ปลูกฝังไว้ในความลึกซึ้งเมื่อมีการฟังทุกคำ 
โดย เมตตา  4 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 51971

ท่านอาจารย์: รู้แจ้งการฟังว่า ขณะนี้มืดใช่ไหม? สว่างนิดเดียว แค่จุดเดียวที่กระทบตา

อ.ณภัทร: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ฟังแล้วรู้ความจริงอย่างนี้ใช่ไหม หรือฟังแล้วก็ไม่ได้รู้ความจริงอย่างนี้เลยเมื่อไม่ได้ไตร่ตรอง แค่คำ

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นต้องเป็นสิ่งที่กระทบตา แค่ฟัง!! แต่ความลึกซึ้งล่ะ!! ตาเล็กแค่ไหน? สิ่งที่กระทบตาเล็กแค่ไหน? กระทบแล้ว เห็นแล้วดับหมด เร็วแค่ไหน!! ยังไม่เป็นอะไรหมด นอกจากแค่สิ่งที่กระทบตา

ฟังอย่างนี้มีประโยชน์ไหม?

อ.ณภัทร: มีประโยชน์อย่างยิ่งครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ประโยชน์อย่างยิ่ง คือเริ่มเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งซึ่งไม่สามารถจะรู้เองได้ แม้เกิดมาก็เป็นอย่างนี้ แต่ก็รู้ไม่ได้ เพราะการเกิดดับสืบต่อเร็วมาก

เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงทุกขณะ แต่ละหนึ่งขณะ "แต่ละหนึ่งขณะ" แค่คำนี้ เขัาใจว่าอย่างไร "แต่ละหนึ่งขณะ" เข้าใจว่าอย่างไร!! เป็นขณะเดียวกันไม่ได้ ซ้ำกันไม่ได้ และขณะหนึ่งต้องหมดไป แล้วจึงจะมีขณะต่อไปได้ แค่นี้ค่ะ!!

ปลูกฝังไว้ในความลึกซึ้งเมื่อมีการฟังทุกคำ ต้องไตร่ตรองพิจารณาทุกคำแม้แต่คำว่า "หนึ่งขณะ" ทีละหนึ่งขณะแต่เร็วมากเกิดดับสืบต่อกันไม่ปรากฏ ต่อกันเร็วแค่ไหนจึงไม่ปรากฏ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อทรงตรัสรู้ความจริง

เพราะฉะนั้น แต่ละคำ ไม่ต้องรีบร้อนเลย เพราะอวิชชาความไม่รู้ปกปิดไว้ตั้งแต่สว่างทั้งวัน แค่นี้!! ปิดความจริงไว้แค่ไหน? มืดทั้งวันสิ สว่างแต่เฉพาะตรงที่กระทบตา แล้วก็ดับด้วย อย่างอื่นนอกจากนั้นมืดทั้งนั้น แต่โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง

เพราะฉะนั้น โลก (โล + กะ) ถ้าไม่เกิดไม่มี เพราะฉะนั้น เกิดแล้วดับ ก็รู้ความจริงไม่ว่าจะโลกไหนทั้งหมด คือสิ่งที่มีเกิดขึ้นเป็นโลกทั้งนั้น ขณะนั้นดับไม่กลับมาอีกเลย

ละคลายแล้วยัง?

อ.ณภัทร: ยังครับ

ท่านอาจารย์: อีกนานไหม?

อ.ณภัทร: นานแสนนานครับ

ท่านอาจารย์: รอไหวไหม? อดทนไหวไหม? หรือบางคนไปล่ะ ไม่เอาแล้ว

อ.ณภัทร: ก็ไม่คิดเลยที่จะรอ เพราะรู้ว่านานมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ฟังให้เข้าใจขึ้น จึงจะรู้ว่าขณะนั้นได้เข้าใจอะไรบ้าง และนานแค่ไหน? น้อยกว่าที่ไม่รู้เลย แต่น้อยตามกำลังของความเข้าใจ

ขั้นฟังทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่รู้ว่า ต้องมีหนทางที่จะรู้ความจริง และถ้าไม่รู้ว่า หนทางนั้นคืออะไร ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่า ออกจากความมืดของอวิชชาได้ด้วยผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้ทรงแสดงความจริง ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อทุกคน เราที่กำลังได้ฟังนี่ค่ะ กว่าที่พระองค์จะตรัสรู้ให้เราได้ฟัง ทรงบำเพ็ญพระบารมียิ่งกว่าใคร ประมาณไม่ได้เลย เห็นคุณไหม?

