
[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓- หน้า 73
๓. ภิกขุสูตรที่ ๑
ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กำหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง
[๗๔] กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอประทานวโรกาสพระเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่ข้าพระองค์โดยย่อ ที่ข้าพระองค์ฟังแล้ว พึงเป็นผู้ผู้เดียวหลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
[เล่มที่ 27] พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เล่ม ๓ - หน้า 75
อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๑
ในภิกขุสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า รูปญฺเจ ภนฺเต อนุเสติ ความว่า ครุ่นคิดถึงรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า เตน สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า ครุ่นคิดถึงรูปนั้นด้วยความครุ่นคิดอันใดในกามราคะเป็นต้น ด้วยความครุ่นคิดนั้นนั่นแล ย่อมถึงการนับคือบัญญัติว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว. บทว่า น เตน สงฺขํ คจฺฉติ ความว่า ด้วยความครุ่นคิดตามที่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการนับว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว.
จบ อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๑
อ.วิชัย: ครับ ลึกซึ้งเกินประมาณครับ ยากมากๆ เลย ถ้าไม่ประกอบกันทั้งที่เป็นปริยัติครับที่จะรอบรู้แม้ข้อความในพระสูตรก็ต้องอาศัยพระอภิธรรมที่จะแสดงความละเอียดข้อความตรงนี้ด้วย
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจอภิธรรมไม่มีทาง เป็นเราไปตลอดเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปตลอด แล้วไม่สนใจเลย ตื่นขึ้นมา โอ้ย! อะไรอยู่ไหน ที่สว่างไม่สนใจ
อ.อรรณพ: ยากจริงๆ แล้วผมถึงปรารภว่า เป็นพระอภิธรรม แต่ท่านอาจารย์กล่าวยิ่งเห็นในความเป็นอภิธรรมวิถีจิต นี่.. ไม่ได้สนใจหรอก ถามว่ารู้ไหมว่าสว่าง รู้ แต่ไม่ได้สนใจ สนใจว่าท่านอาจารย์จะกล่าวอะไร
ท่านอาจารย์: เพราะสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง สว่างนิดเดียวในความมืด กำลังเห็นกำลังคิด ครุ่นคิดนี่แหละ ไม่สว่างเลย
อ.อรรณพ: แต่ที่ชัดมาก คือโวฏฐัพพนวาระ เพียงมีเห็นนะ
ท่านอาจารย์: เห็นแล้ว แต่ไม่ใส่ใจ
อ.อรรณพ: แต่ไม่ได้ใสใจ
ท่านอาจารย์: ไม่กำหนดว่าอะไร
อ.อรรณพ: ไม่กำหนดนะครับ ไม่ได้ใส่ใจ มนสิการะอะไรต่อไปนะครับ แล้วก็ชวนะไม่เกิด โลภะอะไรต่ออะไรก็ไม่เกิด นี่ครับ บุคคลไม่ครุ่นคิด
ท่านอาจารย์: ชีวิตประจำวันเป็นธรรมทั้งหมด
อ.อรรณพ: แต่ครุ่นคิดถึงสัตว์ บุคคล เรื่องราว หนังสือ ดูซิ! อ.คำปั่น จะเปิดบาลีอะไร เราก็ครุ่นคิดไปในเรื่องนี้เรื่องนั้น แต่ไม่ได้ครุ่นคิดถึงสว่างเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: คำที่ได้ฟัง เพราะมีความจริงให้ไตร่ตรอง
อ.อรรณพ: ครับ เป็นอะไรที่ลึกซึ้งมากเลย
ท่านอาจารย์: ถึงได้บอกว่า เรากำลังอยู่ในความมืด ใครจะเถียง!
