๑๐. มาติกากถา ว่าด้วยแม่บท
โดย บ้านธัมมะ  26 พ.ย. 2564
หัวข้อหมายเลข 40983

[เล่มที่ 69] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 828

ปัญญาวรรค

๑๐. มาติกากถา

ว่าด้วยแม่บท หน้า 828

อรรถกถามาติกากถา หน้า 832


อ่านหัวข้ออื่นๆ ... [เล่มที่ 69]



ความคิดเห็น 1    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 828

ปัญญาวรรค

มาติกากถา

ว่าด้วยแม่บท

[๗๓๗] บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น ความหลุดพ้นเป็นวิโมกข์ (วิโมกข์เพราะอรรถว่า หลุดพ้น) วิชชาวิมุตติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณ ทัสสนะ สุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌานวิโมกข์ ภาวนาธิษฐานชีวิต.

คำว่า นิจฺฉาโต (บุคคลผู้ไม่มีความหิว) ความว่า บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ฯ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯ ผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค.

คำว่า วิโมกฺโข ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ ความไม่พยาบาท ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ฯ ปฐมฌาน ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากนิวรณ์ ฯ อรหัตมรรค ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง.

คำว่า วิชฺชาวิมุตฺติ ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ความไม่พยาบาท ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากพยาบาท ชื่อว่า วิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่ ฯ อรหัตมรรค


ความคิดเห็น 2    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 829

ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ ชื่อว่า วิมุตติ เพราะอรรถว่า หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า วิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่.

[๗๓๘] ข้อว่า อธิสีลํ อธิจิตฺตํ อธิปญฺา (อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา) ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า สีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องเห็น ความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา ความไม่พยาบาท ชื่อว่า สีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นความพยาบาท ฯ อรหัตมรรค ชื่อว่า สีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องเห็น ความกั้นในสีลวิสุทธิ เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธิ เป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอธิปัญญาสิกขา.

[๗๓๙] คำว่า ปสฺสทฺธิ (ปัสสัทธิ) ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องระงับกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องระงับพยาบาท ฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องระงับกิเลสทั้งปวง.

คำว่า าณํ (ญาณ) ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า ญาณ ด้วยอรรถว่า รู้ เพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาท ชื่อว่า ญาณ ด้วยอรรถว่า รู้ เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯ อรหัตมรรค ชื่อว่า ญาณ ด้วยอรรถว่า รู้ เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง.

คำว่า ทสฺสนํ (ทัสสนะ) ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า ทัสสนะ เพราะความว่า เห็น เพราะเป็นเหตุให้ละกามฉันทะ ความไม่พยาบาท ชื่อว่า ทัสสนะ เพราะความว่า เห็น เพราะเป็นเหตุให้ละพยาบาท ฯ อรหัตมรรค ชื่อว่า ทัสสนะ เพราะความว่า เห็น เพราะเป็นเหตุให้ละกิเลสทั้งปวง.


ความคิดเห็น 3    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 830

คำว่า วิสุทฺธิ (วิสุทธิ) ความว่า บุคคลละกามฉันทะ ย่อมหมดจดด้วยเนกขัมมะ ละพยาบาท ย่อมหมดจดด้วยความไม่พยาบาท ฯ ละกิเลสทั้งปวง ย่อมหมดจดด้วยอรหัตมรรค.

[๗๔๐] คำว่า เนกฺขมฺมํ ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌานเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเนกขัมมะ (เครื่องออก) จากสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ความไม่พยาบาทเป็นเนกขัมมะจากพยาบาท อาโลกสัญญาเป็นเนกขัมมะจากถีนมิทธะ ฯลฯ.

คำว่า นิสฺสรณํ (นิสสรณะ) ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกาม อรูปฌานเป็นเครื่องสลัดรูป นิโรธเป็นเครื่องสลัดสิ่งที่มีที่เป็น อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องสลัดพยาบาท ฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องสลัดกิเลสทั้งปวง.

