ความจริงที่ไม่ได้เปิดเผย
โดย เมตตา  31 ส.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 53030

อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ ได้ฟังเรื่องของความมั่นคงในเรื่องของกรรม และผลของกรรม จริงๆ แล้วท่านอาจารย์ก็บอกเหตุผลที่ควรจะมั่นคงยิ่งกว่าเรื่อง ก็คือเรื่องของสภาพธรรมที่เป็นไป ทำให้หนูคิดถึงข้อความที่ได้เรียนมาว่า จิตทั้งหมดเกิด มีอยู่ ๔ ชาติ ฉะนั้น ทุกชาติที่เกิดมาก็ไม่พ้นในเรื่องเหตุ และผล ซึ่งจะต้องเป็นไป แต่แม้กระนั้นการฟังก็ไม่สามารถที่จะคลายความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้ในเรื่องของกรรม และผลของกรรม กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วคลายความไม่เข้าใจในเรื่องอื่นไหม?

อ.ชุมพร: เรื่องอื่นก็ยังไม่เข้าใจค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หวังไหมว่าจะเข้าใจทุกคำที่ได้ฟัง? ถ้าไม่เริ่มมั่นคงในแต่ละคำจนเปลี่ยนไม่ได้

อ.ชุมพร: ค่ะ มั่นคงในแต่ละคำแม้เรื่องของเหตุ และผล เช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ทุกอย่าง อย่างจิตต่างกับเจตสิก มั่นคงไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย มั่นคงขึ้นค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มีอะไรปรากฏไหม?

อ.ชุมพร: มีสิ่งที่ปรากฏค่ะ

ท่านอาจารย์: อะไรเอ่ย?

อ.ชุมพร: สี ที่ปรากฏทางตาค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่ เห็น ยังไม่ได้ปรากฏเลยใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ปรากฏ ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็มั่นคงไหมว่า ขณะนี้เห็นกำลังเห็น แต่ ไม่รู้จักเห็น!! เพราะยังเป็นเราเห็นตราบใด ขณะนั้นยังไม่คลายการที่จะรู้ว่า เห็นเป็นเห็น จึงไม่ใช่เรา

อ.ชุมพร: เราฟังเรื่องของเห็นเราศึกษาในเรื่องของเห็นว่า เป็นชาติที่เป็นผล

ท่านอาจารย์: เห็นเป็นเห็น

อ.ชุมพร: เห็นเป็นเห็น ไม่คิดอย่างอื่นนะคะ

ท่านอาจารย์: เห็น เป็นอื่นได้ไหมล่ะ นอกจากเห็น?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น มั่นคงเห็นเป็นเห็น จะเป็นเราเห็น แมวเห็น นกเห็น ไม่ได้เลย

อ.ชุมพร: ค่ะ แต่แม้กระนั้นสภาพเห็นเกิดขึ้นก็ยับยั้งไม่ได้ ที่จะทำให้คิดในสิ่งที่ถูกเห็น

ท่านอาจารย์: ก็ลืม อวิชชา เป็นปัจจัยแก่อะไร?

อ.ชุมพร: สังขารค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม แล้วสังขารคืออะไร? เดี๋ยวนี้หรือเปล่า?

อ.ชุมพร: เดี๋ยวนี้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ไปรู้ชื่อ รู้เรื่อง รู้คำ แต่ตัวจริงทั้งนั้นที่ยังไม่ได้ปรากฏกับปัญญาขั้นฟัง เพียงแต่ปัญญาขั้นฟังเริ่มรู้ว่า ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย อะไรเป็นอะไร ที่จะเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้

แต่ถ้าไม่รู้ว่า สิ่งนั้นเป็นอะไร ก็ยังคงเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเป็นเราเป็นเขา

อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์กล่าวถึงสังขาร ทำให้หนูคิดถึงว่า เมื่อเห็น รับผลของกรรมแล้วก็ต้องคิด ฉะนั้น สังขารก็คือขณะที่กำลังเป็นไปแม้สิ่งที่คิดไม่เหลือแล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะคลายได้

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เราไม่ได้พูดปฏิจจสมุปปาทะ ใช่ไหม ว่า สังขารที่นั่นหมายถึงอะไร ชาติไหน?

