ชีวิต คือขณะที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยทุกขณะ
โดย เมตตา  18 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52138

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้แต่ชื่อ สติ ก็เอาไปใช้กันว่า มีสติ ทำสติ เจริญสติ แต่ชีวิตประจำวันนี่รู้จักสติไหม? ถ้าชีวิตประจำวันไม่รู้จักสติ แล้วขณะอื่นจะไปรู้ได้อย่างไรว่า สติเป็นอะไร?

เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ธรรมะประมาทไม่ได้เลย ถ้าไม่เห็นความลึกซึ้งอย่างนี้ ละความเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังแล้วฟังอีกว่า อยู่ในความมืดของความไม่รู้นานแค่ไหน? แค่กำลังลืมตาเดี๋ยวนี้ใช่ไหมคุยกัน มีตั้งหลายอย่างแวดล้อม แต่ความจริงเป็นไปได้อย่างไร สิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง คือสิ่งที่ปรากฏนี่ต้องกระทบตา เฉพาะส่วนที่กระทบตาเท่านั้น จะเป็นถ้วยแก้ว เป็นจาน เป็นช้อนส้อม เป็นหน้าต่างประตู ไม่ได้เลย เห็นความไม่รู้กับความติดข้องในความเป็นเราไปยึดถือสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นนั่นเป็นนี่

เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ล่ะ ที่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีความมั่นคงขึ้น สติขณะนั้นเกิดขณะที่ฟังและก็เข้าใจ ความเข้าใจไม่ใช่สติ แต่สติเกิดจึงฟังใส่ใจด้วยดี และมีความเข้าใจเกิดขึ้น นี่ .. เป็นชีวิตที่ลึกลับลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ เพราะไม่เคยรู้มานานเท่าไหร่?! และกว่าจะรู้ต้องตรงตามความเป็นจริง

เริ่มรู้จักบารมี ความจริงนี้รู้ได้ สัจจะ จะรู้อื่นหรือว่าจะรู้สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ อะไรจริงกว่ากัน อะไรสามารถที่จะเข้าใจได้จริงๆ

แต่ถ้าไม่มีคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงขณะนั้น ให้เริ่มเข้าใจสิ่งที่มีจริงทีละเล็กทีละน้อย ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย สีสันวรรณะเท่านั้น ไปคิดว่าไปเข้าใจว่าเป็นคนได้อย่างไร!! เห็นคนทันที เห็นหน้าต่างทันที เห็นช้อนส้อมทันที อยู่ในโลกของความไม่รู้ระดับไหน?

เพราะฉะนั้น ขณะนี้สติระลึกเป็นไปที่จะฟังด้วยดี ใส่ใจเข้าใจขณะใด ขณะนั้นปัญญาเกิดขึ้นที่จะรู้ความจริง เพราะขณะนั้นสติเกิดระลึกที่จะฟังด้วยดี

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เป็นเรื่องที่จะอบรมสะสม ไม่สามารถที่จะไปทำอะไรได้เลยนอกจากความเข้าใจมั่นคงทีละเล็กทีละน้อยเพิ่มขึ้น จนกว่าประจักษ์แจ้งตามความเป็นจริงว่า ไม่มีเรา ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ในสิ่งที่เพียงปรากฏเมื่อสิ่งนั้นกระทบตาเท่านั้นเอง แล้วเกิดดับด้วย นี่คือความลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมะเดี๋ยวนี้

อ.ณภัทร: ครับ ที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างแม้การใช้ชีวิตประจำวันนี่ครับ แม้หยิบสิ่งของพริกไทย เป็นต้น กับการที่หยิบด้วยจิตที่ไม่ใช่หยิบให้หน่อยอย่างนี้ครับ ก็มีความต่างมีความละเอียดแล้วครับ ก็ต้องเป็นผู้ที่เริ่มเห็นว่า สติระลึกเป็นไปในกุศลที่ไม่ใช่เป็นการกระทำที่เหมือนทุกวันๆ ที่ผ่านไปครับ

เพราะฉะนั้น สติจึงมีความสำคัญมากต่อการที่ปัญญาจะเจริญขึ้น กราบท่านอาจารย์ในความละเอียดว่า สติมีความสำคัญอย่างไรต่อปัญญาที่จะเจริญขึ้นๆ ครับ

ท่านอาจารย์: โสภณเจตสิก สภาพธรรมะที่ดีงามมีแค่สติกับปัญญาแค่นั้นหรือ?

