ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๔๔
โดย khampan.a  25 พ.ค. 2557
หัวข้อหมายเลข 24904

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์อยู่ในตัว ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๔๔

ตามปกติธรรมดา ถ้าเราเห็นสิ่งที่พอใจเราจะติดข้อง และถ้าเป็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจเราก็จะไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ยังไม่ทันจะรู้เลยว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร นี่คือ ความแรงความมีกำลังของสิ่งที่ได้สะสมมา
ถ้าเรามีอธิษฐาน (ความตั้งใจมั่น) มีความมั่นคงที่จะเป็นคนดี ที่พร้อมที่จะอภัย พร้อมที่จะเป็นเพื่อน มีความเป็นมิตร มีเมตตา ถ้าเรามีความตั้งใจที่มั่นคง ก็จะค่อยๆ มั่นคงขึ้นเรื่อยๆ เพราะเหตุว่าขณะนั้นเป็นเจตนาเจตสิกที่ตั้งไว้ในฝ่ายกุศล แต่ว่าเวลาอกุศลเกิด ก็คือขณะนั้นมีปัจจัยที่เจตนาทางฝ่ายอกุศลจะเกิด สำคัญที่สุด คือ ให้รู้ว่าธรรมเป็นอนัตตา ไม่เป็นของใคร ไม่มีใครมีอำนาจสั่งเตรียม แต่ว่าเป็นไปตามเหตุปัจจัย
ความวิจิตรของความคิด ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ในฐานะอย่างไร ก็คือ ธรรมที่เกิดขึ้น เป็นอนัตตาจริงๆ
ถ้าท่านจะย้อนคิดถึงความคิดของท่านที่แล้วมา ก็อาจจะรู้สึกว่า ไม่น่าเลยที่ความคิดที่ไม่ดีอย่างนั้นจะเกิดขึ้น แต่ความคิดนั้นเกิดขึ้นแล้ว ด้วยความเป็นอนัตตา เป็นไปตามเหตุปัจจัย
สัจจะ คือ ความจริงใจ ไม่หลอกลวงตัวเองและบุคคลอื่น ต้องเป็นความจริงใจ เป็นสัจจะ เป็นความจริง ท่านที่ศึกษาพระธรรมมีความจริงใจที่จะศึกษาเพื่อเข้าใจพระธรรม นั่นเป็นสัจจะ เป็นความจริงใจ แต่ถ้าศึกษาเพื่อเหตุอื่น คือ เพื่อลาภ เพื่อสักการะ เพื่อสรรเสริญ ขณะนั้นไม่ใช่ความจริงใจในการศึกษาพระธรรม เพราะฉะนั้น ก็ไม่เป็นสัจจบารมี
ทุกท่านที่ศึกษาพระธรรม ก็ควรที่จะได้พิจารณาจุดประสงค์จริงๆ ของการศึกษาว่า มีความจริงใจต่อการที่จะเข้าใจพระธรรม เพื่อที่จะขัดเกลากิเลส เพื่อที่จะอบรมเจริญปัญญา ที่จะละกิเลสได้เป็นสมุจเฉท (ถอนขึ้นได้อย่างเด็ดขาด) เท่านั้น ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น นี่คือสัจจบารมี ถ้าเป็นบารมีแล้ว หมายความว่า ต้องเพื่อให้ถึงฝั่ง คือ การดับกิเลส
จุดประสงค์ของการศึกษาพระธรรม เพื่อให้รู้ความจริงของสภาพธรรม ว่า ไม่ใช่จะไปบังคับ แต่ว่ารู้ได้ว่า สภาพธรรมทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
เป็นคนกล้าหรือขลาด? วันหนึ่งๆ มีความกล้าอะไรบ้างหรือเปล่า กล้าที่จะพูดในสิ่งที่ถูกหรือเปล่า หรือกล้าที่จะเป็นผู้ที่สุจริต โดยที่ไม่กลัวต่อความเดือดร้อน ความลำบาก ความขัดสน ความยากจน หรือเปล่า?
ผู้อบรมเจริญปัญญา ได้รับการอุปถัมภ์ด้วยการอุปถัมภ์ คือ วิริยะ ย่อมไม่เสื่อม คือ ไม่เสื่อมรอบจากกุศลธรรมทั้งหลาย เช่นเดียวกับเรือนเก่าย่อมทรงอยู่ได้ เพราะมีเครื่องค้ำจุน คือ เสาที่เอาเข้ามาใส่ ฉะนั้น ขณะนี้ถ้าใครเบื่อ ใครขี้เกียจ ใครง่วง ใครท้อถอย ให้ทราบได้ว่า เหมือนเรือนเก่าซึ่งกำลังผุพัง เพราะไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ หรือว่าไม่สามารถดำรงอยู่ หรือ ไม่สามารถดำเนินไปในกุศลทั้งหลายได้ เพราะฉะนั้น วิริยเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่มีลักษณะอุปถัมภ์ค้ำจุน และ มีการประคอง เช่นเดียวกับเรือนเก่าที่ต้องเอาเสาเข้ามาใส่ จึงจะประคองให้เรือนนั้นตั้งอยู่ได้
ขณะที่จิตใจกำลังเป็นอกุศล ขณะนั้นไม่สงบ
ถ้าเราจะมีเมตตาต่อคนดี ไม่ยาก เพราะเขาดี แต่ถ้าคนไม่ดี เป็นบทฝึกหัด เป็นบทพิสูจน์ เป็นเครื่องทดลองว่า เมตตาของเราเจริญขึ้นบ้างหรือเปล่า
จะจากโลกนี้ไปแล้ว อะไรๆ ก็ไม่สามารถจะเอาไปได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองวัตถุสิ่งของต่างๆ ถ้าเราสะสมอกุศลธรรมไว้มาก คือ โทสะ ชาติต่อไปเราก็เป็นคนที่มักโกรธ แต่ถ้าเราสะสมเมตตาเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ชาติหน้าไม่มีปัญหาต้องมาถาม,ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา รู้ความจริงอันนี้หรือยัง? ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ถ้าเรามีเมตตาขณะนี้ ต่อไปก็มีปัจจัยให้เมตตาเกิดขึ้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้แจ้งว่า ไม่มีใครสามารถจะไปดับโลภะ โทสะ โมหะของอุบาสกอุบาสิกาหรือบรรพชิตที่มาเฝ้าและกราบทูลถามปัญหา เลย พระองค์ทรงแสดงพระธรรมตลอด ๔๕ พรรษา เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ตราบใดที่ยังยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือ เป็นตัวตน ที่จะพ้นทุกข์ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้ารู้ตามความจริงว่า สภาพธรรมแต่ละอย่างไม่เที่ยง เกิดมาแล้วไม่มีสักขณะจิตเดียวที่เที่ยง ถ้ารู้ความจริงและประจักษ์อย่างนี้จริงๆ ไม่มีการยึดมั่นว่าเป็นเรา ความทุกข์ก็จะน้อยลง
ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอนาคามีบุคคล อย่าไปถามใครเลยเรื่องวิธีอื่นที่จะทำให้ไม่มีโทสะ เพราะเหตุว่ามีวิธีเดียวเท่านั้น คือ ต้องอบรมเจริญปัญญาจนรู้แจ้งอริยสัจจธรรมถึงขั้นพระอนาคามีบุคคลเมื่อใด เมื่อนั้นจึงจะไม่มีโทสะ