อ.ชุมพร: ค่ะ กำลังคิดถึงว่า เมื่อเห็นแล้ว สภาพที่เป็นไปทางมโนทวาร ก็ต้องเป็นกุศล และอกุศล ซึ่งกำลังปรุงแต่งอยู่ขณะนี้ เช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: เห็นอะไร?

อ.ชุมพร: หนูคิดถึงโทรทัศน์ค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นโทรทัศน์หรือ?

อ.ชุมพร: เห็นสีค่ะ

ท่านอาจารย์: ตอบได้ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ตอบได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้เห็นอะไร?

อ.ชุมพร: เห็นยังไม่ได้เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นอะไร?

อ.ชุมพร: เดี๋ยวนี้ก็เห็นสีค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นสีแล้วหรือ?

อ.ชุมพร: ยังค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เห็นอะไร?

อ.ชุมพร: เห็นโทรทัศน์ค่ะ

ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้เห็นโทรทัศน์ เพียงเท่านี้!!

เริ่มไม่ลืมหรือเปล่าว่า สิ่งที่ปรากฏแค่กระทบตา ตาเล็กแค่ไหน!! จะเป็นโทรทัศน์ เป็นบ้าน เป็นกระจก เป็นม่านหน้าต่างได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มรู้จักธรรมแต่ละหนึ่งปะปนกันไม่ได้ ถ้าปะปนกันเมื่อไหร่ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด คือเป็นโทรทัศน์ เป็นตุ๊กตา เป็นเก้าอี้ เป็นโต๊ะ เป็นอัตตา

เพราะฉะนั้น ต้องรู้ว่า ความจริงที่ไม่ได้เปิดเผยเลย ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา แต่ละคำกล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีทุกขณะ ให้รู้ว่าขณะนั้นเป็นอะไร จะได้รู้ด้วยตัวเองว่า จริงไหม?! ค่อยๆ มั่นคงในความหมายของคำว่า สิ่งที่มีจริงที่เป็นสภาพรู้ และสิ่งที่มีจริงที่รู้อะไรไม่ได้ แต่มีลักษณะที่ปรากฏให้รู้ว่ามี แค่นี้! จะเป็นเราได้ไหม จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหม? เพราะทุกอย่างที่เกิด ดับทันที!!

อ.ชุมพร: ฉะนั้น ความแน่นอนของสิ่งที่สะสมมาเนิ่นนาน ยังจะต้องเป็นเช่นนี้ จนกว่าจะมีการฟังแล้ว ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เช่นนั้นนะคะ

ท่านอาจารย์: จนกว่าสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ขณะอื่นนะ ค่อยๆ ปรากฏกับความเห็นที่ถูกต้องจากการที่ได้ฟัง

อ.ชุมพร: ค่อยๆ ปรากฏกับสภาพที่เข้าใจ ท่านอาจารย์คะ เราฟังว่า สิ่งที่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นการเกิดดับสืบต่อ ฉะนั้น การเข้าใจขั้นการฟังว่าสิ่งที่ปรากฏนี่ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง แต่สิ่งที่เป็นจริงนี่ดับไปแล้วทางปัญจทวาร แต่เกิดดับสืบต่อ

ฉะนั้น ความเข้าใจถูกในขั้นการฟังที่จะมั่นคงขึ้นนี่ เช่นไรคะ?

ท่านอาจารย์: เห็นไหม ฟังทีไรก็เรื่องยาว แต่สภาพธรรมหนึ่งจะเป็นเรื่องยาวไม่ได้ และเราก็หลงลืมว่า เพราะไม่รู้ลักษณะที่แท้จริงของลักษณะที่มีจริงแต่ละหนึ่งก็ทำให้ปะปนกันหมด ไม่มีทางที่จะรู้แต่ละหนึ่ง จึงปรากฏว่าไม่ใช่อะไรได้เลยทั้งสิ้น แข็งเป็นคนได้ไหม? เป็นขาได้ไหม? เป็นโต๊ะได้ไหม? เป็นโทรทัศน์ได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่ เราก็ลืมแล้ว!! คิดเรื่องขา ยาวมากไปเลยใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: แต่ลักษณะที่แข็งที่กระทบทางกาย เพียงเท่านั้น!! รู้ความจริงหรือยังว่า จะเป็นอะไรเลยไม่ได้เลยทั้งสิ้นถ้าไม่คิด