คำว่า ปวิเวโก (ปวิเวก) ความว่า เนกขัมมะเป็นที่สงัดกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นที่สงัดพยาบาท ฯ อรหัตมรรคเป็นสิ่งที่สงัดกิเลสทั้งปวง.

คำว่า โวสฺสคฺโค (โวสสัคคะ) ความว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องปล่อยวางกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องปล่อยวางพยาบาท ฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องปล่อยวางกิเลสทั้งปวง.

คำว่า จริยา ความว่า เนกขัมมะ เป็นเครื่องประพฤติละกามฉันทะ ความไม่พยาบาทเป็นเครื่องประพฤติละพยาบาท ฯ อรหัตมรรคเป็นเครื่องประพฤติละกิเลสทั้งปวง.

คำว่า ฌานวิโมกฺโข (ฌานวิโมกข์) ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า ฌาน เพราะอรรถว่า เกิด (๑) เพราะอรรถว่า เผากามฉันทะ ชื่อว่า ฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้น เพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น เนกขัมมะ ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผา ชื่อว่า ฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า รู้กิเลสที่เกิด


(๑) พม่า. เพราะอรรถว่า เพ่ง.


ความคิดเห็น 4    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 831

และที่ถูกเผา ความไม่พยาบาท ชื่อว่า ฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาพยาบาท ฯ อาโลกสัญญา ชื่อว่า ฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผาถีนมิทธะ ฯ อรหัตมรรค ชื่อว่า ฌาน เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผากิเลสทั้งปวง ชื่อว่า ฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า เกิดหลุดพ้น เพราะอรรถว่า เผาหลุดพ้น อรหัตมรรค ชื่อว่า ธรรม เพราะอรรถว่า เกิด เพราะอรรถว่า เผา ชื่อว่า ฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า รู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา.

[๗๔๑] คำว่า ภาวนาธิฏฺานชีวิตํ (ภาวนาธิษฐานชีวิต) ความว่า บุคคลผู้ละกามฉันทะ เจริญเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ ไม่เป็นอยู่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น บุคคลละพยาบาท เจริญความไม่พยาบาท ละถีนมิทธะ เจริญอาโลกสัญญา ละอุทธัจจะ เจริญความไม่ฟุ้งซ่าน ละวิจิกิจฉา เจริญธรรมววัตถาน ละอวิชชา เจริญฌาน ละอรติ เจริญความปราโมทย์ ละนิวรณ์ เจริญปฐมฌาน ฯ ละกิเลสทั้งปวง เจริญอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยภาวนา บุคคลย่อมตั้งมั่นจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐานอย่างนี้นั้น ย่อมเป็นอยู่สงบ ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ เป็นอยู่ชอบ เป็นอยู่ไม่ผิด เป็นอยู่หมดจด ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยอาชีวะ


ความคิดเห็น 5    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 832

ผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนี้นั้น เข้าไปสู่ที่ประชุมใด คือที่ประชุมกษัตริย์ก็ดี ที่ประชุมพราหมณ์ก็ดี ที่ประชุมคฤหบดีก็ดี ที่ประชุมสมณะก็ดี ย่อมองอาจ ไม่เก้อเขินเข้าไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยภาวนา ถึงพร้อมด้วยอธิษฐาน ถึงพร้อมด้วยอาชีวะอย่างนั้น ฉะนี้แล.

จบมาติกากถา

ปกรณ์ปฏิสัมภิทาจบบริบูรณ์

อรรถกถามาติกากถา

บัดนี้ พระมหาเถระประสงค์จะสรรเสริญธรรม คือสมถะ วิปัสสนา มรรค ผล นิพพาน ที่ท่านชี้แจงไว้แล้วในปฏิสัมภิทามรรคทั้งสิ้นในลำดับแห่งวิปัสสนากถา โดยปริยายต่างๆ ด้วยอำนาจความต่างกันแห่งอาการ จึงยกบทมาติกา ๑๙ บทมีอาทิว่า นิจฺฉาโต (ผู้ไม่มีความหิว) ขึ้น แล้วกล่าวมาติกากถาด้วยชี้แจงบทมาติกาเหล่านั้น ต่อไปนี้จะพรรณนาตามความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งมาติกากถานั้น พึงทราบวินิจฉัยในมาติกาก่อน.

