ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๐๑๕
โดย khampan.a  11 ก.ย. 2554
หัวข้อหมายเลข 19706

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมในแต่ละครั้งรวบรวมเป็นธรรมเตือนใจสั้นๆ เหมาะสำหรับผู้ที่มีเวลาน้อย เพื่อศึกษาและพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ถึงแม้ว่าจะเป็นข้อความที่สั้น แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์อยู่ในตัว ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

[ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๕]

[1] ขณะนี้ทุกคนมีอันตรายรอบข้าง อาจจะคิดว่าเป็นอันตรายจากโจร จากผู้ร้าย จากคนที่ไม่หวังดี แต่บุคคลเหล่านั้นไม่สามารถจะทำร้ายใจของท่านได้ อย่างมากที่สุดที่จะทำร้ายได้ ก็คือ ทำร้ายกาย ทำร้ายทรัพย์สมบัติ แต่สำหรับจิตใจนั้นต้องเป็นกิเลสของท่านเอง เพราะฉะนั้น ทุกคนกำลังอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัย แล้วแต่ว่าขณะใดกิเลสจะเกิดขึ้นทำร้ายเมื่อใด ขณะนั้นก็จะเห็นได้ว่าอยู่ไม่ปลอดภัยเลย

[2] แต่ละคนก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ชีวิตของใครจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สุขสบาย ทุกข์ยาก ลำบาก มากน้อยสักเท่าใด จะเห็นอะไร ได้ยินอะไร ทั้งหมดก็ให้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นจริงๆ

[3] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นประโยชน์ และโทษแม้ของการคบค้าสมาคม เพราะเหตุว่าถ้าได้คบหากับผู้ที่เป็นบัณฑิต ก็ย่อมเป็นผู้ที่มีปัญญาเจริญขึ้น กุศลธรรมเจริญขึ้น แต่ถ้าได้สมคบกับคนพาล ย่อมเศร้าโศกสิ้นกาลนาน เพราะเมื่อคบหาสมาคมกับคนพาล ในที่สุดก็จะคล้อยตามคนพาลทุกอย่าง ทั้งความคิด การกระทำ และคำพูด มีแต่จะทำให้ถึงความเสื่อมโดยส่วนเดียว

[4] ถ้าพูดไม่จริง ก็เหม็นเหมือนคูถ ในสายตาในความคิดของพระอริยเจ้า เห็นว่าเป็นคำพูดที่เหม็นเหมือนคูถจริงๆ แต่ถ้าเป็นคำจริง ก็เป็นคำพูดที่หอมเหมือนดอกไม้ และถ้าเป็นคำที่เว้นขาดจากคำหยาบ โดยพูดวาจาที่ไม่มีโทษ พูดแต่วาจาที่ไพเราะเสนาะโสต (หู) เป็นที่รัก จับใจ เป็นวาจาของชาวเมือง ก็เป็นคำที่หวานปานน้ำผึ้ง ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง ก็จะต้องคิดด้วยว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์
[5] ถ้าเป็นประโยชน์ คือ เพื่อให้กุศลจิตเกิด ให้มีความเข้าใจถูก ให้พ้นจากอกุศลซึ่งจะติดตามมาอีกมากมาย ก็ควรที่จะพูด แต่ว่าไม่ใช่จงใจเจตนาที่จะพูดเพื่อที่จะให้เกิดอกุศล

[6] เกิดโลภะ เกิดโทสะ เกิดความตระหนี่ เกิดความริษยา เกิดการสำคัญตน เกิดการไม่เป็นมิตร นั่นคือ อกุศลธรรม แต่ถ้าเป็นกุศลธรรม แล้ว ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

[7] เวลาที่มีทุกขเวทนาเกิด แล้วก็เป็นทุกข์เดือดร้อนใจ ให้ทราบได้ว่า เพิ่มทุกข์ให้กับตนเอง เหมือนกับถูกลูกศรดอกที่หนึ่งทางกาย แล้วก็ยังไม่พอ ยังจะต้องถูกยิงด้วยลูกศรดอกที่สองที่แผลเก่านั้นอีกซ้ำลงไป เพราะฉะนั้น ทุกข์ก็ต้องเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากทุกข์กายแล้วก็ยังมีทุกข์ใจ ด้วย

[8] ผลของกุศล ย่อมทำให้ปฏิสนธิในสุคติภูมิ แต่ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบัน อกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ก็ยังมีโอกาสทำให้ปฏิสนธิในอบายภูมิได้ บุคคลผู้ที่จะไม่ปฏิสนธิในอบายภูมิเลย ต้องเป็นพระอริยบุคคลเท่านั้น

[9] มีใครพ้นจากการเกิดได้ไหม ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ เมื่อมีการเกิดแล้ว ต้องมีชรา ต้องมีมรณะ และต้องมีความเร่าร้อนจากทุกข์กายและทุกข์ใจ มากมาย

[10] ทุกขณะ นามธรรมและรูปธรรมดับไปไม่เหลือ เหมือนคนที่ตายแล้ว คนที่ตายจากไปไม่เหลืออะไรอีกแล้ว สิ้นสภาพความเป็นบุคคลนั้น ฉันใด นามธรรมและรูปธรรมของทุกๆ คนในขณะนี้ก็เหมือนกัน ฉันนั้น คือ จากไป ดับไปอยู่ทุกขณะ

