ก่อนรู้จัก และหลังรู้จัก
โดย bua  9 ก.ค. 2550
หัวข้อหมายเลข 4221

ทำไมตอนแรกที่เรารู้จักใครคนหนึ่ง เราก็เห็นอะไรสวยงามไปหมด เห็นว่าเขาน่ารู้จัก เห็นแต่ข้อดีๆ ของเขา แต่พอคบๆ ไป เราก็เห็นข้อไม่ดีของเขา ก็เหมือนเราจะเห็นข้อไม่ดีของเขามากขึ้น และก็พยายามหาข้อดีของเขา และคิดเสมอว่าคนที่บ้านเราก็มีข้อไม่ดีเหมือนกันทำไมเราไม่รู้สึก แต่กับคนอื่นเวลาเราเห็นข้อไม่ดีของเขาเราก็มองอยู่นั่นแหละ มันเป็นเพราะอะไรกัน



ความคิดเห็น 1    โดย แล้วเจอกัน  วันที่ 9 ก.ค. 2550

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

เมื่อเราชอบใครซักคน เราก็มักมองข้ามส่วนที่ไม่ดีของเขา ตรงนี้ไม่เป็นไร แล้วก็มองส่วนที่ดีด้วยอำนาจโลภะ ไม่ใช่เมตตา แต่เมื่อได้กระทบสิ่งที่ไม่ดีจากคนนั้นที่แสดงออกมาบ่อยๆ ก็ย่อมทำให้เปลี่ยนความรู้สึกได้ที่เคยชอบกัน เพราะทำให้เกิดโทมนัสเวทนากับเราบ่อยๆ เหมือนของบางสิ่งที่ให้สิ่งที่ไม่ดี เช่น เข็มฉีดยา เราก็ไม่ชอบสิ่งนั้นได้เพราะให้เวทนา ความรู้สึกที่ไม่ดี แม้การได้รับกระทบสิ่งที่ไม่ดีจากคนนั้นบ่อยๆ อันทำให้เกิดความขุ่นใจหรือโทสะก็ทำให้เปลี่ยนจากชอบเป็นไม่ชอบ และเมื่อไม่ชอบก็ย่อมมองส่วนที่ไม่ดีของเขาด้วยจิตที่เป็นอกุศล ไม่ใช่กุศล เพราะเราทรงจำสิ่งที่ไม่ดีของเขาไว้มากกว่า แต่ประการที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องขัดเกลากิเลสในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่อง เมตตา การเห็นความไม่ดีของคนอื่นด้วยกุศลด้วยความเห็นใจและเข้าใจก็ได้ หรือเห็นความดีของคนอื่น แม้คนในบ้านเป็นอกุศลก็ได้ ด้วยความยินดีติดข้อง ดังนั้นประโยชน์ก็คือ ประการสำคัญเห็นความไม่ดีและความดีของบุคคลแต่ละคนแล้วจิตเป็นอย่างไร?


ความคิดเห็น 2    โดย wannee.s  วันที่ 11 ก.ค. 2550

ปัญญาจะรู้ได้ต่อเมื่อได้สนทนากัน คนที่จะรู้ว่าใครมีศีลหรือไม่มีศีลต้องอยู่ด้วยกันนานๆ และต้องมีปัญญาด้วยจึงจะรู้


