เพราะทุกขณะเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นชีวิตประจำวันเดี๋ยวนี้
โดย เมตตา  24 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52161

อ.ชุมพร: ฟังธรรมวันนี้ก็กราบในความละเอียดของท่านอาจารย์ที่ปลูกฝังความละเอียดในการศึกษาพระธรรมคำสอนที่จะทำให้ไม่ข้ามขั้นที่จะเร็วๆ เหมือนกับว่า การอบรมเจริญคุณความดีต่างๆ เป็นการอบรมสติ เพื่อที่จะค่อยๆ รู้ความจริงทำให้ค่อยๆ ที่จะเห็นความข้ามขั้นที่จะไปรีบที่จะไปรู้ลักษณะของสภาพธรรม ในเมื่อสติขั้นอื่นยังไม่ได้เกิดขึ้น เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: จะไปไหนล่ะ?

อ.ชุมพร: ไปในสิ่งที่โลภะอยากให้รีบค่ะ แต่วันนี้ฟังการอบรมเจริญสติคุณความดีในชีวิตประจำวัน ก็จะเป็นปัจจัยให้ค่อยๆ ละเอียด แล้วก็พิจารณาสภาพธรรมะละเอียดขึ้นเช่นนั้นนะคะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: ไม่อย่างนั้นจะเอากำลังมาแต่ไหนที่จะรู้ความจริงที่ไม่ใช่เรา!!

อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์พูดถึงการที่ค่อยๆ รู้ความละเอียดความต่างกันของกุศล และอกุศลเหมือนจะเป็นเรื่องนะคะ เป็นอย่างนั้นหรือปล่า?

ท่านอาจารย์: เรื่องอะไร? อะไรเป็นเรื่อง? เห็นไหม

อ.ชุมพร: เรื่องของสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เรื่องของความจริงค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อะไรเป็นเรื่อง? เห็นไหม ยังไม่รู้เลยว่าอะไร? ถ้าไม่มีธรรมะ จะมีเรื่องไหม?

อ.ชุมพร: ไม่มีแน่ๆ ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ธรรมะอะไรคะ ที่เป็นเรื่อง?

อ.ชุมพร: สภาพที่คิดค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิดเรื่องอะไร เห็นไหม!! จึงเป็นเรื่องต่างๆ

อ.ชุมพร: แล้วก็สนใจเรื่องใช่ไหมคะ? เลยไม่สามารถที่จะรู้ความคิด เป็นอย่างนั้นหรือเปล่าคะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆ ฟังทีละคำ ไม่ว่าอะไรทั้งหมดคืออะไร ละเอียดขึ้นๆ จนเป็นแต่ละหนึ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงจะไม่ใช่เรา

ธรรมะละเอียดมาก แม้แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ละเอียดปานนั้นค่ะ ลึกซึ้งปานนั้น เมื่อไหร่จะหมดการที่จะไปเอาสิ่งที่เป็นเพียงสีสันต่างๆ มาคิดเป็นเรื่องเป็นราวเป็นคนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างตลอดชีวิต

อ.ชุมพร: สภาพธรรมะปรากฏรวมๆ กันจึงเป็นเรื่อง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จึงฟังแต่ละหนึ่งให้เข้าใจแจ่มแจ้ง

เห็น มีจริงไหม?

อ.ชุมพร: มีจริงค่ะ

ท่านอาจารย์: แล้วเห็นคืออะไร?

อ.ชุมพร: เห็น คือสภาพรู้ค่ะ

ท่านอาจารย์: รู้อะไร?

อ.ชุมพร: รู้สิ่งที่ปรากฏค่ะ

ท่านอาจารย์: มั่นคงไหม? ไม่ใช่เรื่องคน เรื่องของเต็มหมดในสิ่งที่ปรากฏ กว่าจะแยกความเป็นจริง กับเรื่องต่างๆ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นคุณอรรณพได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏทางตากลายเป็นเรื่อง มี อ.อรรณพ แล้ว

อ.ชุมพร: ค่ะ ท่านอาจารย์กล่าวถึงผู้ที่ละเอียดที่จะแยก แต่ว่าขณะที่เรื่องเกิด แยกนี่ค่ะตามลำดับเข้าใจเช่นไรค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิด เป็นสีสันวรรณะหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: ไม่ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: ก็เห็นชัดแล้ว สีสันวรรณะจะเป็นเรื่องต่างๆ ได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: จะเป็นคิดได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: มั่นคงไหม?

อ.ชุมพร: แยก คือค่อยๆ รู้ความต่างนะคะ ฉะนั้น การอบรมสติที่ท่านอาจารย์เน้นถึงเรื่องสี กับเห็น แล้วก็คิด เพื่อให้มีความใส่ใจที่จะรู้ขณะไหนที่เป็นความต่าง อย่างนี้นะคะท่านอาจารย์ ก็เป็นการที่จะค่อยๆ จำลักษณะที่ต่างจนกว่าความจำนั้นจะค่อยๆ มั่นคงเป็นปัจจัยให้สติระลึกอย่างนั้นหรือเปล่าค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: จำ หรือเข้าใจขึ้นว่า เป็นจริงอย่างนั้น

อ.ชุมพร: ต้องเข้าใจขึ้นค่ะ

ท่านอาจารย์: ถ้าเข้าใจขึ้นจะต้องไปจำอะไรไหม เพราะขณะที่เข้าใจนั้น จำแล้ว ไม่ลืมแล้ว!!