เพราะฉะนั้น ปัญญาเป็นแสงสว่างในความมืด สามารถจะรู้ว่า เดี๋ยวนี้อะไร? จนกระทั่งทีละหนึ่ง จะแยกขาดเมื่อมโนทวารคั่นในความมืด
อ.อรรณพ: รู้ความลึกซึ้งของสิ่งที่ลึกซึ้ง เพราะสิ่งนั้นลึกซึ้งจริงๆ ที่ท่านกล่าวไว้ในพระสูตรนี่ ค่อยๆ รู้ความลึกซึ้งของสิ่งที่ลึกซึ้ง
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ถ้าฟังพระพุทธพจน์ที่เป็นบาลี ก็เข้าใจได้ครับท่านอาจารย์ แต่พอมาอ่านอรรถกถา อ่านไปอ่านมาก็จะงงๆ ครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่ใช่อาศัยคำในอีกภาษาหนึ่ง แต่ต้องในภาษาของตน จะไปกำหนดก็กำหนดเกิดกันอยู่ตรงนั้น แล้วไงล่ะ!! อะไรล่ะ? ไม่ใช่ภาษาที่จะทำให้เข้าใจได้
อ.วิชัย: ขออนุญาตอ่านข้อความในอรรถกถาอีกทีครับ
ท่านอาจารย์: เชิญค่ะ
อ.วิชัย: คำว่า ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น อันนี้ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ให้เข้าใจ คือมีแต่ว่า อาจจะเป็นเพราะความไม่ได้ใส่ใจในสิ่งนั้นนะครับ
ความว่า ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีไหม รัก หลง ไม่ใส่ใจใช่ไหม?
อ.วิชัย: ผมไม่ได้คิดถึงเลยครับท่านอาจารย์ครับ
ท่านอาจารย์: ประโยคนี้ว่าไง?
อ.วิชัย: ครับ ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น
ท่านอาจารย์: ใช่ คุณวิชัยนั่งอยู่ตรงนี้ จริงหรือ?
อ.วิชัย: ไม่จริงครับ
ท่านอาจารย์: นั่นแหละ แต่ครุ่นคิดไปในสิ่งที่ไม่จริง
อ.วิชัย: อืม.. ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว
ท่านอาจารย์: รู้ไหมล่ะ!! มนสิการไม่ได้กำลังติดข้อง
อ.วิชัย: ก็ไม่รู้ครับ โอ้.. ละเอียดมากครับ
อ.อรรณพ: ผมก็เข้าใจไปอีกแบบหนึ่งอีกอย่างหนึ่ง อ.วิชัย อ่านอีกทีครับ
อ.วิชัย: ครับ ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น ความว่า ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว
อ.อรรณพ: ผมเข้าใจไปว่า ถ้าไม่ได้ใส่ใจในรูปทางตานั้นนะครับ เช่นจบที่โวฏฐัพพนะ ก็ไม่มีการที่ชวนะ โดยเฉพาะทางใจที่จะคิดถึงรูปร่างรูปทรงซึ่งไม่จริง ในเมื่อไม่มีการคิดถึง ไม่ได้ใส่ใจในรูป แล้วก็สืบเนื่องมาถึงใจ ก็ไม่มีการที่จะไปครุ่นคิดในสุตว์ บุคคล ที่ไม่มีจริงนั้น ก็เลยไม่ได้เกิดโลภะอะไรในสัตว์บุคคล ผมเข้าใจไปแบบนี้ครับ
ท่านอาจารย์: อันนั้นก่อน ที่คุณอรรณพพูดนี่ก่อนประโยคนี้
อ.อรรณพ: ท่านอาจารย์โปรด..