ความคิดเห็น 3    โดย ajarnkruo  วันที่ 11 ก.ค. 2550

ควรเจริญเมตตา และอดทนต่อความไม่ดีของผู้อื่นครับ เขายังมีความไม่รู้ แต่เราเป็นผู้ที่รู้ความจริงของชีวิต จากการศึกษาพระธรรมมาบ้างแล้ว จึงควรให้อภัยในความไม่ดีที่เขาแสดงกับเรา หรือระลึกว่า อกุศลวิบากที่ได้เรารับผลอยู่นั้น ก็เป็นสภาพธรรมสภาพหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับ หนีก็ไม่พ้น เพราะเคยกระทำมาแล้วในอดีตก็ได้ การที่เราเห็นความไม่ดีของเขามากขึ้นๆ ต้องย้อนถามตัวเองว่า ทุกข์นี้เป็นเพราะปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ในสิ่งนั้นหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้องยอมรับว่า เราปรารถนาที่จะไม่เศร้าไม่ได้ ปรารถนาที่จะไม่ขุ่นใจ ไม่น้อยใจ ไม่ผิดหวัง ก็ไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยพร้อมจะเกิด ก็เกิด ทางที่ดีจึงควรระวังใจตัวเองให้มากเวลาที่ได้ยินคำพูดหรือได้เห็นการกระทำที่ไม่ดีจากคนอื่น ที่ไม่เคยระวังใจตัวเอง ก็จะไม่มีผลให้เราต้องเดือดร้อนหนักหนา แต่กลับพร้อมจะเกิดเมตตาได้โดยง่าย และทันที คนในบ้านของเรา เช่น พ่อแม่ แม้จะขุ่นใจกันบ้าง บางทีก็อาจจะมีปากเสียงกัน แต่ท่านก็ยังคงทำดีให้กับเราโดยอาจจะหวังบ้าง ไม่หวังบ้าง เราจึงยังอุ่นใจเสมอ ว่ายังคงมีคนที่รักเราอยู่ แต่กับคนอื่นที่เข้ามาในชีวิตเรา เขาไม่ได้รักเราอย่างที่เราคิด และไม่ได้มาทำดีกับเราจนถึงขั้นต้องเทิดทูนบูชา ความผูกพันจึงมีน้อย เวลาเขาทำผิด ทำไม่ดีกับเราที ถ้าเมตตาไม่เกิด จะเอาความดีน้อยนิดของเขามาช่วยไม่ให้เราคิดในแง่ลบด้วยความที่ยังมีเรา มีตัวตน คงจะเป็นได้ยากครับ เมตตานั้นเป็นกุศลเจตสิก เกิดกับจิตที่ดี ก็มีกำลังร่วมจากโสภณเจตสิกอื่นๆ อีกตั้งเป็นสิบ ขณะเกิดนั้นก็เบาใจ สบายใจ โล่งใจ ที่ได้ละได้คลาย ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ไปได้บ้างแม้จะสักขณะหนึ่ง (ที่สำคัญ ถ้ายิ่งเมตตาเกิดร่วมกับปัญญาจะมีผลแค่ไหน อย่าลืมอานิสงฆ์แห่งการเจิญเมตตานะครับ) อย่างนี้แล้ว ทำไมเราจึงไม่เริ่มที่จะเป็นผู้เจริญเมตตาให้เกิดบ่อยๆ เสียเองตั้งแต่ตอนนี้ละครับ


ความคิดเห็น 4    โดย แล้วเจอกัน  วันที่ 11 ก.ค. 2550

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 5    โดย อิสระ  วันที่ 12 ก.ค. 2550

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 6    โดย natnicha  วันที่ 13 ก.ค. 2550

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย แล้วเจอกัน  วันที่ 29 ส.ค. 2550

ดีใจที่ได้คนดีๆ เป็นเพื่อน ไม่เสียใจที่ไม่ได้คนไม่ดีเป็นเพื่อน


ความคิดเห็น 8    โดย พุทธรักษา  วันที่ 30 ส.ค. 2550

เพื่อนดีก็มี เพื่อนไม่ดีก็มี ขึ้นอยู่กับระดับที่จะคบ (เพราะชีวิตจริงหลีกเลี่ยงยาก) พิจารณาประโยชน์และเจตนา (กุศล) ก่อนเสมอ. ที่สำคัญ ไม่มีใครดีพร้อม แม้แต่ตัวเอง ถ้าทุกอย่างเป็น"ธรรม" ไม่ใช่"เรา" จริงแล้วจะมี "ใคร" ให้ตัดสิน.


ความคิดเห็น 9    โดย แล้วเจอกัน  วันที่ 30 ส.ค. 2550

สุดท้าย ก็มาเป็นเพื่อนในพระธรรมนะ ดีที่สุดเลย


ความคิดเห็น 10    โดย yu_da2554hotmail  วันที่ 15 พ.ย. 2566

ยินดีในกุศลจิตค่ะ