ทุกคำมีในพระไตรปิฎก
โดย เมตตา  5 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52198

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : ท่านอาจารย์บอกว่า ให้เห็นตามความเป็นจริง อย่างเช่นสมมติว่า เราเรียนรู้มาตั้งแต่ตัวเล็กๆ เลยว่า คุณต้องเมตตานะ คุณทำแบบนี้เมตตานะ เรารู้แล้วว่าเมตตาทำแบบนี้ พอทำไปแล้วเราก็จะเข้าใจว่า พอทำแล้วก็จะเกิดความรู้สึกอิ่มเอมเพราะตำราบอกอย่างนั้น เราคิดว่าเราเข้าใจแต่พอถึงเวลามาจุดหนึ่งแล้ว พอเราไปปฏิบัติจริงๆ ความเมตตามันไม่ได้เหมือนตัวหนังสือที่เราอ่านมา มันเป็นอีกอารมณ์หนึ่งซึ่งมันไม่สามารถจะบรรยายได้ว่าเป็นเช่นไร

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าขนาดคำว่า เมตตา นี่เราจะเจาะให้ลึกซึ้งเขาถึงเมตตาได้นี่มันยากมาก เราคิดว่าเรารู้ว่าเมตตาเป็นอย่างไร แต่เรายังไม่ซึ้งถึงขนาดแบบที่จะปล่อยวางได้ค่ะ เพราะตอนนี้ติดอยู่กับคำว่าเมตตา ไปใส่บาตรมันก็ฟูๆ แต่คิดเอาเองนะว่าเมตตาต้องมากกว่านั้นเพราะว่า เวลาที่เราปล่อยวาง ความเมตตาเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการที่เราจะปล่อยวางในปัญหาอะไรต่างๆ แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าเมตตาจริงๆ นั้นคืออะไร เราก็ไม่สามารถที่จะหลุดพ้นตรงนั้นได้ค่ะ

ทีนี้ เราไปถามคนนี้ คนนี้ก็บอกเมตตาเป็นอย่างนี้ คนนี้ก็แบบนี้ แม้กระทั่งในพระไตรปิฎกเองก็ไม่ได้ให้รายละเอียด หรือสามารถจะอธิบายได้ว่าความสุขจากความเมตตาที่แท้จริงคืออะไร? แล้วเราเหมือนกับยืนอยู่กลางทะเล แบบไม่รู้จะถามใคร มันเว้งว้างเลยค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คำไหนที่กล่าวที่ไม่มีในพระไตรปิฎกที่พูดมาแล้วทั้งหมด คำไหนไม่มีในพระไตรปิฎก?

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : คือคำมีค่ะ แต่ว่าเวลาที่เราปฏิบัติ มัน.. มัน..

ท่านอาจารย์: คำมีนะคะ

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : คำมีค่ะ

ท่านอาจารย์: คำมี เข้าใจคำนั้นหรือเปล่า!!

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : บัญญัตินี่มีเต็มไปหมดเลย คนโน้นอธิบายอย่างงัยแต่ว่าพอถึงเวลาที่เราปฏิบัติจริงๆ ไปเทียบกับบัญญัติแล้ว บางครั้งมันไม่ได้เหมือน 100%

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถึงเวลาที่เราปฏิบัติจริงๆ คำนี้มีในพระไตรปิฎกไหม?

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : มันก็มี แต่ว่า

ท่านอาจารย์: ไม่มีค่ะ ไม่มีเรา

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : อ๋อ.. ไม่มีเรา

ท่านอาจารย์: ไม่มีไปหมด

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : ใช่ ไม่มีเราค่ะ

ท่านอาจารย์: มีแต่ธรรมะที่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะแต่ละหนึ่งเกิดจริงแต่ดับเร็วมาก เพราะฉะนั้น ต้องตรงต่อทุกคำ

สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดตามลำพังเองไม่ได้เลย ถ้าค่อยๆ ฟังไป จะรู้ว่าแต่ละหนึ่งเกิดเพราะอะไร อย่างเมื่อกี้นี้จักขุปสาทรูปเกิดเพราะกรรม อันนั้นก็เป็นเพียงข้อความนิดเดียวที่เกี่ยวกับตา

แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยใช่ไหม?

ท่านผู้ฟัง (หญิง) : ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: ต้องค่อยๆ ตรงตามลำดับ ไม่มีปัจจัย ไม่มีเสียงกระทบหู ไม่มีโสตปสาทรูปที่กระทบกับเสียง จิตได้ยินจะเกิดได้ไหม? คนหูหนวกมีตั้งเยอะ คนตาบอกก็มี

เพราะฉะนั้น ธรรมะเป็นธรรมะ อันนี้ต้องเข้าใจแน่นอนว่าธรรมะจะเป็นอื่นไม่ได้ ธรรมะคือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเป็นความจริงอย่างนั้นเท่านั้น เพราะจริงอย่างนั้นเป็นอื่นไม่ได้ ต้องตรงตั้งแต่ต้นจึงจะบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าเราไม่ได้ไปถามคนอื่น คนโน้นว่าอย่างไร คนนี้ว่าอย่างไร แต่พระองค์ตรัสว่าอย่างไร!!