บทว่า นิจฺฉาโต (ผู้ไม่มีความหิว) คือผู้ไม่เหี่ยวแห้งผอมโซ จริงอยู่ กิเลสแม้ทั้งหมดชื่อว่า มิลาตา (เหี่ยวแห้งผอมโซ) เพราะประกอบด้วยความบีบคั้น แม้ราคะอันเป็นไปไม่ขาดสายก็เผาผลาญร่างกาย จะพูดไปทำไมถึงกิเลสอย่างอื่น.

อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกิเลส ๓ อย่าง อันเป็นตัวการของกิเลสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๓ อย่าง คือ ราคัคคิ (ไฟราคะ) โทสัคคิ (ไฟโทสะ) โมหัคคิ (ไฟโมหะ) แม้กิเลสที่ประกอบด้วยราคะ โทสะ โมหะนั้น ก็ย่อมเผาผลาญเหมือนกัน ชื่อว่า นิจฺฉาโต เพราะ


ความคิดเห็น 6    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 833

ไม่มีกิเลสเกิดแล้วอย่างนี้ ผู้ไม่มีความหิวนั้นเป็นอย่างไร พึงเห็นว่า เป็นวิโมกข์โดยความผูกพันกับความหลุดพ้น ชื่อว่า โมกฺโข เพราะพ้น ชื่อว่า วิโมกฺโข เพราะหลุดพ้น นี้เป็นบทมาติกา ๑ บท บทว่า วิชฺชาวิมุตฺติ (วิชชาวิมุตติ) ได้แก่ วิมุตติ คือวิชชา นี้เป็นมาติกาบท ๑ บทว่า ฌานวิโมกฺโข (ฌานวิโมกข์) ได้แก่ วิโมกข์ คือฌาน นี้เป็นมาติกาบท ๑ มาติกาบทที่เหลือก็เป็น (เฉพาะ) บทหนึ่งๆ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นมาติกาบท ๑๙ ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า เนกขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต นิจฺฉาโต (บุคคลผู้ไม่มีความหิว ย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ) คือพระโยคาวจรผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะ เพราะปราศจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ แม้เนกขัมมะที่พระโยคาวจรนั้นได้ก็หมดความหิว ไม่มีกิเลส เป็นความหลุดพ้น แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.

บทว่า เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทโต มุจฺจตีติ วิโมกฺโข (เนกขัมมะ ชื่อว่า วิโมกข์ เพราะพ้นจากกามฉันทะ) คือพระโยคาวจรย่อมพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ เพราะเหตุนั้น เนกขัมมะนั้นจึงเป็นวิโมกข์ แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนั้น.

บทว่า วิชฺชตีติ วิชฺชา (เนกขัมมะ ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่) ความว่า เนกขัมมะ ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า มีอยู่ มี ถือเข้าไปได้โดยสภาพ (หาได้โดยสภาพ) อีกอย่างหนึ่ง เนกขัมมะ ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ความเป็นจริง ย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้ความเป็นจริง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า อันพระโยคาวจรผู้ปฏิบัติเพื่อได้คุณวิเศษ ย่อมเสวย ย่อมได้ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมประสบ ย่อมได้ภูมิที่ตนควรประสบ


ความคิดเห็น 7    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 834

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมทำความ รู้แจ้งสภาวธรรม เพราะเห็นสภาวธรรมเป็นเหตุ.