อ.ณภัทร: ไม่ใช่เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อาศัยสภาพธรรมะอื่นเกิดร่วมกัน สติจะเกิดได้ไหม?

อ.ณภัทร: ก็ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แต่ละสภาพธรรมะมีความสำคัญที่จะทำให้ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมะที่ต่างกับที่เคยสะสมมาเคยเป็นไปในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย คือความไม่รู้

ด้วยเหตุนี้ ก็จะต้องกล่าวถึงสภาพธรรมะอื่นด้วย เช่นบอกว่า อะไรเป็นปัจจัยให้สติเกิด เห็นไหม!! รู้ไหมว่า อะไรเป็นปัจจัยให้ เห็น เดี๋ยวนี้?

อ.ณภัทร: ก็ต้องมีกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งครับ

ท่านอาจารย์: รู้ไหมว่า อะไรทำให้พูดอย่างนี้?

อ.ณภัทร: ก็ต้องมีการได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาด้วยความละเอียดด้วยความเคารพอย่างยิ่งในการที่ไม่สามารถที่จะรู้ได้ทันที แต่ต้องไตร่ตรองขณะนั้นเพราะสติเกิด และสภาพที่เป็นเจตสิกอื่นๆ ที่เป็นสภาพธรรมที่ดีงามเกิดร่วมกัน จึงสามารถที่จะให้จิตที่ดีงามขณะนั้นเกิดขึ้นผ่องใส ไม่มีกิเลสใดๆ เข้ามาใกล้ หรือเจือปนเลยทั้งสิ้น มิเช่นนั้นแล้วก็เป็นสภาพธรรมะที่ดีงามไม่ได้

ชีวิต คือขณะที่เกิดตามเหตุตามปัจจัยทุกขณะ แต่ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจ ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเกิดแล้วดับตามเหตุตามปัจจัยซึ่งจะต้องเป็นไป ไม่มีใครทั้งสิ้นเป็นธรรมะจริงๆ กว่าจะเป็นธรรมะจริงๆ ก็คือต้องฟังจนกระทั่งมั่นคงว่า เห็นใครจริงหรือ! หรือเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ไม่ใช่คุณณภัทรตรงนี้เลย

อ.ณภัทร: ครับ แล้วอะไรล่ะครับที่จะทำให้เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ต้องเป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้ฟังแล้วก็ปรุงแต่งให้ปัญญานั้นเข้าใจถูกตามความเป็นจริงอย่างนั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มั่นคงไหมว่า ไม่เห็นคุณณภัทรหรอก!! คุณณภัทรก็ไม่เห็นใครทั้งนั้น โต๊ะเก้าอี้ก็ไม่เห็น มั่นใจไหม?

อ.ณภัทร: ปัญญายังไม่ถึงระดับนั้นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจธรรมะอื่นๆ ที่เกิดขณะนี้ด้วยรวมกัน ไม่ใช่แต่เฉพาะสติ และปัญญาเท่านั้น นี่คือ ..การศึกษาธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เพียงชื่อเอามาเรียงกันว่า โสภณเจตสิกมีอะไรบ้าง แต่การที่จะเริ่มเข้าใจความเป็นจริงที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งของธรรมะ จึงจะรู้ว่าเป็นธรรมะเท่านั้นเป็นอะไรไม่ได้

อ.ณภัทร: ครับ ดังนั้น การศึกษาพระธรรมโดยการเริ่มต้นที่ว่า ทุกอย่าง มีความเข้าใจถูกในเบื้องต้นว่า ทุกอย่างเป็นธรรมะ อันนี้สำคัญมากเพราะว่า ทุกอย่างไม่เว้นเลย สติ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ โลภะ โทสะ ทุกอย่างเป็นธรรมะที่ไม่ใช่เรา ก็เป็นการเริ่มต้นที่จะเข้าใจถูกอย่างนั้นไหมครับ?

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ชื่อธรรมะ แต่ธรรมะคือสิ่งที่มีจริง โลภะมีจริง โทสะมีจริง ใช้ชื่อภาษาไทยก็ได้ โกรธมีจริง ชอบมีจริง ติดข้องมีจริงทั้งวัน เป็นสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นแล้วดับไป

อ.ณภัทร: ครับ แต่ถ้าปราศจากสติแล้ว สภาพธรรมะแต่ละหนึ่งก็ไม่สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงอย่างนั้นได้

ท่านอาจารย์: และถ้าปราศจากโสภณเจตสิกอื่นๆ ล่ะ?

