
พุทธประสงค์ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะตรัสกับใคร สมัยไหน ที่ไหน ก็เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้
ขณะที่ฟังด้วยความเข้าใจว่า ขณะนี้เป็นธรรมะไม่ใช่เรา เพียงคำว่าสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ฟังแล้วก็ลืมๆ จนกว่าเมื่อไหร่ที่ฟังบ่อยๆ ค่อยๆ ซึมจนกระทั่งอยู่ในจิต จนกระทั่งเป็นปัจจัยที่จะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรมะที่กำลังปรากฏขณะนี้ได้ทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็รู้ความต่างด้วยว่า ความเข้าใจในขั้นฟังไม่ใช่อย่างนี้ เพราะเหตุว่าในขั้นการฟังพูดถึงเห็น ก็กำลังเห็นและเห็นก็กำลังเกิดดับ แต่ก็มีคิดนึก มีได้ยิน มีอะไรด้วยไม่ใช่การที่รู้เฉพาะธาตุที่กำลังเห็นในขณะนี้ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
จุดประสงค์ก็คือว่าสิ่งที่มีจริงไม่ใช่เพียงขั้นเข้าใจ แต่ต้องถึงการที่จะค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมะทีละหนึ่งด้วยความไม่ใช่เรา นี่ยากแค่ไหน?? ... ด้วยความไม่ใช่เรา!!

ไม่ใช่เป็นการหวังว่าจะรู้ได้โดยรวดเร็ว แต่เป็นการรู้ว่า มีความมั่นคงขึ้น มีศรัทธาที่จะเป็นสัจญาณเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ซึ่งเป็นการละ
ยิ่งได้ยินคำที่รู้สึกว่ายากมาก นั่นคือวิริยกถาที่ทำให้ไม่ละเลยที่จะรู้ว่า สิ่งที่ยากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และพระสาวกทั้งหลายก็ได้เดินทางเดียวกันคือ การที่จะค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏด้วยความไม่หวัง ... ยากไหม ... ด้วยความไม่หวัง!!
เป็นทาสของโลภะมาแสนนาน แล้วก็จะพ้นจากความเป็นทาสได้อย่างไร?!
ทุกคนกำลังอยู่ในสังสารวัฏ กรงของสังสารวัฏ กรงของกิเลส ใหญ่มากเพราะว่าวันนี้อยู่ที่นั่นทั้งวันตั้งแต่ลืมตามาไม่ได้เคยออกจากกรงของสังสารวัฏของโลภะเลย ตั้งแต่เช้ามาก็อยู่ในกรงนั้นแหล่ะ สุขสบายก็อยู่ในกรง ทุกข์ก็อยู่ในกรง กรงนี้กว้างขวางมาก แล้วแต่ว่าจะอยู่ตรงไหน จะอยู่ที่โลกนี้ หรือจะอยู่ที่เทวโลก หรือจะอยู่ที่พรหมโลก หรือจะอยู่ที่อรูปพรหมโลก ก็คือกรง ซึ่งจะต้องเป็นอย่างนั้น ... ออกไปไม่ได้ยังไม่พอ ... ยังมีคุกของความเห็นผิดในกรงนั้น ... แล้วจะอยู่ตรงไหนดี??? จะออกมาจากคุกของความเห็นผิด ... ค่อยๆ เข้าใจขึ้นๆ หรือว่าอยู่ในความเห็นผิดนั้นต่อไปอีก?!

เห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของแต่ละขณะซึ่งเกิดดับเป็นปกติ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะอนุเคราะห์ให้เข้าใจถูกต้องได้ ถ้าผู้นั้นไม่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย ความจริงเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถึงจะขณะนี้รู้ไม่ได้ แต่ก็ขอให้เป็นเหมือนบุคคลในครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร ซึ่งพยากรณ์สุเมธดาบสว่าในกาลข้างหน้าอีกสี่อสงไขยแสนกัปจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนฟังไม่ได้หวังเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างสุเมธดาบส แต่ก็ปิติยินดีที่เขาไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมะในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีปังกร แต่ก็ยังมีสุเมธดาบสนี้ในกาลข้างหน้าจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาก็ยังมีโอกาสได้ฟัง แล้วเราจะรู้อริยสัจจธรรมวันนี้ จะถึงนิพพานวันนี้ จะเอากิเลสที่สะสมมาแสนโกฏกัปออกไป ... ได้อย่างไร?! นอกจากเพิ่มขึ้น
ถ้ายังไม่สนใจที่จะรู้จิตในขณะนี้ว่าเน่ายังไง สกปรกยังไง มืดยังไง การฟังพระธรรมก็จะไม่เข้าใจความจริง!!
พระธรรมเพื่อให้เข้าใจ ไม่ใช่เพื่อเราจะละกิเลส จนกว่าไม่มีเรานั่นแหละถูกต้อง จะละได้ยังไงถ้าไม่เข้าใจ ละด้วยความเข้าใจ ความเข้าใจต่างหากละไม่ใช่ใครจะละ ละด้วยปัญญา ... ปัญญาคือความเห็นถูกเข้าใจถูก ... เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏ ... ต้องเป็นความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ จึงเป็นการค่อยๆ ละ
จุดประสงค์ของการฟังธรรมะ เพื่อเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมี
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