บทว่า วิชฺชนฺโต มุจฺจติ มุจฺจนฺโต วิชฺชติ (ชื่อว่า วิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า มีอยู่หลุดพ้น หลุดพ้นมีอยู่) อธิบายว่า ชื่อว่า วิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่า ธรรมตามที่กล่าวแล้วมีอยู่ ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว ย่อมหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว เมื่อหลุดพ้นจากธรรมตามที่กล่าวแล้ว ย่อมมี (*มีอยู่) ด้วยอรรถตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเน (ด้วยอรรถว่า เป็นเครื่องกั้นกามฉันทะ) ความว่า เนกขัมมะนั้นชื่อว่า สีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องห้ามกามฉันทะ เนกขัมมะนั่นแหละชื่อว่า จิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุ ชื่อว่า ทิฏฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่า เห็น เพราะการเห็นเป็นเหตุ แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ (ย่อมระงับ) ความว่า ธรรมมีเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า ปัสสัทธิ เพราะพระโยคาวจรย่อมระงับกามฉันทะเป็นต้นด้วยเนกขัมมะเป็นต้น.

บทว่า ปหีนตฺตา (เพราะเป็นเหตุให้ละ) คือเพราะเป็นเหตุให้ละด้วยปหานะ (การละ) นั้นๆ.

บทว่า าตฏฺเน าณํ (ชื่อว่า ญาณ) ด้วยอรรถว่า รู้ ความว่า เนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า ญาณ ด้วยอรรถว่า รู้ ด้วยสามารถพิจารณาฌาน วิปัสสนา มรรค.

แม้ในบทนี้ว่า ทิฏฺตฺตา ทสฺสนํ (ชื่อว่า ทัสสนะ เพราะอรรถว่า เห็น) ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

คำว่า วิสุชฺฌติ (ย่อมหมดจด) หมายถึงพระโยคาวจร ชื่อว่า โยคี เพราะบริสุทธิ์ คือวิสุทธิ (ความหมดจด) มีเนกขัมมะเป็นต้น.

พึงทราบวินิจฉัยในเนกขัมมนิเทศดังต่อไปนี้.

เนกขัมมะ ชื่อว่า นิสฺสรณํ (นิสสรณะ สลัดกาม เป็นเครื่องสลัด) เพราะสลัดจากกามราคะเพราะไม่มีโลภ ชื่อว่า เนกขัมมะ เพราะออกจากกามราคะนั้น เมื่อกล่าวว่า เนกขัมมะเป็นเครื่องสลัดรูป ท่านกลับกล่าวว่า ยทิทํ อารุปฺปํ (อรูป อรูปฌานสลัดรูป) ตามลำดับแห่งบาลีที่กล่าวไว้แล้วในที่อื่นนั่นแหละ เพื่อแสดงถึงความวิเศษ (ความต่าง) เพราะความต่างแห่งอรูปไม่ปรากฏ


ความคิดเห็น 8    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 835

อนึ่ง อรูปฌาน (อรูป) นั้นชื่อว่า เนกขัมมะ เพราะออกจากรูป เพราะเหตุนั้นเป็นอันท่านกล่าวด้วยอธิการะ.

บทว่า ภูตํ (ที่มีที่เป็น สิ่งที่เป็นแล้วเป็น) บทแสดงถึงการประกอบสิ่งที่เกิดขึ้น.

บทว่า สงฺขตํ (สิ่งที่ปรุงแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่ง) เป็นบทแสดงถึงความวิเศษแห่งกำลังปัจจัย.

บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ (อาศัยกันเกิดขึ้น) เป็นบทแสดงถึงความไม่ขวนขวายปัจจัย แม้ในการประกอบปัจจัย (ความที่ปัจจัยทั้งหลายไม่มีความพยายามแม้ในการเป็นปัจจัยประกอบ).

