนี้ ไม่ฟังปริยัติ ไม่ฟังพระพุทธพจน์ ไม่ศึกษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วไปปฏิบัติอะไร? ใครปฏิบัติ? "ตัวเรา" ปฏิบัติ!! แล้วทุกคำต้องค้านกับคำที่ได้ตรัสแล้ว แม้แต่เพียงว่า ธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา



"ชาวพุทธ" แค่คำนี้คำเดียว หมายความถึงใคร? คนที่ไม่ฟังพระธรรมเลยหรือ? เป็นชาวพุทธได้ไหม? ชาวพุทธไหน? ที่ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ฟังพระธรรม แล้วบอกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ พูดได้อย่างไร? หรือว่า เขาว่าฉันเป็นชาวพุทธ ฉันก็เป็นชาวพุทธ โดยไม่รู้ว่าชาวพุทธคือใคร?



เพราะฉะนั้น ไม่รู้ทั้งหมด ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำ เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นความจริง แม้ไม่เรียกว่าชาวพุทธ ไม่เรียกนะคะ แต่มีความเคารพในคำจริง เวลาที่ได้ยินคำที่จริง รู้ได้เลย ใครกล่าวคำนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่กล่าวคำจริง ควรเป็นผู้ที่ทุกคนเคารพไหม? ถ้ารู้สึกอย่างนี้ เป็นชาวพุทธหรือเปล่า? ต่อเมื่อได้รู้ว่าคำจริง เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงให้คนอื่นได้รู้ความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้ด้วย



เพราะฉะนั้น ทรงแสดงอะไร ก็แสดงเรื่องสิ่งที่มีจริง ซึ่งคนอื่นไม่เคยรู้มาก่อน ให้คนอื่นได้เริ่มเข้าใจถูกต้อง ในแต่ละคำ ซึ่งเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง และความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งเข้าใจได้



เพราะฉะนั้น การจะเริ่มฟังพระธรรม ต้องไปเตรียมตัวไหม? ไปนุ่งขาว ใส่ขาวมา แล้วมาฟังพระธรรม อย่างนั้นหรือเปล่า? ไม่ใช่เลยทั้งสิ้น!! เพราะฉะนั้น ไปนุ่งขาว ใส่ขาว กันทำไม? พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้ใครนุ่งขาว ใส่ขาวหรือเปล่า?

เพราะฉะนั้น เห็นได้เลย คำไม่จริงทั้งหมด ทำลายคำจริง เพราะไม่มีเหตุผล!!!
[เล่มที่ 26] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้า 737ข้อความบางตอนจาก อาณีตสูตร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุ ในอนาคต
เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถ อันลึก
เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่
จักไม่ปรารถนาฟังจักไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อรู้
และจักไม่สำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเล่าเรียนว่าควรศึกษา
แต่ว่าเมื่อเขากล่าวพระสูตรอันนักปราชญ์รจนาไว้
อันนักปราชญ์ร้อยกรองไว้ มีอักษรอันวิจิตร มีพยัญชนะอันวิจิตร
เป็นของภายนอก เป็นสาวกภาษิตอยู่ จักปรารถนาฟังด้วยดี
จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้
และจักสำคัญธรรมเหล่านั้น ว่าควรเรียนควรศึกษา.
[๖๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสูตรเหล่านั้น
ที่ตถาคตกล่าวแล้วอันลึก มีอรรถอันลึก เป็นโลกุตตระ
ประกอบด้วยสุญญตธรรม จักอันตรธานฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดังนี้นั้น
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า
เมื่อเขากล่าวพระสูตรที่ตถาคตกล่าวแล้ว อันลึก มีอรรถอันลึก
เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยสุญญตธรรมอยู่ พวกเราจักฟังด้วยดี
จักเงี่ยโสตลงสดับ จักเข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเพื่อรู้
และจักสำคัญธรรมเหล่านั้นว่าควรเรียน ควรศึกษา ดังนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แหละ.
ข้อความบางตอนจากอรรถกถา
อาณีตสูตร
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุนั้น
พระสูตรทั้งหลายที่เป็นตถาคตภาษิต
เมื่อพวกเราไม่ศึกษา
ย่อมอันตรธานไป.

กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์
บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขอออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของคุณพรรณิภา วิมุกตานนท์ คุณพัฒน์นรี
เปรมะรัตน์ และ คุณสัมพันธ์- คุณนวรัตน์ พงษ์พรรณากูล
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ


🌼กราบเท้าท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์และกราบอนุโมทนาขอบพระคุณด้วยความเคารพยิ่ง
🌺กราบอนุโมทนาขอบพระคุณท่านอาจารย์วิทยากรทุกท่าน
🌹ขออนุโมทนาขอบพระคุณท่านเจ้าภาพอันประกอบด้วยคุณพรรณิภา วิมุกตานนท์ คุณพัฒน์นรี เปรมะรัตน์ และ คุณสัมพันธ์ - คุณนวรัตน์ พงษ์พรรณากูล ท่านผู้ที่ได้มีโอกาสฟังการสนทนาธรรมและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
🌷ขออนุโมทนาขอบพระคุณ คุณวันชัย ภู่งามในความเพียรพยายามเรียงร้อยภาพ ถ้อยคำและเสียงถ่ายทอดการสนทนาธรรมรวมทั้งมีการค้นพระสูตรต่างๆ มารวมไว้ให้ผู้สนใจค้นศึกษาด้วย อันมีส่วนทำให้การอ่าน ฟังเป็นไปด้วยความเบิกบานใจยิ่ง
กราบเท้าบูชาคุณ ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง
ขออนุโมทนาในกุศลศรัทธาของท่านเจ้าภาพทุกๆ ท่านครับ
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของพี่วันชัย ภู่งาม เป็นอย่างยิ่ง
และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่าน ครับ
ขออนุโมทนาครับ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ
ขออนุโมทนาค่ะ
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