อ.ชุมพร: เป็นเช่นนั้นค่ะ ไม่รู้คิด แต่ว่า คิดก็เกิดแต่ว่าไม่รู้คิดเช่นนั้นหรือคะที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ทีละหนึ่ง

ท่านอาจารย์: ก็ต่อเรื่องไปยาว ทำไมไม่หนึ่งละ! คิดไม่ใช่เห็น

แทนที่จะต่อเรื่องคิดไปตั้งไกลแสนไกล เห็นเกิดขึ้นต้องรู้สิ่งที่กระทบตา รู้อื่นไม่ได้ สิ่งที่กระทบตายังไม่ดับเลยก็เป็นอวิชชาสวะ ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กระทบตา

เพราะฉะนั้น จึงเป็นกุศล หรืออกุศล ขณะที่เห็นแล้วกำลังเห็น กำลังเห็นแล้วไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ ชอบได้ ถูกต้องไหม?

เพราะฉะนั้น ชอบอะไร ถ้าวันหนึ่งๆ ไม่ได้ชอบสิ่งที่กระทบตาปรากฏ ไม่ใช่ชอบสิ่งที่ถูกเห็น มีแต่เห็นแล้วชอบหรือไม่ชอบสิ่งที่ปรากฏให้เห็น

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปไกลเป็นเรื่องราว แค่ ๑ ๑ ๑ ที่มีใน ๑ ขณะนี่ ครบถ้วนแล้วหรือยัง เข้าใจหรือยัง? ไม่อย่างนั้นก็กระโดดข้ามไปข้ามมา จึงไม่เข้าใจไปเรื่อยๆ จนถึงบัดนี้ เพราะมีเรื่องอื่นเข้ามาปะปนมากมาย

อ.ชุมพร: ความละเอียดท่านอาจารย์ที่ให้เห็นว่า สภาพธรรมเกิดแล้ว แต่ว่าความคิดแทรกที่ยาว จึงปิดบังไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจความจริงที่กำลังเกิดขึ้น กราบท่านอาจารย์ค่ะ

ท่านอาจารย์: แค่ได้ยิน แล้วก็ตรงตามความเป็นจริง เห็นเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กระทบตา เท่านั้นใช่ไหม? สิ่งที่ไม่กระทบตาจะเห็นได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏว่า มี ที่กำลังเห็นนี่แหละ สิ่งนั้นต้องกระทบตาแน่นอน แล้วสิ่งที่กระทบตา เล็กหรือใหญ่? เป็นโทรทัศน์ เป็นรองเท้า เป็นห้อง เป็นฝาผนัง ทันทีอย่างเดี๋ยวนี้ได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีโดยลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง

เริ่มรู้จักคุณของพระองค์ ไม่ใช่ง่ายๆ อย่างที่ฟัง แล้วก็คิดไปยาวๆ เรื่องอื่นหมด แต่สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แหละถูกปิดบังด้วย ความไม่รู้ นานเท่าไหร่แล้ว!! จึงปรากฏเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทันทีที่เห็น แต่ตามความเป็นจริงจะเห็นสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลยทั้งสิ้น ถูกต้องไหม?

อ.ชุมพร: ถูกต้องค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กว่าจะเห็น กี่ขณะจึงปรากฏเป็นนิมิตของเส้นผมของตาของหูของจมูกของลิ้นของปาก แต่ละหนึ่งเร็วปานไหน!! แต่นี่มากมายเหลือเกินสุดที่จะประมาณได้ จริงไหมก่อน?

อ.ชุมพร: จริงค่ะ เช่นนั้นค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมที่ต้องเกิดกระทบ ลึกซึ้งไหม? รวดเร็วไหม?