ถ้าเป็นไปด้วยความโกรธ ความขุ่นเคืองใจ หรือ แม้ด้วยความเห็นแก่ตัว แล้ว ขณะนั้นเราไม่ได้ชนะใครเลย แต่เราพ่ายแพ้ให้กับกิเลสของตนเอง
คนโกรธ ไม่รู้ตัวเลย แต่คนอื่นที่ดูอยู่ รู้เลยว่า คนโกรธ หน้าเปลี่ยน ถมึงทึง น่ากลัว ไม่น่าดูเลย
พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ไม่เคยนำความทุกข์ ความเดือดร้อน มาให้แก่ใครเลยแม้แต่น้อย
ประโยชน์ของการฟังพระธรรม คือ ความเข้าใจ
เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นเหตุที่จะทำให้ชีวิตประจำวันของทุกท่าน ดำเนินไปตามคลองของพระธรรม

ขอเชิญผู้ศึกษาพระธรรมร่วมกัน (สหายธรรม) ร่วมแบ่งปันธรรมด้วยครับ

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๔๓ [สัปดาห์ที่ ๑๔๓]


...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 25 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

@ เป็นหน้าที่ของธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม สะสมความไม่รู้มามาก จะให้รู้เร็วไม่ได้

เพราะปัญญายังน้อย ต้องเริ่มจากการฟังให้เข้าใจว่าธรรมคือะไร ไม่มีใครปฏิบัติ

ธรรมปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่เข้าใจ อดทนที่จะฟังและเข้าใจความจริงว่าเป็นธรรม

แม้ขั้นการฟัง นี่คือ หนทางดับกิเลส

@ ในยุคที่พระธรรมวินัยยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ จึงเป็นโอกาสอันประเสริฐที่ท่านควร

จะได้ศึกษาและน้อมมาประพฤติปฏิบัติตาม เพราะเป็น ขณะที่หาได้ยากยิ่ง

@ ทุกท่านก็จะพิจารณาได้นะคะ วันนี้ท่านก็รู้ค่ะ มีใครไม่รู้ว่า ทุกอย่างเป็นธรรม

ในขณะนี้ก็พูดตามได้ ทุกอย่างเป็นธรรมตั้งแต่เกิดจนตาย กำลังเห็นก็เป็นธรรม

กำลังได้นยินก็เป็นธรรม กำลังคิดนึกก็เป็นธรรม สุขทุกข์ก็เป็นธรรม พูดอย่างนี้อยู่

เสมอ แต่ว่ารู้จริงๆ ในขณะเห็น ในขณะที่ได้ยิน รู้ในขณะที่คิดนึกว่า ไม่ใช่ตัวตน

เป็นแต่เพียงสภาพธรรม แต่ละอย่างจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม

แต่ละครั้ง ก็ต้องไม่ลืมว่า จุดประสงค์เพื่อระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่กำลัง

ปรากฏในขณะนี้ เพราะฉะนั้น ก็คือการอบรมเจริญสติปัฏฐาน เป็นปกติในชีวิต

ประจำวัน

@ ลองนึกถึงวันที่ไม่ฟังพระธรรม วันนั้นเป็นยังไงบ้าง อกุศลมากสักแค่ไหน เพราะ

ฉะนั้นการฟังแต่ละครั้งก็เหมือนกับจะเป็นสี่งที่เกื้อกูล ให้หายจากความมัวเมาด้วย

อกุศลในวันหนึ่งๆ เพราะว่าไม่ว่าจะเห็น จะได้ยิน จะได้กลี่น จะคิดนึก ไม่วาจะ

กระทบสี่งที่กระทบสัมผัส เป็นเรื่องที่ว่า อกุศลเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่รู้ เพราะฉะนั้น

การที่กุศลจะเกิดแต่ละขณะ เหมือนคนที่ไม่มีกำลัังป่วยหนักเป็นไข้ แม้แต่จะพลิก

ตัว เพื่อที่จะกลับเป็นกุศล ก็ยังจะต้องอาศัยเชิอกที่ขึงไว้ แล้วก็โหนจับเชือกนั้น

เพื่อทีี่จะพยุงตัวให้ลุกขึ้น นี่คือการอาศัยพระธรรม เพื่อที่จะให้กุศลจิตเกิดแต่ละครั้งๆ

@ ขณะที่กำลังฟังนี้คือการอบรมเจริญปัญญา รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

ตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เพื่อที่จะให้เวลาที่สติระลึก จึงมีความรู้

ในขณะนั้นว่า ไม่ใช่ตัวตนอย่างไร ถ้าไม่อาศัยการฟัง เรื่องของสภาพธรรม จนกระทั่ง

เข้าใจในสภาพที่เป็นอนัตตาละเอียดขึ้น ก็ไม่มีทางที่พอสติระลึก แล้วจะละการยึดถือ

สภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตนได้

@ ใครที่มักโกรธในชาตินี้ให้ทราบว่า ชาติก่อนๆ ก็ต้องมักโกรธ แล้วถ้าชาตินี้ยัง

มักโกรธ อย่างชาตินี้ต่อไปอีก ก็นึกถึงภาพชาติหน้าได้ ว่าจะเป็นอย่างไร อยากจะ

เป็นอย่างนั้นต่อไป หรืออยากจะเป็นอย่างอื่น ที่ไม่ใช่อย่างนี้ ถ้าอยากเป็นอย่างอื่น

ก็ต้องเรื่มสะสมทางฝ่ายกุศลไว้เสียแต่เดี๋ยวนี้ บางท่านบอกว่า ท่านมีอายุมากแล้ว

เวลาท่านเหลือน้อยแล้ว ไม่เกี่ยวกับการที่จะประพฤติปฏิบัติ ถ้าทำเสียวันนี้ ไม่มี

น้อยค่ะ สำหรับเวลาที่ยังเหลืออยู่เพราะว่าท่านเรี่มทำ แต่ถ้าถึงจะมีเวลาอีกนานมาก

สักเท่าไรก็ตาม แต่ไม่เรี่มสักทีหนึ่ง ชาติหน้าจะมีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ที่จะ

ขัดเกลากุศลอย่างนี้อีกหรือเปล่า ก็เป็นสี่งซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 2    โดย papon  วันที่ 25 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย วันชัย๒๕๐๔  วันที่ 25 พ.ค. 2557

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

...ขณะนี้!!! ความน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ของปัญญา

ก็คือ สามารถที่จะมีความเห็นถูก มีความเข้าใจถูก

ในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้

ว่า สิ่งใดก็ตาม ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ปรากฏ

สิ่งนั้น ดับแล้ว

เพราะฉะนั้น การอบรมปัญญา ต้องตรงกับที่ได้ยิน ได้ฟัง ทั้งหมด

แล้วก็จะรู้ได้ว่า

ทุกคำที่ทรงแสดง เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ละเอียดอย่างยิ่ง ยากที่จะรู้อย่างยิ่ง

เพราะเหตุว่า กำลังปรากฏ

ไม่ต้องไปหาที่ไหนเลย...

.........

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของคุณคำปั่น อักษรวิลัย และ คุณเผดิม ยี่สมบุญ ครับ


ความคิดเห็น 4    โดย papon  วันที่ 25 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 5    โดย thilda  วันที่ 25 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 6    โดย j.jim  วันที่ 26 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย Jans  วันที่ 28 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 8    โดย jaturong  วันที่ 28 พ.ค. 2557

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