บทว่า นิโรโธ ตสฺส เนกฺขมฺมํ (นิโรธเป็นเนกขัมมะ เครื่องออกจากสิ่งที่มีที่เป็น) คือนิพพาน ชื่อว่า เนกขัมมะ (เป็นเครื่องออก) จากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น เพราะออกจากสิ่งที่ปรุงแต่งนั้น การถือ อรูปฌานและนิโรธ (การระบุอรูปและนิโรธ) ท่านทำแล้วตามลำดับดังกล่าวแล้วในปาฐะอื่น เมื่อกล่าวว่า การออกไปจากกามฉันทะเป็นเนกขัมมะ เป็นอันท่านกล่าวซ้ำอีก ท่านไม่กล่าวว่า ความสำเร็จแห่งการออกไปจากกามฉันทะด้วยคำว่า เนกขัมมะเท่านั้น แล้วกล่าวถึงเนกขัมมะที่เหลือ ข้อนั้นตรงแท้ แม้ในนิสสรณนิเทศก็พึงทราบความโดยนัยนี้แหละ อนึ่ง ธาตุเป็นเครื่องสลัดออกในนิเทศนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นเนกขัมมะโดยตรงทีเดียว.

บทว่า ปวิเวโก (ความสงัด) คือความสงัดเป็นเนกขัมมะเป็นต้นทีเดียว.

บทว่า โวสฺสชฺชติ (ย่อมปล่อยวาง) คือโยคี เนกขัมมะเป็นต้นเป็นการปล่อยวาง ท่านกล่าวว่า พระโยคาวจรประพฤติเนกขัมมะ ย่อมเที่ยวไปด้วยเนกขัมมะ เนกฺขมฺเมน จรติ (เนกขัมมะเป็นเครื่องประพฤติ) อนึ่ง เนกขัมมะนั้นเป็นจริยา แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้ คำที่ควรจะกล่าวไว้ในฌานวิโมกขนิเทศ ท่าน (ข้าพเจ้า) ก็กล่าวไว้ในวิโมกขกถาแล้ว เพียงแต่ในวิโมกกถานั้น ท่านกล่าวว่า ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข (ชื่อว่า ฌานวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ย่อมรู้) หลุดพ้นเพราะฌานว่า ชานาติ ย่อมรู้อย่างเดียว แต่ในนิเทศนี้ มีความแปลกออกไปว่า ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐานว่า ชายติ (ย่อมเกิด).


ความคิดเห็น 9    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 836

อนึ่ง ในภาวนาธิฏฐานชีวิตนิเทศ ท่านแสดงเป็นบุคลาธิษฐาน แต่ตามธรรมดาเนกขัมมะเป็นต้นนั่นแหละ ชื่อว่า ภาวนา จิตที่ตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า อธิษฐาน สัมมาอาชีวะของผู้มีจิตตั้งไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่า ชีวิต สัมมาอาชีวะนั้นเป็นอย่างไร คือการเว้นจากมิจฉาชีวะ และพยายามแสวงหาปัจจัยโดยธรรมโดยเสมอ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สมํ ชีวติ (เป็นอยู่สงบ) คือมีชีวิตอยู่อย่างสงบ หรือเป็นคำนปุงสกลิงค์แสดงภาวะ อธิบายว่า เป็นอยู่โดยสงบ เป็นอยู่โดยเสมอ.

บทว่า โน วิสมํ (ไม่เป็นอยู่ไม่สงบ) ท่านทำเป็นอวธารณ (คำปฏิเสธ การห้ามความ) ด้วยปฏิเสธความที่กล่าวว่า สมํ ชีวติ เป็นอยู่สงบ.

บทว่า สมฺมา ชีวติ (เป็นอยู่โดยชอบ) เป็นบทชี้แจงอาการ.

บทว่า โน มิจฺฉา (ไม่เป็นอยู่ผิด) คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง.

บทว่า วิสุทฺธิ ชีวติ (เป็นอยู่หมดจด) คือมีชีวิตเป็นอยู่หมดจด ด้วยความหมดจดตามสภาพ.

บทว่า โน กิลิฏฺฐํ (ไม่เป็นอยู่เศร้าหมอง) คือกำหนดความเป็นอยู่นั้นนั่นเอง.

พระสารีบุตรเถระแสดงอานิสงส์แห่งสัมปทา ๓ ตามที่กล่าวแล้วแห่งญาณสมบัติด้วยบทมีอาทิว่า ยญฺเทว (ใด).