ท่านอาจารย์: เอาประโยคนี้เลยจะได้รู้
อ.วิชัย: ครับ เป็นคำอธิบาย คำว่า ก็ย่อมไม่ถึงการกำหนดเพราะรูปนั้น
ท่านอาจารย์: ไม่ใส่ใจในรูปนั้นใช่ไหม? เดี๋ยวนี้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ครับ
อ.อรรณพ: เมื่อไม่ใส่ใจในรูปนั้น
ท่านอาจารย์: ก็นี่ไง สว่างนี่! ไม่ได้กำหนดไม่ได้ใส่ใจ
อ.อรรณพ: เพราะ ก็คืออันนั้นอันเดิมนะครับ
ท่านอาจารย์: อันไหนก็ตามแต่ที่เป็นอย่างนี้แหละ คือปรากฏก็ไม่ใส่ใจ แต่อันนี้มันชัด ทั้งวันสว่าง
อ.วิชัย: ความว่า ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น
ท่านอาจารย์: ใช่ เดี๋ยวนี้ใช่ไหม? คุณวิชัยนั่งนี่ คุณคำปั่นนั่งนั่น กำลังอ่านหนังสือ กำลังพูด
อ.วิชัย: ครับ ไม่ได้รู้ความจริง
ท่านอาจารย์: ใช่.. ว่า ไม่ใช่คุณคำปั่น ไม่ใช่ใครเลย
อ.วิชัย: ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว
ท่านอาจารย์: รู้ไหมล่ะ แค่ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่เป็นเรื่อง
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ย่อมไม่ถึงการกำหนดว่า รักแล้ว หลงแล้ว โกรธแล้ว อาสวะอยู่ไหน?
อ.วิชัย: ก็แสดงถึงระดับของอกุศลที่แตกต่างครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ไม่รู้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: ตรงนี้ใช่ไหม? หลงแล้วก็ไม่รู้ ครุ่นคิดแล้วเป็นอกุศลแล้วแล้วก็ไม่รู้
อ.วิชัย: ครับ ตรงนี้ อ.คำปั่นมีอะไรเพิ่มเติมไหมครับ
ท่านอาจารย์: อ่านอีกทีก็ได้ ซ้ำไปซ้ำมา
อ.วิชัย: ให้ อ.คำปั่น ช่วยแปลบาลี หรืออันนี้ถูกต้องแล้วครับ
อ.คำปั่น: คือคำแปลถูกแล้วครับ คำแปลโดยความหมายที่อาจารย์อ่าน คือถูก ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น
บุคคลไม่ครุ่นคิดถึงสิ่งใด ย่อมไม่ถึงซึ่งการกำหนดด้วยสิ่งนั้น ก็คือย่อมไม่ถึงซึ่งความหมายด้วยสิ่งนั้น คือไม่ได้ครุ่นคิด
อ.วิชัย: อันนี้เข้าใจได้ครับ
ท่านอาจารย์: หมายความว่า ไม่ได้ครุ่นคิดถึง เห็น แล้วจะรู้จักเห็นไหม?
อ.วิชัย: ก็ไม่รู้จักแน่นอนครับ
ท่านอาจารย์: อันนี้ผ่านไปได้ใช่ไหม?
อ.วิชัย: ครับ หรือที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจแม้ความเร็ว แต่ก็อย่างแสงสว่างก็ไม่ได้ใส่ใจถึงแสงสว่างเลยครับท่านอาจารย์
อ.คำปั่น: ด้วยความครุ่นคิดอันไม่เป็นจริงนั้น จึงไม่ถึงซึ่งการรู้ว่า หรือว่า นับว่า เป็นผู้ที่รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว
ท่านอาจารย์: ทุกคนกำลังคิด และถ้าไม่รู้จักคิด ไตร่ตรองแล้วคิด ไม่รู้ว่าคิดด้วยอะไร กำลังรักแล้วหลงแล้ว เดี๋ยวนี้กำลังติดข้องในสิ่งที่ปรากฏแล้ว รู้ไหม? นี่ไมโครโฟน นี่แก้วแล้ว
อ.คำปั่น: กราบท่านอาจารย์ครับ ทั้งๆ ที่เป็นอย่างนั้นแล้วไม่รู้เลย
ท่านอาจารย์: แน่นอน กำลังเป็นเดี๋ยวนี้นะ เห็นไหม? กว่าจะเข้าใจกว่าจะเข้าถึงคำที่พระองค์ตรัส
อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ ขอโอกาสครับ ถ้าเราเอาคำว่า ไม่ ออกครับ อย่างถ้าด้วยความครุ่นคิดอันเป็นจริงนั้น ย่อมถึงการกำหนด อันนี้ถ้าเราเอา ไม่ ออก
ท่านอาจารย์: กำหนดว่าอะไร?
