
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ในพระพุทธศาสนาแสดงถึงความจริงของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ เมื่อเกิดต้องเกิดจากเหตุปัจจัย เช่น เห็นถ้าไม่มีตาเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นตาเป็นปัจจัยหนึ่งให้เกิดเห็น และแม้มีตาก็ใช่ว่าจะเห็นอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่หลับสนิทตาก็ไม่ได้มองเห็น และในขณะที่ได้ยินขณะนั้นเห็นก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นตาเพียงปัจจัยเดียวก็ไม่พอที่จะทำให้เห็นเกิดขึ้น แต่ต้องมีสิ่งที่กระทบตาด้วย แต่ก็ไม่เป็นโอกาสให้เกิดการเห็นเพราะยังไม่มีปัจจัยอื่นเกิดครบพร้อม ยังไม่เป็นวาระที่กรรมจะให้ผลเป็นการเห็นสิ่งที่กระทบตา เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นหลายๆ ปัจจัย เพราะฉะนั้นทันทีที่จิตที่เกิดก่อนเห็นซึ่งทำหน้าที่รู้สิ่งที่กระทบตาก่อนจะเห็น จิต นั้นจึงเป็นสภาพรู้ที่กระทำให้จิตต่อไปต้องเห็นเท่านั้น จึงเป็นเหตุที่ใกล้ชิดที่สุดที่จะทำให้เห็นเกิด
เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นต้องเกิดจากเหตุปัจจัย ดังนั้นความมั่นคงตรงนี้ไม่ใช่ทีเดียวจะมั่นคง แต่ต้องฟังอีกเข้าใจอีกมาก เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจในความเป็นปัจจัยสามารถที่จะศึกษาได้เพื่อความเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังเกิดจากปัจจัย
ที่ได้เข้าใจความจริงของเห็นตั้งแต่ขั้นการฟังเกิดมาจากอะไร จึงได้เข้าใจความจริงของเห็นตั้งแต่ขั้นการฟังต้นตอคืออะไร?!! ทำไมได้ฟังธรรมะที่เป็นความจริงว่าเกิดจากปัจจัยและดับไม่ใช่เรา ต้นตอมาจากไหน?!
เพราะมาจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ... พระสัพพัญญุตญาณ!!! มาจากพระสัพพัญญูถตญาณของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นส่งรู้อดีต อนาคตและปัจจุบัน รู้ในความเป็นสภาพธรรมะที่เกิดและดับเป็นสังขตธรรม เพราะฉะนั้นการที่จะทรงแสดงเห็นว่าเป็นธรรมะที่ไม่ใช่ตัวตน แค่นี้ก็ไม่มีใครสามารถจะคิดได้เอง แต่ต้องได้ฟังคำของพระองค์
พระปัญญาที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงธรรมะที่อาศัยปัจจัยปรุงแต่งเกิดและดับ และสูงสุดคือสิ่งที่เป็นอสังขตธรรม คือ พระนิพพาน ต้องเป็นพระสัพพัญญุตญาณของพระองค์

อีกคำของพระสัพพัญญุตญาณ คือสมันตจักษุ เป็นตาปัญญาที่รู้รอบในสภาพธรรมะที่ปรากฏอย่างละเอียดลึกซึ้งไม่มีประมาณ
สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาด้วยเหตุปัจจัยและดับ คือโลก เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงเป็นโลกวิทู ผู้รู้แจ้งโลก
ต้องฟังคำของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้และทรงมีพุทธบัญญัติแสดงออกมาเป็นคำ ภาษาที่จะทำให้เราเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเห็นพระคุณของพระองค์ไหม พุทธานุสติในพระปัญญาคุณและพระสัพพัญญุตญาณ (พระปัญญาที่ทรงรู้ทุกอย่างตรงตามความเป็นจริง) และอนาวรณญาณ (พระญาณที่ไม่มีอะไรกั้นเลย)
เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทว่ารู้แล้วว่าเห็นเป็นเห็นไม่ใช่เรา ... ดูไม่มีคุณค่า ... น่าสลดใจ คนที่ฟังแล้วพูดว่า พูดอะไรเห็นเป็นเห็นไม่ใช่เรา เห็นเกิดจากปัจจัยและดับ พอได้ฟังแล้วก็ไป ไม่เห็นน่าสนใจเลย แต่เขาไม่รู้ว่าคำนี้กว่าจะได้ฟังต้องจากพระสัพพัญญุตญาณและพระญาณต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ที่ทรงรู้ทั้งอดีต รู้อนาคตและปัจจุบัน ... สภาพธรรมะที่กำลังมีกำลังปรากฏในปัจจุบันที่เกิดแล้วดับ เป็นสังขตธรรม
พระสัพพัญญุตญาณมาพร้อมกับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเลยที่จะได้ทรงแสดงความจริงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกเพราะทั้งหมดพระองค์ทรงตรัสรู้อย่างแจ่มแจ้งทุกประการด้วยพระองค์เอง
อีกคำของพระพุทธเจ้า คือ พระสยมภู ... ผู้ที่ทรงเป็นพระพุทธเจ้าด้วยพระองค์เอง ไม่มีใครให้พระองค์ตรัสรู้ แต่ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เองด้วยพระบารมีที่พระองค์อบรมแล้วสมบูรณ์พร้อมแล้ว
ท่านอาจารย์ถามเสมอๆ ว่า รู้จักพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง เพียงแค่ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ... พระองค์ทรงมีพระคุณอย่างไร?! เกื้อกูลให้มีความสนใจใส่ใจที่จะได้ฟังคำของพระองค์ไหม?! เป็นเครื่องพิสูจน์เป็นเครื่องวัดการสะสมมาของแต่ละคนว่าจะเป็นอย่างไร? ถ้าเป็นผู้ที่ได้สะสมเหตุที่ดีมาก็พร้อมเลยที่จะฟังคำที่พระองค์ทรงแสดง เพราะพระองค์ทรงแสดงธรรมะ ทรงแสดงความจริงเกื้อกูลแก่ผู้ฟัง เพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟังมหาศาลเมื่อได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นสิ่งที่มีค่าที่ได้ฟังได้ศึกษาคำของพระองค์

พระพุทธเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้า เพราะท่านเหล่านั้นมีความประสงค์เพื่อจะบรรลุคุณวิเศษมีประการต่างๆ เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ผลิตผลตลอดฤดูกาล อันฝูงนกทั้งหลายพากันไปยังต้นไม้ต้นนั้น ด้วยประสงค์จะจิกกินซึ่งผลมีรสอร่อยฉะนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อได้ฟังคำของพระองค์แล้วประโยชน์คือปัญญาเกิดขึ้นจนถึงสามารถทำให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม และบรรลุคุณวิเศษต่างๆ ได้ตามกำลังปัญญาของตน
ขณะนี้ทุกท่านก็กำลังได้ฟังคำของพระองค์ แต่ละคำๆ มาจากไหน? ก็มาจากการตรัสรู้ของพระองค์ทั้งหมดเลย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงเป็นพระพุทธะรัตนะ ประเสริฐสูงสุดไม่มีอะไรจะเปรียบได้เลย
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