บทว่า ยญฺเทว ตัดบทเป็น ยํ ยํ เอว.

บทว่า ขตฺติยปริสํ (ที่ประชุมกษัตริย์) คือที่ประชุมพวกกษัตริย์ ท่านกล่าวว่า บริษัท เพราะนั่งอยู่รอบๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรกัน ในอีก ๓ บริษัทนอกนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน การถือเอาบริษัท ๔ เหล่านั้น เพราะกษัตริย์เป็นต้นนั่นเองประกอบด้วยอาคมสมบัติและญาณสมบัติ มิใช่ด้วยบริษัทของพวกศูทร (๑).

บทว่า วิสารโท (เป็นผู้แกล้วกล้า องอาจ) คือถึงพร้อมด้วยปัญญา ปราศจากความครั่นคร้าม คือไม่กลัว.

บทว่า อมงฺกุภูโต (ไม่เก้อเขิน) คือไม่ขยาด มีความอาจหาญ.

บทว่า ตํ กิสฺส เหตุ (ข้อนั้นเพราะเหตุไร) อธิบาบว่า หากถามว่า ความเป็นผู้กล้าหาญนั้น ย่อมเป็นเพราะเหตุไร เพราะการณ์ไร กล่าวถึงเหตุแห่งความกล้าหาญนั้นว่า ตถา หิ (เพราะอย่างนั้น) ก็เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๓ คือภาวนา อธิษฐาน อาชีวะ ฉะนั้น จึงเป็นผู้องอาจ


(๑) พม่า. มิได้ระบุถึงบริษัทของพวกศูทร.

มมร. พิมพ์แก้ไขครั้งที่ ๑๓/๒๕๖๑. มิได้ระบุถึงบริษัทที่บริสุทธิ์แล้ว.


ความคิดเห็น 10    โดย บ้านธัมมะ  วันที่ 5 ก.พ. 2565

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้า 837

เพราะเหตุนั้น พระสารีบุตรเถระจึงแสดงถึงเหตุแห่งความเป็นผู้กล้าหาญ (องอาจ) ว่า วิสารโท โหติ เป็นผู้กล้าหาญ แล้วจึงยังมาติกากถาให้จบลง ด้วยประการฉะนี้แล.

จบอรรถกถามาติกากถา

แห่งอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรคชื่อว่า สัทธัมมปกาสินี

จบการพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพรรณนาแห่งจูฬวรรค

จบอรรถกถาแห่งปฏิสัมภิทามรรคอันประดับด้วย ๓๐ กถาถ้วน สงเคราะห์ลงใน ๓ วรรค ด้วยคำมีประมาณเพียงนี้แล.

รวมกถาที่มีในปกรณ์ปฏิสัมภิทานั้นพร้อมกับอรรถกถา คือ

๑. ญาณกถา ๒. ทิฏฐิกถา ๓. อานาปานกถา ๔. อินทริยกถา ๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา ๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา ๙. มรรคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา.

๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา ๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา ๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา ๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา ๙. พลกถา ๑๐. สุญญกถา.

๑. มหาปัญญากถา ๒. อิทธิกถา ๓. อภิสมยกถา ๔. วิเวกกถา ๕. จริยากถา ๖. ปาฏิหาริยกถา ๗. สมสีสกถา ๘. สติปัฏฐานกถา ๙. วิปัสสนากถา ๑๐. มาติกากถา.

วรรค ๓ วรรคในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีอรรถกว้างขวางลึกซึ้งในมรรคอันเป็นอนันตนัย เปรียบด้วยสาคร เหมือนนภากาศเกลื่อนกลาดด้วยดวงดาว และเช่นสระ (ทะเลสาป) ใหญ่ ให้ความสว่างจ้าแห่งญาณแก่พระโยคีทั้งหลาย ผู้เป็นคณะพระธรรมกถิกาจารย์ ย่อมมีได้โดยพิลาส ฉะนี้แล.

จบปฏิสัมภิทามรรคลงด้วยประการฉะนี้