ไม่ปรากฏใช่ไหม!! จนกว่าจะเป็นรูปร่างสัณฐานของสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงบอกว่าเห็นโทรทัศน์ กว่าจะคิดว่าเป็นโทรทัศน์ต้องมีการเห็น จนกระทั่งปรากฏเป็นรูปร่างของสิ่งหนึ่ง จำได้ว่าเป็นอะไร

เพราะฉะนั้น พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งธรรมทั้งปวงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะมีปัญญาระดับนั้นได้ จึงเป็นบุคคลที่ประเสริฐเลิศเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในสากลจักรวาล ไม่ใช่แค่โลกนี้

เพราะฉะนั้น แต่ละคำลึกซึ้งปานนี้ เดี๋ยวนี้เห็นเกิดดับ เหลือเชื่อใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แต่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง ๑ ขณะ

อ.ชุมพร: ๑ ขณะ แต่สลับกันอย่างรวดเร็วนะคะ จึงรวม ...

ท่านอาจารย์: ต่อเรื่องล่ะๆ ๆ เห็นไหม!! แต่ ๑ ขณะของเห็นไม่ใช่อย่างที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้เลย ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความลึกซึ้งของการที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจลักษณะที่เหมือนไม่ดับเลยตั้งแต่เกิดจนตาย ตื่นก็เป็นตื่น หลับก็เป็นหลับ เห็นก็เป็นเห็น ไม่มีอะไรดับเลยสักอย่างต่อกันสนิทหมด แล้วความจริงคืออะไร?

เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏเกิดดับ ทรงแสดงความละเอียดยิบของแต่ละขณะให้ค่อยๆ ไตร่ตรองว่า ก่อนเห็นไม่มีเห็น แล้วทำไมจึงมีเห็นเพราะอะไร? ถ้าไม่มี ตา จะเห็นไหม เดี๋ยวนี้เอง? ถ้ามี ตา แต่ไม่มีอะไรกระทบตา จะเห็นไหมเดี๋ยวนี้เอง? ให้เข้าใจความจริงเดี๋ยวนี้ที่ค่อยๆ ละเอียดลึกซึ้งขึ้น จนไม่มีอะไรนอกจากสิ่งที่ปรากฏเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับ

แต่ละเอียดกว่านั้นอีกมาก แม้แต่สิ่งที่ปรากฏ ปรากฏให้เห็นตลอดตั้งแต่เกิดจนถึงเดี๋ยวนี้ แต่ต้องมีธาตุหรือสภาพธรรมที่รู้สิ่งนั้นที่ทำให้สิ่งนั้นปรากฏให้เห็นได้ คือเห็น ธาตุรู้ ซึ่งรู้เฉพาะสิ่งที่กระทบตา ในลักษณะของสิ่งที่กระทบตาตามความเป็นจริง

ตามความเป็นจริงก็เหลือเชื่อ ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อไหร่ จึงจะเริ่มเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมเมื่อนั้น เพราะอะไรจึงเป็นถึงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีค่าที่สุดประเสริฐที่สุดเลิศที่สุดในสากลจักรวาล

สากลจักรวาลไม่ใช่จักรวาลเดียวนะ และความลึกซึ้งอย่างนี้ ถ้าไม่ฟังจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหมว่า ตรัสรู้ความจริงที่ละเอียดกว่านี้อีกซึ่งเป็นการประจักษ์แจ้งความจริงที่ยากที่จะประจักษ์ได้ แต่สามารถค่อยๆ เข้าใจจนประจักษ์ได้ตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นการฟัง จนกระทั่งเข้าใจแน่นอนว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน แต่เป็นธาตุรู้ และอาศัยอะไรเกิดขึ้นและรู้อะไรแต่ละ ๑ ขณะ มิฉะนั้น จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย

อ.ชุมพร: ก็เป็นความละเอียดแล้วก็เป็นความเมตตากรุณาของท่านอาจารย์อย่างยิ่งที่กล่าวถึงความละเอียดที่จะทำให้ค่อยๆ คิดแล้วก็ค่อยๆ ไม่ไปในร่องเดิมที่เคยไปจนกระทั่งละเลยสภาพธรรมที่กำลังปรากฏจริงๆ ก็เป็นความละเอียด แล้วก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่คลิปนี้จะต้องกลับไปฟังแล้วฟังอีก เพราะว่าเรื่องของความเข้าใจยากเลือเกิน แล้วก็ละเอียดเหลือเกินค่ะ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างยิ่งค่ะ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