อ.ชุมพร: ค่ะ เข้าใจขณะนั้น ท่านอาจารย์คะ แม้จะรู้ความต่างระหว่าสี ระหว่างเห็น กับคิด ขณะที่ใส่ใจในคำจนกระทั่งใส่ใจจนรู้ความต่าง เป็นความใส่ใจแต่ไม่ใช่ลักษณะของสติ และปัญญาที่เห็นความต่างใช่ไหมคะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทีละคำนะ เห็น สี คิด เหมือนกันไหม?

อ.ชุมพร: ไม่เหมือนกันค่ะ

ท่านอาจารย์: ใส่ใจแล้วใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ใส่ใจแล่วค่ะ ใส่ใจ แต่ว่าขณะนั้นแค่เป็นการใส่ใจความต่าง แต่ยังไม่ใช่เรื่องของสติเรื่องของความเข้าใจหรือเปล่าคะ

ท่านอาจารย์: คุณชุมพร เราไม่ได้พูดเรื่องสตินะ เพราะเรากำลังพูดถึงเห็น สี คิด แล้วจะไปหาสติ จะเอาสติแล้ว แต่คิดดูซิว่าจะเข้าใจไหมถ้าแม้แต่คำว่า เห็น ที่เราพูดยังไม่เข้าใจ สีที่เราพูดยังไม่เข้าใจ คิดที่เราพูดยังไม่เข้าใจ แล้วจะไปเข้าใจสติแล้ว!!

อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ในความละเอียด คือต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นนะคะ

ท่านอาจารย์: ทีละหนึ่ง จึงจะรู้ว่าหนึ่งไม่ใช่อีกหนึ่ง ไม่ใช่อีกหนึ่งๆ หนึ่งต้องเป็นหนึ่ง หนึ่งเห็น หนึ่งคิด หนึ่งสี ต่างกันแล้วใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ต่างกันแล้วค่ะ

ท่านอาจารย์: เห็นเป็นสีได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะอะไร?

อ.ชุมพร: เห็นไม่ใช่สีเพราะลักษณะแตกต่างกันค่ะ

ท่านอาจารย์: แค่พูด หรือแค่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

อ.ชุมพร: นี่คือความละเอียด ก็แสดงว่าไม่ได้เข้าใจแต่แค่พูดแล้วจำค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยเข้าใจความต่างใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สีเป็นสีหรือเปล่า?

อ.ชุมพร: สีเป็นสีค่ะ

ท่านอาจารย์: สีเป็นเห็นไม่ได้ใช่ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สีจะเป็นใครได้ไหม?

อ.ชุมพร: ไม่ได้ค่ะ

ท่านอาจารย์: มั่นคงไหม?

อ.ชุมพร: มั่นคงทีละหนึ่งค่ะ เป็นปัจจัยให้ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ไปที่อื่นที่ท่านอาจารย์กล่าวเตือนหนูเสมอๆ ไปไหน!! ไม่ไปที่อื่นเช่นนี้นะคะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจเห็นมากขึ้น มันจะเป็นอื่นไม่ได้ถ้าเข้าใจสิ่งที่กระทบตาปรากฏ จะเรียกชื่ออะไรก็ได้ ลักษณะจริงๆ ขาว ดำ เขียว แดง ใช่ไหม? ไม่ต้องเรียกสักสีหนึ่ง แต่ก็เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นสีสันวรรณะ หรืออะไรก็ตาม สว่าง มืด อะไรก็ตามหมด จะเป็นอื่นได้อย่างไร มั่นคงไหม??

อ.ชุมพร: ค่ะ ความเข้าใจแต่ละหนึ่ง ก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้นค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น สติระลึกในสิ่งที่ได้ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

อ.ชุมพร: ค่ะ สติระลึกในขั้นการฟังค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะไปหาสติ โน่นนี่นั่น แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักสติที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีทางที่จะรู้จักสติ เพราะธรรมะละเอียดลึกซึ้งมาก เกิดดับสืบต่อเร็วมากตามปัจจัยที่หลากหลายต่างกันหมด

ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงแต่ละหนึ่งเราก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ เราก็ปนกันไปเป็นเราเป็นโน่นเป็นนี่ เราเห็นเราคิด เราเห็นคุณอรรณพ เราเห็นคุณธีรพันธ์ เราเห็นคุณคำปั่น เราเห็นคุณณภัทร เราเห็นโต๊ะ เราเห็นเก้าอี้ เห็นไหม ความไม่รู้หนาแน่นเหนียวแน่นลึกแค่ไหน กว่าจะเกลี้ยงไม่เหลือเลยในชีวิตประจำวัน เพราะทุกขณะเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นชีวิตประจำวันเดี๋ยวนี้!!

อ.ชุมพร: ขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้ให้เห็นความละเอียดว่าไม่ไปไหน แล้วก็รู้ว่าขณะที่ไปไหนก็เผินมาก ถ้าไม่ไปไหนก็จะเป็นปัจจัยให้ค่อยๆ เข้าใจละเอียดขึ้นค่ะ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