เกิดมาต้องตายทุกคนทุกขณะที่มีดับ ดับหมดไม่เหลือเลย สืบต่อกันเร็วจนไม่รู้ แล้วก็ถึงขณะสุดท้ายที่จะต้องจากโลกนี้ไป ถ้าไม่เคยฟังธรรมะเลย ไม่รู้เลย ก็ไปด้วยความไม่รู้สะสมไปอีก

แต่ถ้าได้ฟังบ้าง เช่น ขณะนี้ เป็นต้น เป็นการปลูกฝังความเห็นถูกกว่าจะถึงระดับที่ประจักษ์แจ้งความจริงอย่างที่ได้ฟัง ต่างกันไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าความจริงที่ฟังเป็นอย่างหนึ่ง ประจักษ์แจ้งอีกอย่างหนึ่ง อย่างนั้นไม่ใช่ความจริงแน่ แต่ความจริงต้องเป็นความจริงเสมอทุกระดับ

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: ละคลายแล้วยัง?

อ.ณภัทร: ยังไม่ละคลายครับ

ท่านอาจารย์: แต่เริ่มปลูกฝังการที่จะละคลายเมื่อเข้าใจว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วดับไป จะเป็นเราจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้

เพราะฉะนั้น อยู่ในโลกของความไม่รู้หนาแน่นมาก แต่ละขณะเดี๋ยวนี้ไม่รู้ เห็นเกิดแล้วดับไม่รู้ ได้ยินเกิดแล้วดับไม่รู้ คิดเกิดแล้วดับไม่รู้ ทุกขณะเกิดแล้วดับไม่รู้ เพราะฉะนั้น ก็ทับถมไปอีก

แต่ขณะใดที่ได้ฟัง ก็เหมือนขณะที่ได้เข้าใจความจริงขณะนั้น แล้วก็ถูกทับถมต่อไปด้วยขณะอื่นที่ไม่เข้าใจต่อไป

เพราะฉะนั้น จึงต้องอดทนประมาณไม่ได้ กว่าจะรู้ความจริงตามลำดับ ตั้งแต่ปริยัติ ปฏิปัตติ ปฏิเวธะ

อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์กล่าวว่า สว่างนี่นิดเดียว แล้วก็มืดตลอด นี่เป็นข้อความที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ เพราะว่าความจริงคืออย่างนั้นครับ แล้วก็ถ้าไม่ได้ฟังไม่ได้พิจารณาก็คิดว่า สว่างทั้งวันจริงๆ ครับ

ท่านอาจารย์: และถ้ามั่นคงจริงๆ เดี๋ยวนี้เอง

อ.ณภัทร: ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เดี๋ยวนี้เองสว่างนิดเดียว เดี๋ยวนี้เองมืดตลอด แต่ว่าความรวดเร็วของสิ่งที่กระทบตาสว่าง ความสว่างปิดบังขณะอื่นหมด ก็ทำให้ไม่รู้เลยว่า ขณะอื่นไม่สว่าง

เพราะฉะนั้น น่าอัศจรรย์ไหมในการที่ความจริงลึกซึ้ง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงบำเพ็ญพระบารมีจนประจักษ์แจ้ง เมื่อประจักษ์แจ้งพระองค์ตรัสว่า ธรรมะละเอียดลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้ นี่คือคำที่ได้ตรัสเมื่อประจักษ์แจ้งแล้ว

เพราะฉะนั้น คนที่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง คำนี้เป็นอย่างไร ละเอียดลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้เท่าที่ได้ฟัง ถ้าได้ฟังน้อยก็แค่นี้เอง ถ้าได้ฟังต่อไปอีก ต่อไปอีกๆ ก็จะมั่นคงว่า ไม่มีเรา และก็รู้ว่าขณะนี้ที่ไม่ใช่เรามีอะไรบ้าง แต่ละหนึ่งขณะหลากหลายต่างกัน พระองค์ทรงแสดงไว้ตลอด ๔๕ พรรษา แต่ต้องฟังด้วยความเคารพอย่างยิ่งสูงสุด

แค่ธรรมะทั้งปวงไม่เหลือเลย เวลานี้ก็ยังไม่ใช่ทั้งปวง

อ.ณภัทร: ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