
[เล่มที่ 26] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้า 1
๑. เทศนาสูตร
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธดำรัสนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒
แก้บท เอหิปสฺสิโก
ธรรมชื่อ เอหิปสฺสิกะ เพราะควรซึ่งเอหิปัสสวิธี อันเป็นไป โดยความว่า "ท่านจงมาดูธรรมนี้" ดังนี้ ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ธรรมนั้นจึงควรซึ่งวิธีนั้น ตอบว่า เพราะธรรมนั้นเป็นสภาพมีอยู่ด้วย เพราะธรรมนั้นเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วย แท้จริง ใครๆ แม้จะพูด (ลวง) ได้ว่า เงิน หรือ ทองก็ตามมีอยู่ในกำมือเปล่า (แต่) ก็ไม่กล้าเรียก (ผู้อื่น) ว่า "จงมาดูเงินหรือทองนี้ซิ" เพราะอะไร เพราะเงินหรือทองนั้นไม่มีอยู่ และคูถหรือมูตรก็ตามแม้มีอยู่ ใครๆ ก็หาอาจเรียก (ผู้อื่น) ว่า "จงมาดูคูถหรือมูตรนี้ เพื่อ (ให้) ร่าเริงใจซิ" โดยเผยความที่มันเป็นของน่าฟูใจ (ให้เขาดู) ได้ไม่ เพราะอะไร เพราะคูถหรือมูตรนั้น เป็นของโสโครก ส่วนโลกุตตรธรรมทั้ง ๙ นี้ โดยสภาพ เป็นของมีอยู่ด้วย เป็นของบริสุทธิ์ดุจดวงจันทร์เพ็ญในอากาศ อันปราศจากเมฆ และเปรียบดุจแก้วมณีแท้ อันเขาวางไว้ที่ผ้ากัมพลเหลืองฉะนั้นด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เอหิปัสสิกะ เหตุว่าควรซึ่งเอหิปัสสวิธี เพราะความที่เป็นสภาพมีอยู่ และเพราะความเป็นสภาพบริสุทธิ์ด้วย
[เล่มที่ 26] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้า 12
คำว่า ภิกฺขเว เป็นคำร้องเรียกเหล่าภิกษุผู้ปรากฏเฉพาะพระพักตร์ด้วยรับพระดำรัส.
คำว่า เทเสสฺสามิ เป็นคำปฏิญญาที่จะแสดง (ธรรม) .
คำว่า ตํ สุณาถ ความว่า เธอทั้งหลายจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น คือ เทศนากัณฑ์นั้นที่เรากำลังกล่าวอยู่.
ก็คำว่า สาธุกํ นั้น ในคำว่า สาธุกํ มนสิกโรถ นี้ มีเนื้อความเป็นอันเดียวกันว่า สาธุ.
อนึ่ง สาธุ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ทูลขอการตอบรับ การทำให้ร่าเริง ความดีและการทำให้มั่นคง เป็นต้น.
อ.อรรณพ: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ควรเรียกให้มาดู คือคำแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือสภาพธรรมที่กำลังเกิดปรากฏ ปรากฏๆ มาแสนนาน หรือทั้ง ๒ ประการอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีใครเรียกไหม?
อ.อรรณพ: มีแต่เรียกไปให้เห็นผิด เรียกไปให้ติดข้อง เรียกไปให้ไม่รู้ครับ ที่จะเรียกไปให้รู้เรียกไปให้ละเรียกไปให้เห็นถูกเรียกไปให้เข้าใจความจริง จริงๆ แท้ไม่มี
ท่านอาจารย์: ไม่ต้องเรียกก็ไปแล้ว
อ.อรรณพ: พร้อมครับท่านอาจารย์ พร้อมเสมอที่จะไป ยิ่งมีคนมาเรียกมาชักชวนในทางอกุศล มีโลภะ มีอะไรครับ ก็ไปตามที่เคยไปครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ก็ซาบซึ้งว่า เริ่มต้นสนทนาเรื่อง ควรเรียกให้มาดู นะครับ เราไม่ว่าเราจะสนทนาเรื่องศีล เรื่องธรรมหมวด ๓ เรื่องศีล ๓ อย่าง อะไรต่างๆ ก็คือควรที่จะเข้าใจความจริงของขณะนี้ จะเป็นกุศล อกุศล ที่ปรากฏอยู่ขณะนี้ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ว่า ก็เลยซาบซึ้งว่า ทุกคำของพระองค์ คือทรงเรียกให้มาดูด้วย ทุกคำของพระองค์จริงๆ ตั้งแต่คำว่า ธรรม ครับ นี่เป็นความซาบซึ้ง กราบปรารภเท่านั้นครับ
ท่านอาจารย์: ลึกซึ้งไหม กว่าจะถึงระดับนี้?
อ.อรรณพ: สุดประมาณครับ
ท่านอาจารย์: แค่นี้ยังสุดประมาณ แล้วต่อไปล่ะ!!