ทุกคำมีในพระไตรปิฎก แต่ต้องเข้าใจอย่างละเอียดมาก

เพราะฉะนั้น ก็ต้องฟังตั้งแต่ต้นใช่ไหม ถึงจะสามารถที่จะรู้แต่ละคำ แม้แต่คำว่า สังคมคืออะไร ใครบอกได้?

ถ้าไม่มี ธาตุรู้ มีสังคมอะไรไหม? แล้วสังคมมีแต่สังคมของมนุษญ์หรือ? ผึ้ง มด มีสังคมไหม? และสังคมคืออะไร?

เพราะฉะนั้น ทุกคำที่เราคิดว่าเรารู้นะ ไม่รู้เลย!! ไม่รู้เลย!! เมื่อเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้ว่าห่างไกลกันมาก เมื่อเราไปปฏิบัติ ไม่มีคำนี้ในพระไตรปิฎกเพราะไม่มีเรา ต้องตรง

สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดต้องมีปัจจัยอาศัยการเกิดขึ้น เช่นได้ยินเดี๋ยวนี้ ไม่มีโสตปสาทรูปที่เกิดจากกรรม หูหนวก ถึงมีหูถ้าเสียงไม่กระทบหูได้ยินเกิดไม่ได้ เพราะแม้ได้ยินเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เลย พิสูจน์ทุกขณะ ต้องมีปัจจัยให้เกิด แต่ต้องละเอียดลึกซึ้งกว่านั้นอีกมากทุกคำ

ได้ยินเดี๋ยวนี้เกิด เมื่อมีปัจจัยจึงเกิดใช่ไหม ถูกต้องไหม?

เพราะฉะนั้น ต้องหยุดอยู่แค่นั้น! สิ่งนี้เกิดเพราะมีปัจจัยให้เกิด ก็เกิดแล้วดับทันที ตรงไหม? เพราะมีปัจจัยให้เกิดจึงเกิดได้ แต่เกิดแล้วดับ ไม่มีปัจจัยที่จะให้อยู่ต่อไปได้เลย แค่มีปัจจัยให้เกิด

เพราะฉะนั้น ที่จะเคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ก็คือศึกษาทุกคำของพระองค์ เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น จะไม่มีผู้ใดรู้ความจริงที่กำลังปรากฏทุกขณะถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ เช่นเดี๋ยวนี้

เห็นอะไร เห็นทุกวัน เดี๋ยวนี้ก็กำลังเห็น? เห็นอะไร?

ท่านผู้ฟัง (ชาย) : เห็นอาจารย์กำลังพูดครับ

ท่านอาจารย์: นั่นไง! นั่นไง! ได้หรือ?

ท่านผู้ฟัง (ชาย) : ได้ไหมครับอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่มีทางๆ คำของพระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เห็นเฉพาะสิ่งที่กระทบตาเท่านั้น เป็นอะไรไม่ได้เลย

ท่านผู้ฟัง (ชาย) : จะไม่มีอาจารย์เข้าไปเกี่ยวข้อง

ท่านอาจารย์: ไม่มี, ธรรมะ เห็นไหม ทุกอย่างเว้นไม่ได้ ที่เคยเป็นคนนั้นคนนี้ทั้งหมด ความจริงไม่มีไม่มีอัตตาไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด

สิ่งที่มีทั้งหมดเป็นอนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แค่มีปัจจัยเกิดแล้วดับไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่เฉพาะในวันนี้ชาตินี้ แต่ว่าในสังสารวัฏฏ์จะไม่เกิดอีกเลยเพราะดับ ดับหมายความว่าดับหมดเกิดอีกไม่ได้ ที่เกิดใหม่ไม่ใช่อันเก่า

เพราะฉะนั้น ต้องฟังด้วยความเคารพจริงๆ ว่า แล้วใครล่ะจะแสดงความจริงของทุกคำไม่เว้นเลย ไม่ว่าเราจะคิดถึงอะไรก็ตามแต่

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างที่ว่าเราคิดว่า เราจะไปกราบทูลถาม ถ้าเรามีปัญหาอย่างนี้ จะเอาไปช่วยคนโน้นคนนี้ หรือสังคมได้อย่างไร นั่นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ให้ความเข้าใจกระจ่างชัดเจนกว่านั้นจนไม่เดือดร้อนที่จะต้องไปหาใครมาบอกเรื่องอะไรที่จะแก้ปัญหา

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของท่านผู้ฟัง ด้วยค่ะ