[11] ก่อนการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นั้น โลกมืด มืดด้วยอวิชชา เพราะแม้สภาพธรรมจะมีจริง เกิดขึ้นเป็นไป แต่ก็ไม่สามารถรู้ลักษณะจริงๆ ของสภาพธรรมนั้นๆ ได้ แต่เมื่อพระองค์ทรงตรัสรู้ และทรงประกาศอริยสัจจธรรมความสว่างด้วยปัญญา คือ การที่สามารถประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรม ก็เกิดขึ้นในโลก แต่ก็เฉพาะในพุทธบริษัท เท่านั้น

[12] บุคคลผู้ที่ศึกษาพระธรรม น้อมประพฤติปฏิบัติตามพระธรรม กาย วาจา ใจของผู้นั้นก็สงบจากกิเลสขึ้น ซึ่งผู้นั้นเองก็จะรู้สึกตัวว่า เป็นผู้ที่ฝึกแล้ว โดยได้รับการฝึกจากพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง

[13] แต่ละบุคคลกำลังป่วยกันอยู่ แต่ว่าเดินไปไหนมาไหนได้ตามปกติ เพราะป่วยเป็นโรคใจ (โรคกิเลส) ไม่ใช่โรคทางกาย และยาที่จะรักษาโรคทุกโรคของใจ ก็ต้องเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดง เท่านั้นจริงๆ ซึ่งได้ศึกษา มีความเข้าใจถูก เห็นถูก จนกระทั่งสามารถที่จะรักษาโรคใจของตนเองได้

[14] กิเลส เป็นสภาพธรรมที่บัณฑิตหรือคนดี เกลียด ไม่ควรแก่การเข้าใกล้โดยประการทั้งปวง

[15] ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง แต่ต้องรอบรู้ในสิ่งที่กำลังฟัง ด้วย

[16] ที่พึ่งจริงๆ คือ ความเข้าใจถูก เห็นถูก

ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ ๑๔ ได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม-ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๑๔

...กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 11 ก.ย. 2554

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย pat_jesty  วันที่ 11 ก.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 3    โดย nong  วันที่ 12 ก.ย. 2554

ขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย aditap  วันที่ 12 ก.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 6    โดย หลานตาจอน  วันที่ 12 ก.ย. 2554
ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 7    โดย bsomsuda  วันที่ 12 ก.ย. 2554

"พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นประโยชน์และโทษแม้ของการคบค้าสมาคม .. เมื่อคบหาสมาคมกับคนพาล ในที่สุดก็จะคล้อยตามคนพาลทุกอย่าง ทั้งความคิด การกระทำ และคำพูด มีแต่จะทำให้ถึงความเสื่อมโดยส่วนเดียว"

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 8    โดย wannee.s  วันที่ 12 ก.ย. 2554

ในพระสูตรมีแสดงไว้ อาหารของมิตร คือ การไม่พูดโกหก และมิตรที่แหนงหน่ายกัน ก็เพราะเหตุ 3 ประการ คือ

1. ขอของรัก

2. ห่างเหิน

3. คลุกคลี่กันมากเกินไป


ความคิดเห็น 9    โดย Jans  วันที่ 12 ก.ย. 2554

ขอบคุณและขออนุโมทนาในกุศลวิริยะของอาจารย์คำปั่นคะ


ความคิดเห็น 10    โดย wittawat  วันที่ 13 ก.ย. 2554

ขออนุโมทนาอาจารย์คำปั่นครับ

ทุกคนนั่งอยู่ในที่ที่ไม่ปลอดภัยแล้วแต่ว่ากิเลสจะทำร้ายเมื่อใด คำไม่จริงเหม็นเหมือนคูถ คำจริงหอมเหมือนดอกไม้ เว้นคำหยาบอันเป็นโทษ พูดคำไพเราะเสนาะหูของชาวเมือง คือคำหวานประดุจน้ำผึ้ง ทุกข์กายคือลูกศรดอกที่หนึ่งแล้ว ทุกข์ใจยังซ้ำด้วยดอกที่สอง เป็นคำเตือนสติที่เป็นประโยชน์ครับ

อนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 11    โดย ผู้รู้น้อย  วันที่ 13 ก.ย. 2554
ขออนุโมทนาใกศลจิตของทุกท่านครับ

ความคิดเห็น 12    โดย kinder  วันที่ 13 ก.ย. 2554
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 13    โดย วันชัย๒๕๐๔  วันที่ 14 ก.ย. 2554
ขอบพระคุณและขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 14    โดย aurasa  วันที่ 14 ก.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 15    โดย oj.simon  วันที่ 17 ก.ย. 2554
ขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 16    โดย orawan.c  วันที่ 17 ก.ย. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 17    โดย นีรนุช  วันที่ 17 ก.ย. 2554
ขออนุโมทนาค่ะ

ความคิดเห็น 18    โดย jaturong  วันที่ 5 ต.ค. 2554
ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ

ความคิดเห็น 19    โดย kullawat  วันที่ 19 ม.ค. 2558

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 20    โดย chatchai.k  วันที่ 30 ต.ค. 2563

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 21    โดย มังกรทอง  วันที่ 13 พ.ย. 2564

แต่ละคนก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ชีวิตของใครจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สุขสบาย ทุกข์ยาก ลำบาก มากน้อยสักเท่าใด จะเห็นอะไร ได้ยินอะไร ทั้งหมดก็ให้ทราบว่า แท้ที่จริงแล้ว ก็เป็นเพียงชั่วขณะจิตหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้นจริงๆ น้อมกราบอนุโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ ขอรับ


ความคิดเห็น 22    โดย Jarunee.A  วันที่ 5 ธ.ค. 2566

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาค่ะ