อ.อรรณพ: ยิ่งๆ สุดประมาณ ครับ แล้วก็ทำไมช่างดื้อด้านที่เรียก เท่าไหร่ๆ ก็ไม่ดูนะครับ เมื่อวานผมก็สนทนากันคร่าวๆ ว่า ถ้าอุปมาเหมือนเราเคารพผู้ใหญ่สักคน แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นท่านเรียกให้เรามาดูสิ่งที่ควรที่จะได้ดู รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อย่างนี้เรายังต้องไปเลย แต่นี่เป็นคำตรัสเรียกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะครับ แล้วก็สอดคล้องในเบื้องต้น ตั้งแต่ความหมายของ วนะ ว่า ร้องขอให้ให้มาคบมาหา แล้วก็ได้เข้าใจจริงๆ จนกระทั่งมีคุณในตน ก็เป็นเบื้องต้นของ โอปนยิโก ครับท่านอาจารย์
แล้วก็สลดใจครับว่า คำสอนของพระองค์ได้ยินได้ฟังบ้างแล้วในชาตินี้ ที่ได้เริ่มได้ยินได้ฟังมากี่ปีแล้วแต่ในชาตินี้ ชาติก่อนๆ ก็คงจะมีบ้าง แต่ว่า สภาพธรรมนี่ก็ เกิดปรากฏๆ ๆ เหมือนว่า ยิ่งกว่าคนเอาของมายื่นให้ดูต่อหน้า เราก็ต้องดูแหละเพราะมายื่นให้ปะให้ดูต่อหน้า แต่นี่สภาพธรรมที่เกิดเผชิญหน้าอยู่มีอยู่นะครับ มีสิ่งที่กระทบตาอยู่ มีสิ่งที่กระทบหูอยู่ มีเห็น มีได้ยิน มีโกรธ อะไรนี่ ใกล้ที่สุดตรงที่สุดเลยนะครับท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่ยอมดู เพราะว่าไม่มีปัญญาครับ นี่ครับแม้แต่ขนาดซาบซึ้งในเรื่องราวที่ฟังท่านอาจารย์ ก็มีสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ก็ใช่ว่า สติจะระลึก และปัญญาจะรู้ดูความจริงอยู่ ดูอยู่ๆ ได้บ่อยๆ ครับ ไม่บ่อยๆ เนืองๆ ครับ กราบเท้าครับ
ท่านอาจารย์: เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ฟังสักทีหลงไปทางไหน ไม่ยอมกลับไม่ยอมรู้ความจริง ไม่สนใจด้วย ยังสนใจในสิ่งอื่นต่อไปแล้วแต่ปัจจัย ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อ.อรรณพ: พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็ทรงประกาศอริยสัจจ์ ๔ ตั้งแต่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทัยวัน ที่ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้แจ้งความจริง ก็เป็นการที่ซาบซึ้งเลยว่า เรียกให้มาดูจริงๆ นะครับ ให้มารู้ รู้จักว่าอะไรเป็นหนทาง ปัญญานี่แหละเป็นหนทาง แล้วปัญญารู้อะไร? แล้วสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏอยู่นี่ ก็เป็นความจริง เป็นทุกขอริยสัจจะที่ปรากฏอยู่นี่ ก็เป็นทุกขสัจจะแต่ยังไม่เป็นอริยสัจจะจริง ทั้งๆ ที่ก็มีอยู่ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลยไม่ต้องไปตามหาตามดูที่ไหน ขณะนี้ก็มีธรรมปรากฏอยู่ครับ
เป็นความที่ว่า ท่านอาจารย์ก็พูดซ้ำหลายครั้งว่า เรียกอยู่นั่นแหละ!! แต่ก็ ไม่ดูสักทีๆ!! ทำไมถึงได้ไม่ยอมมาดูครับ ถามโง่ๆ แบบนี้ครับ
ท่านอาจารย์: มัวแต่หันไปทางอื่น แล้วจะเห็นหรือ?!
อ.อรรณพ: นี่ครับ เพราะฉะนั้น อะไรทำให้หันไปทางอื่น? และอะไรจะทำให้หันมาเพื่อเพื่อที่จะดูในสิ่งที่ควรรู้ยิ่งครับ?
ท่านอาจารย์: สะสมมาที่จะติดข้องในสิ่งที่ปรากฏโดยไม่รู้ความจริง ไม่รู้ว่ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้ว่าความจริงที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น คือเดี๋ยวนี้อะไร?
อ.อรรณพ: ใช่ครับท่านอาจารย์ เพราะว่าสะสมความใส่ใจในสิ่งที่ไม่ควรใส่ใจ แล้วก็สะสมความใส่ใจในสิ่งที่ควรใส่ใจมาน้อย และยิ่งซาบซึ้งว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสพระธรรม พระองค์ก็ทรงแสดงเสมอ จงฟัง จงใส่ใจให้ดี เป็นเริ่มต้นของการที่จะ บันไดขั้นต้นที่จะถึงการที่เรียกให้มาดูจริงๆ ครับ กราบเท้าท่านอาจารย์อย่างยิ่งครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
ธรรมคืออะไร จงฟัง จงใส่ใจให้ดี
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยค่ะ