ไม่ทอดทิ้งผู้ที่กำลังจมอยู่ในอกุศล
โดย เมตตา  9 มิ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52475

[เล่มที่ 41] พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ -หน้า ๒๘๘

พระสารีบุตรเถระพาท่านพระราธะ (ผู้บวชเมื่อแก่) หลีกไปสู่ที่จาริกแล้ว กล่าวสอนพร่ำสอนท่านเนืองๆ ว่า "สิ่งนี้ คุณควรทำ, สิ่งนี้ คุณไม่ควรทำ" เป็นต้น. ท่านพระราธะได้เป็นผู้ว่าง่าย มีปกติรับเอาโอวาทโดยเคารพแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อท่านปฏิบัติตามคำที่พระเถระพร่ำสอนอยู่โดย ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว (เป็นพระอรหันต์) . พระเถระพาท่านไปสู่สำนักพระศาสดา ถวายบังคม นั่งแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกะท่านแล้ว ตรัสว่า “ดูก่อนสารีบุตรอันเตวาสิก (ลูกศิษย์) ของเธอ เป็นผู้ว่าง่าย แลหรือ?”

พระสารีบุตรเถระ กราบทูลว่า “อย่างนั้น พระเจ้าข้า เธอเป็นผู้ว่าง่ายเหลือเกิน เมื่อโทษไรๆ ที่ข้าพระองค์แม้กล่าวสอนอยู่ ไม่เคยโกรธเลย” พระศาสดา ตรัสถามว่า "ดูก่อนสารีบุตร เธอเมื่อได้ลูกศิษย์เห็นปานนี้ จะพึงรับได้ประมาณเท่าไร?"

พระสารีบุตร กราบทูลว่า "ข้าพระองค์พึงรับได้แม้มากทีเดียว พระเจ้าข้า".


อ.คำปั่น: ซาบซึ้งในคำจริงที่ท่านอาจารย์กล่าวครับ เป็นประโยชน์ทุกคำเลยครับ สำหรับประเด็นที่จะขอโอกาสกราบเรียนท่านอาจารย์ต่อเนื่อง ก็คือเมื่อสักครู่ที่ อ.อรรณพ ได้กล่าวถึงมงคลข้อหนึ่ง ก็คือความเป็นผู้ว่าง่ายครับ เป็นคำที่ไพเราะมากเลยครับ ความเป็นผู้ว่าง่าย ก็คือเป็นบุคคลผู้อันบุคคลอื่นพึงว่ากล่าวได้โดยง่ายครับ

กราบท่านอาจารย์ครับว่า เหตุปัจจัยอะไรครับที่จะเกื้อกูลให้เป็นผู้ว่าง่ายอ่อนน้อมต่อพระธรรมที่จะศึกษา แล้วก็น้อมประพฤติตามพระธรรมจริงๆ ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: การรู้ประโยชน์ยิ่งของความเห็นถูกความเข้าใจถูกตามความเป็นจริง ไม่ง่านนะ อีกยาวไกลมาก อย่างตามความเป็นจริง เดี๋ยวนี้ มืดหรือสว่าง?! แค่นี้ก็อกุศลเท่าไหร่แล้วที่ไม่รู้เลย นานเท่าไหร่แล้วต่อไปอีก

เพราะฉะนั้น กิเลสอื่นมากมายมหาศาลที่มากลุ้มรุมไม่เห็นแน่ เพราะแม้แต่ความตรงความจริงว่า ธรรมที่จะปรากฏได้ว่า แต่ละหนึ่งแยกขาดจากกัน ที่จะไม่ปนกันเลย ถ้าไม่มีความมืดคั่น ไม่มีอะไรเหลือในความมืด จะรู้ไหมว่าแต่ละอันนี่หลากหลายมาก

อ.คำปั่น: ไม่รู้เลยครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังไว้ๆ กว่าความเข้าใจจะ เพิ่มขึ้นๆ จนมั่นคง โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง แต่ปรากฏเป็นคนเป็นสัตว์เป็นเขาเป็นเรา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ติดข้องเสียใจมากมาย พิสูจน์ว่า ชีวิตประจำวันนี่ปัญญา หรืออวิชชามากกว่ากัน

เห็นโทษอย่างนี้ แล้วจะไม่สะสมการเข้าใจความจริงเพิ่มขึ้นหรือ ว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีพวกเราช่วยกันศึกษาช่วยกันจูงมือคนละข้าง ใครจะไปทางไหนผิดก็ดึงกลับมา หรือว่าให้รู้ความจริงแล้วแต่เขาจะต่อต้าน หรือจะว่าง่าย เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในอำนาจของใคร เพราะธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่จะรู้ได้ไหมว่า ใครเป็นมิตรแท้? ใครเป็นเพื่อนดี? ใครเป็นคนหวังดี? ไม่ตามไปในทางที่ผิด

อ.คำปั่น: ซาบซึ้งมากเลย ไพเราะตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้ายเลยครับท่านอาจารย์ ยิ่งเห็นเลยครับว่า ประโยชน์ของความเข้าใจถูกเห็นถูก คือประโยชน์ของปัญญา เป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของปัญญาที่เข้าใจความจริงเป็นเครื่องเกื้อกูลโดยตลอดจริงๆ ครับ

พอได้ฟังอย่างนี้กระผมก็ซาบซึ้งอย่างยิ่งในการที่ค่อยๆ ได้สะสมความเข้าใจในความเป็นจริงของธรรม แต่ละหนึ่งๆ ครับ เป็นประโยชน์อย่างมากเพราะว่ามีแต่ธรรมเท่านั้น ไม่มีใครเลย ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเลย มีแต่ธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป และที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความเป็นมิตรความเป็นเพื่อนที่ดี มีแต่ความหวังดีมีแต่ความปราถนาดี แม้บุคคลผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของอกุศล ถูกอกุศลครอบงำ ผู้ที่หวังดีก็จะหวังดีโดยตลอด ที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงว่า ก็คือไม่ทอดทิ้งผู้ที่กำลังจมอยู่ในอกุศลครับ เป็นคำที่ไพเราะมาก ฟังแล้วก็ปลาบปลื้มมากครับ พระธรรมที่พระสัมมาสีมพุทธเจ้าทรงแสดงไม่มีแม้แต่คำเดียวที่จะส่งเสริมให้เกิดอกุศลเลยครับ

พอได้คำตอบจากประเด็นคำถามที่กระผมได้กราบเรียนถามท่านอาจารย์ เหตุปัจจัยที่ทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อ่อนน้อมต่อพระธรรม ก็คือเห็นประโยชน์ของการได้เข้าใจความจริงครับ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านได้ที่ ..

ผลของความเป็นผู้ว่าง่าย [ท่านพระราธะ]

ความเป็นผู้ว่าง่าย [มังคลัตถทีปนีแปล]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.คำปั่น ด้วยค่ะ