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่สติอย่างเดียว

อ.ณภัทร: ครับ ต้องเกิดขึ้นเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ท่านอาจารย์: ต้องเข้าใจมากกว่านี้มาก เพราะความไม่รู้มหาศาล ไม่รู้ความจริงว่า เดี๋ยวนี้ เกิดแล้วดับๆ ๆ ไม่สามารถที่จะรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้เลยตามความเป็นจริง จึงเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา

อ.ณภัทร: ครับ แต่โสภณธรรมเหล่านั้นก็ไม่ได้ปรากฏครับ

ท่านอาจารย์: ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดง ใครจะรู้?

อ.ณภัทร: ไม่สามารถที่จะมีใครรู้ได้ครับ

ท่านอาจารย์: ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่เกิดความเข้าใจ บูชาสูงสุดในพระคุณที่ทำให้ความเข้าใจเกิดขึ้นแม้ทีละเล็กทีละน้อยก็ค่อยๆ รู้ความจริงขึ้น มิเช่นนั้น ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงเลย

อ.ณภัทร: ครับ สูงสุดจริงๆ ครับ เพราะเหตุว่า ได้รับความรู้ความเข้าใจแม้จะเพียงเล็กน้อยก็เห็นประโยชน์จริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ความจริงว่า อยู่ในความมืดสนิทของเหวลึกของความมืดสนิท ไม่มีทางออกเลย จนกว่าจะมีแสงสว่างของคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจ ให้ค่อยๆ รู้ทีละเล็กทีละน้อย จนสามารถที่จะออกจากความไม่รู้ได้

อ.ณภัทร: ดังนั้น ข้อความในพระไตรปิฎกทุกข้อความที่เป็นพระพุทธพจน์ก็เป็นประโยชน์ที่จะสะสมไว้ให้เป็นพื้นฐานให้เป็นปทัฏฐานที่จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างนั้นใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์: ทุกคำจริง เพราะฉะนั้น กว่าจะรู้ความจริง ก็ต้องอาศัยการฟังเข้าใจขึ้นไม่เปลี่ยนแปล มั่นคงขึ้นๆ เป็นสัจจบารมี ตรงต่อความเป็นจริง ไม่รู้คือไม่รู้ มีจริงๆ ไม่ใช่เรา เป็นธรรมะ

อ.ณภัทร: ครับ เพราะฉะนั้น สภาพธรรมะทั้งหลายต้องมีลักษณะแน่นอน แล้วก็มีกิจมีหน้าที่ของเขา โลภะก็มีกิจหน้าที่ของเขา โทสะก็มีกิจหน้าที่ของเขา โมหะก็มีกิจหน้าที่ของเขา แล้วก็มีอาการที่ปรากฏแล้วก็เหตุใกล้ให้เกิด การศึกษาแบบนี้ครับท่านอาจารย์ที่จะค่อยๆ เห็นตัวจริงของธรรมะนี่ครับ

ท่านอาจารย์: ก็เป็นสัจจธรรมรอบที่หนึ่ง เปลี่ยนความจริงอย่างนี้ไม่ได้ แต่ยังไม่ถึงการที่จะค่อยๆ ถึงความรู้ตรงลักษณะนั้นจนลักษณะนั้นปรากฏตามความเป็นจริง

อ.ณภัทร: ครับ ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ แม้แต่ช่วงต้นที่ท่านอาจารย์ถามว่า เห็นเป็นเราหรือเปล่า? ถ้าจะตอบว่า เห็นไม่เป็นเรานี่ครับ ขณะนั้นก็ต้องมีความเข้าใจ ก็คือสติเกิดระลึกรู้เห็น กับสิ่งที่ปรากฏ นั่นคือขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา

ท่านอาจารย์: นอกจากสติ ก็ยังต้องมีสภาพธรรมะอื่นๆ ด้วย

อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์ย้ำหลายครั้งเลยครับว่า นอกจากสติก็ต้องมีสภาพธรรมะอื่นๆ ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างยิ่งครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 19 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