อ.วิชัย: กำหนดว่า รักแล้ว โกรธแล้ว หลงแล้ว ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า ถ้าเป็นการรู้ตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะเปลี่ยนรูปศัพท์นะในภาษาของเราในความเข้าใจ
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าคิด กับถ้าไม่คิด ถ้าไม่คิดถึงความจริง ไม่คิด แต่ถ้าคิดถึงเรื่องที่ไม่จริง
อ.วิชัย: อืม..
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ใช้แค่ ๒ คำ จะเปลี่ยนอย่างไรก็ตาม เปลี่ยนความจริงไม่ได้ ถ้าไม่คิดถึงความจริง และถ้าคิดถึงเรื่องราวที่ไม่จริง เห็นไหม เหมือนกันไหม?
อ.วิชัย: ถ้าคิดถึงความจริงกับ คิดถึงเรื่องที่ไม่จริงครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าไม่คิดถึงความจริง ก็จะเป็นโลภะ โทสะ โมหะ
อ.วิชัย: ครับ
ท่านอาจารย์: ถ้าคิดถึงเรื่อง ไม่ได้คิดถึงความจริง
อ.วิชัย: อ๋อ
ท่านอาจารย์: เปลี่ยนได้ทั้งคิด และไม่คิด
อ.วิชัย: คือ ทั้งหมดอยู่ที่ความเป็นจริงของธรรมว่าเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์: ถูกต้อง ถ้าไม่คิดถึงความจริง ถ้าคิดถึงความไม่จริง เหมือนกัน จะเปลี่ยนรูปศัพท์อย่างที่คุณวิชัยว่า จะไม่ หรือจะคิด
อ.วิชัย: ครับ แต่ความจริงยังไงก็ต้องเป็นความจริงอย่างนั้น
ท่านอาจารย์: แน่นอน ความจริงเดี๋ยวนี้ ไม่คิดถึงความจริง
อ.วิชัย: ใช่ครับท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้จริง
ท่านอาจารย์: ไม่คิดนะความจริงนี้ คิดถึงอะไร?
อ.วิชัย: ความไม่จริง ก็คือรูป เป็นคนเป็นสิ่งต่างๆ เยอะเยะครับ
ท่านอาจารย์: เพราะไม่คิดถึงความจริง ไม่คิดจึงไม่รู้
เพราะคิดถึงความไม่จริง จึงไม่รู้
อ.วิชัย: ตรงนี้ครับท่านอาจารย์ คือจากที่มีโอกาสได้อ่าน คือถ้าเป็นความเข้าใจก็สามารถเข้าใจได้ครับ แต่บางครั้งอ่านข้อความบางอย่างที่ทรงแสดงนี่ ดูเหมือนกับว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจนี่เข้าใจถูกตามที่ทรงแสดงหรือเปล่า อะไรอย่างนี้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะเหตุว่า ทรงแสดงทั้งสองว่า คิดอะไร ไม่คิดอะไร คิดแต่เรื่องราว ไม่ได้คิดถึงความจริง คิดถึงแต่ความจริงไม่ได้คิดถึงเรื่องราว
อ.วิชัย: ก็เป็นปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์: คือความจริงที่ต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ตามคำ
อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
๓. ภิกขุสูตรที่ ๑ ว่าด้วยเหตุได้ชื่อว่าเป็นผู้กําหนัดขัดเคืองและลุ่มหลง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ อ.วิชัย อ.คำปั่น ด้วยค่ะ