ทุกข์จริงๆ ทุกขะ ทุกขะ ทุกข์แท้ๆ อาศัยกาย โรคตาเกิดเพราะมีตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น และก็ทั่วทั้งกาย ก็เป็นที่ก่อเกิดของทุกข์ ซึ่งเป็นผลของกรรม แต่ว่าใจสำคัญกว่าหรือเปล่า
โรคใจ ทรงแสดงไว้ เป็นโรคที่มองไม่เห็น แต่ทรงอุปมาว่า ทุกวันๆ ที่มีความไม่รู้ความจริง เป็นเหตุที่มีความติดข้องต้องการ เมื่อได้ก็จะต้องรักษาด้วยความห่วงใย ถ้าไม่ได้ก็ต้องเป็นทุกข์เดือดร้อน ขวนขวายต่อไปอีกไม่รู้จบ เปรียบเหมือนลูกศร ที่เสียบอยู่ในใจ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยทุกวัน แต่ว่าไม่รู้เลย เพราะชินกับความต้องการ แล้วพอได้สิ่งที่ต้องการ ก็เพลิดเพลิน พอสูญเสียไปก็ต้องโศกเศร้า
มีใครบ้างที่ไม่เคยสูญเสียอะไรเลย มีใครบ้างซึ่งวันนี้ไม่เป็นทุกข์แม้นิดเดียว มีแล้วใช่ไหม ทุกข์ หิวไหม ขณะนั้นก็เกิดแล้วเพราะมีกาย ถ้าไม่มีกาย ก็ไม่ต้องหิว แต่ว่ายิ่งกว่านั้นก็คือว่า ถึงกายจะแข็งแรงสักเท่าไร ใจก็เป็นทุกข์ได้
ด้วยเหตุนี้ ใจก็เป็นแหล่งที่มาของผล เพระเหตุว่ากรรม ได้แก่ เจตสิก ที่เป็นเจตนาเจตสิก ภาษาไทยเราใช้คำว่า เจตนา แต่ภาษาบาลีคือ เจตนา เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งจงใจขวนขวายที่จะกระทำ
ในวันหนึ่งๆ เราจะเห็นความจงใจขวนขวาย ที่เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง แต่ว่าตามความเป็นจริง ผู้ที่ทรงตรัสรู้แสดงความละเอียดยิ่งของนามธาตุ ซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ ที่จะเห็น ปรากฏได้ แต่ก็มีกิจการงานของสภาพธรรมนั้น คือ ทั้งจิต และเจตสิกแต่ละประเภท เช่น เจตนาเจตสิกขณะนี้ ถ้าจะพูดถึง มีรูปร่างไ
ความจงใจ ความตั้งใจ มี แต่ไม่มีรูปร่างใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่เจตนาก็เป็นกุศลบ้างเป็นอกุศลบ้าง คิดจะช่วยใคร มีความตั้งใจหรือเปล่า เจตนาที่จะช่วยให้เขาพ้นจากความเดือดร้อน นั่นเป็นกุศลเจตนา
ถ้ามีความเข้าใจธรรม กุศลจะเกิดได้มาก แล้วถ้ามีความเข้าใจมากขึ้น กุศลก็เพิ่มมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ จะไม่เห็นโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย บางคนขยันที่จะช่วยคนอื่น แต่บางคนก็ช่วยตามเวลา ที่จำเป็น หรือหน้าที่ใช่ไหม เเต่ว่ามีน้ำใจมากกว่านั้นไหม ที่จะช่วย ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของกุศล โอกาสที่จะทำดีก็จะทำเลย เพราะเหตุว่าขณะใดก็ตามที่ไม่ได้ทำดี เกือบจะไม่รู้เลยว่าขณะนั้น กำลังสะสมอกุศลที่จะเป็นเหตุให้กระทำอกุศลกรรม
ด้วยเหตุนี้ก็มีโรคหลายอย่าง แต่ก็แบ่งได้เป็น โรคกายกับโรคใจ รักษาแต่กาย แล้วก็กลับมาเป็นอีก เพราะว่ายังมีอกุศลกรรมที่ทำให้กายเดือดร้อน ไม่จบ ตั้งแต่เกิด เกิดมาก็ต้องรักษาโรคเด็ก ใช่ไหม เด็กก็มีโรคเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็รักษากันไปทุกวัย ไม่ว่าจะเติบโตขึ้นจนกระทั่งจึงชรา และเกิดใหม่ ก็ต้องเป็นการที่จะรักษาโรคกายเท่านั้น ไม่รู้จบ
แต่ถ้ารู้จักโรคใจด้วย พอที่จะทำให้โรคใจนั้นบรรเทาเบาบาง จนกระทั่งในที่สุด หมดโรคใจ ก็ไม่ต้องมีกายที่จะรักษาอีก ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ เมื่อมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น
@ รักษาโรคทางใจด้วยพระธรรม