ปฏิบัติธรรมไปเพื่อประโยชน์อะไร
โดย ดิน  1 ก.ย. 2549
หัวข้อหมายเลข 1987

ข้าพเจ้าได้รับฟังมาว่า สภาพต่างๆ ไม่ใช่บุคคล สัตว์ ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมซึ่งเรียกว่า จิต เจตสิก รูป และเมื่อรูปเสื่อม จิตย่อมหาที่เกิดใหม่และจะไม่เกิดเป็นบุคคลนั้นอีกเลย

คำถาม : ในเมื่อทุกอย่างไม่มีเรา เป็นเพียงจิต เจตสิก รูป และสิ่งที่เกิดใหม่ในภพหน้าก็ไม่ใช่เรา ทุกข์ก็ไม่ใช่เรา สุขก็ไม่ใช่เรา เพราะเราไม่มีตัวตน เป็นเพียงจิต เจตสิกรูป ถ้าเราทำความชั่วในภพนี้ รูปจิตเจตสิกในภพหน้าต่างหากที่ชดใช้กรรม ซึ่งไม่ใช่เราในภพนี้ แล้วเราจะปฏิบัติธรรมะไปเพื่อประโยชน์อะไร



ความคิดเห็น 1    โดย study  วันที่ 2 ก.ย. 2549

พระพุทธองค์ทรงแสดงสภาพธรรมทั้งหมดเป็นเพียง จิต เจตสิก รูป ไม่มีเราจริงแต่ความเป็นจริง เรายึดถือทั้งหมดว่าเป็นเรา การสืบต่อของจิต เจตสิก ในชาติหน้าเนื่องกับการกระทำทั้งหมดในชาตินี้ ในชาตินี้ จิต เจตสิก รูป ที่สมมติว่าเป็นเราได้ทำกรรมใด ชาติหน้าจิต เจตสิก รูป ที่สมมติว่าเป็นเราย่อมรับผลของกรรมที่ทำไว้ การอบรมเจริญปัญญาเพื่อให้ จิต เจตสิก รูป นี่แหละพ้นจากทุกข์ถ้าไม่อบรมปัญญา จิต เจตสิก รูป นี่แหละย่อมประสบทุกข์ อีกอย่างหนึ่งผู้ที่รู้ตามความเป็นจริงว่าทั้งหมดเป็นเพียง จิต เจตสิก รูป เท่านั้น ผู้นั้นคือผู้ที่อบรมเจริญปัญญาเพื่อการพ้นทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่กระทำความชั่ว ทางกาย วาจา ใจกระทำแต่ความดี


ความคิดเห็น 2    โดย narong.p  วันที่ 2 ก.ย. 2549

การที่คุณดินพูดว่า " ไม่ใช่เราในภพนี้ แล้วเราจะปฏิบัติธรรมไปเพื่อประโยชน์อะไร " ประโยคนี้ ส่องให้เห็นถึงความมีตัวมีตนชัดเจน และคิดว่าจะปฏิบัติธรรมก็ต่อเมื่อมีตัวเราเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงชีวิตประจำวันที่ดำเนินไป มีเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส และคิดนึก นั้น ผู้ที่มีความเห็นผิด ก็เข้าใจผิดว่าเป็น"เรา" ที่ เห็น ได้ยิน ฯลฯ ไม่รู้ว่า ความจริง คือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ในกรณีการเห็น ได้ยิน ฯลฯ จากการศึกษาจะรู้ว่า เป็นวิบากจิต ซึ่งเป็นผลของกรรม บังคับบัญชาไม่ได้

ในชีวิตประจำวันของปุถุชนทุกคน ย่อมมีอุปทานยึดถือว่าเป็นเราอยู่ ดังนั้นที่พูดว่าสุขก็ไม่ใช่เรา ทุกข์ก็ไม่ใช่เรา ก็ไม่ต้องปฏิบัติธรรม (ปฏิบัติไปเพื่ออะไร) ก็ขอถามว่ารู้ได้อย่างนี้จริงหรือเปล่า รับได้จริงหรือเปล่า ที่จะมีความทุกข์? เพราะแม้ผู้ที่ศึกษาธรรมะและเริ่มมีความเข้าใจถูกในขั้นการฟังว่า ไม่มีเรา ก็ยังคงความมีตัวตนอยู่ดี จนกว่าจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล

เมื่อศึกษาธรรมะต่อไปๆ และค่อยๆ เข้าใจขึ้นก็จะรู้ว่า ไม่ใช่เรา และ ไม่มีเราที่จะไป"ปฏิบัติ" (ก็ต้องถามคุณดินว่า เข้าใจการปฏิบัติว่าอย่างไร คือ การนั่งหลับตาหรือเปล่า) ซึ่งเป็นคำมาจากภาษาบาลีคือปฏิ+ปัตติ แปลว่า ถึงเฉพาะ สภาพธรรมที่ปรากฏจึงไม่มีการไปทำอะไรทั้งสิ้น แต่เป็นการเจริญสติปัฏฐาน โดยสติและปัญญาซึ่งเป็นเจตสิก ทำหน้าที่ของเขา ในการระลึกและเข้าใจถูก สภาพธรรมที่ปรากฏว่าเป็นเพียงนามธรรมหรือรูปธรรม ในขั้นปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ จนรู้แจ้ง แทงตลอด สภาพธรรมที่ปรากฏ ว่าไม่ใช่เรา จึงละคลายความเห็นผิดว่ามีตัวตน (สักกายทิฏฐิ) ได้ บรรลุเป็นอริยบุคคลขั้นโสดาบัน


ความคิดเห็น 3    โดย ดิน  วันที่ 2 ก.ย. 2549

สาธุ สาธุ


ความคิดเห็น 4    โดย กมลพร  วันที่ 2 ก.ย. 2549

ในชาตินี้ที่เป็นเราอยู่ และก็ไม่ปฏิเสธเลยว่าเรามีทุกข์ ในแต่ละวัน และเราทุกคนคงเคยถามตัวเองว่าทำไม และหาวิธีแก้ทุกข์ไปต่างๆ นานา โดยไม่ทราบว่าแก้ถูก ผิด อย่างไร แต่เมื่อได้ศึกษาพระธรรม ซึ่งก็คือการปฏิบัติธรรม ทำให้เราทราบว่าเราควรดับทุกข์อย่างไร เพื่อในภพชาติต่อๆ ไปจะได้ทุกข์น้อย และสั่งสมความเข้าใจที่ถูกต้องไปเรื่อยๆ จนหมดกิเลสเป็นพระอริยบุคคลต่อไป นี่คือคำตอบว่า เราจะปฏิบัติธรรมไปเพื่ออะไร


ความคิดเห็น 5    โดย wannee.s  วันที่ 10 ต.ค. 2549
อบรมเจริญ ปัญญาเพื่อดับเหตุของทุกข์ คือ ตัณหา เพื่อที่จะไม่ต้องแวียนว่ายตายเกิดอีก