อ.คำปั่น มีคำถามว่า สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจในเหตุในผลแล้ว ถ้ามีใครมาขอพรจากท่านแล้วท่านจะให้อะไร
ท่านอาจารย์ ให้พรทุกคนทุกวันอยู่แล้วยังต้องขออะไรอีกหรือไม่ ให้ทุกวันมากด้วยเช้าสายบ่ายค่ำ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด แต่ถ้าจะมาขอพรอีกคือขออะไร ในพระไตรปิฎกสิ่งที่ประเสริฐคือความดี เพราะฉะนั้นถ้าจะขอพรจากใครก็คือ ขอโอกาสได้กระทำความดีซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐ คนที่ให้พรคนอื่น มีพรหรือไม่ ใครมาขอพร คนให้มีพรที่จะให้หรือไม่ เห็นหรือไม่ว่า พูดคำที่ไม่รู้จักตลอดชีวิตถ้าไม่ได้ศึกษาพระธรรมว่า พรคือสิ่งที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งใดก็ตามที่ประเสริฐเหนือสิ่งใดและได้รับ คือได้รับพรแล้วจากใครก็ตาม พรที่ประเสริฐที่สุด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้พุทธบริษัทคือสาวกผู้ฟัง ไม่มีคำเท็จ ไม่มีคำไม่จริงเลย ทุกคำเป็นวาจาสัจจะ เป็นคำจริงที่จะนำไปสู่ญาณสัจจะ คือปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจถูก เห็นถูกในความจริงที่ได้ฟัง ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจ แล้วจะไปสู่มรรคสัจจะ ไปสู่ทางที่จะรู้ความจริงตามที่ได้เข้าใจแล้ว
ทุกอย่างต้องมีเหตุ ไม่ใช่ไม่มีเหตุ ในครั้งพุทธกาลผู้ที่เข้าใจเรื่องความดีหรือพร สิ่งที่ประเสริฐ ถ้าจะขอพรจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น วิสาขามิคารมารดา ท่านขอโอกาสที่จะได้กระทำพรคือ สิ่งที่ประเสริฐที่จะนำความสุขรอดพ้นจากทุกข์ ปลอดจากทุกข์ โดยขออนุญาตพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำสิ่งที่เหมาะควรที่ท่านจะกระทำได้
พรที่คนอื่นขอกัน ไม่ได้ขอที่จะทำความดีใช่หรือไม่ แต่ขอที่จะได้ แล้วจะได้มาอย่างไร ใครจะเอาความดีมาให้ ถ้าไม่ได้ทำเอง คุณคำปั่นคงจะมีหลายเรื่องที่จะทำให้ได้เข้าใจตัวอย่างในครั้งพุทธกาล ที่ท่านเหล่านั้นได้ขอโอกาสที่จะทำความดี
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1762
อ.คำปั่น ขอยกตัวอย่างนางวิสาขามิคารมาตา ซึ่งจริงๆ แล้วท่านเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เป็นผู้ที่มีศรัทธามั่นคงในพระพุทธศาสนา ท่านที่มีอัธยาศัยในการที่จะให้ทานอยู่เป็นประจำ ซึ่งนางวิสาขาได้เข้าไปกราบทูลขอโอกาสที่จะได้เจริญกุศล ขอพรทั้ง ๘ ประการ
ประการแรกคือ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายอาคันตุกภัต อาคันตุกะ หมายถึงผู้จรมา ตามความเป็นจริงแล้วผู้ที่จะไปสู่ที่อื่นๆ การแสวงหาอาหารสำหรับพระภิกษุที่ไม่ชำนาญในหนทาง ไม่ชำนาญในเส้นทางการบิณฑบาตนั้นจะเป็นผู้มีชีวิตที่ลำบาก ท่านจึงขอโอกาสที่จะได้ถวายอาคันตุกภัต คือภัตแก่ภิกษุผู้จรมา
ท่านขอโอกาสที่จะได้ถวายอาคันตุกภัตคือ ภัตแก่ภิกษุผู้จรมา ซึ่งเมื่อท่านได้รับภัตที่ท่านวิสาขาได้ถวายแล้ว เมื่อมีความชำนาญในเส้นทางการบิณฑบาตแล้วจะเป็นผู้ที่มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น
พรประการที่ ๒ มีความประสงค์ที่จะถวายภัตแก่ภิกษุผู้เตรียมจะเดินทาง ภาษาบาลีคือ คมิกภัต เพราะว่าพระภิกษุที่จะเดินทาง ถ้าหากว่ามัวมาแสวงหาอาหารก็จะพลาดโอกาสหมู่เกวียน และอาจจะถึงที่หมายเป็นเวลาค่ำมืดซึ่งไม่สะดวกสบาย
พรประการที่ ๓ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายภัตตาหารแก่ภิกษุผู้อาพาธ เพราะถ้าภิกษุผู้อาพาธไม่ได้อาหารที่เป็นที่สบาย จะเป็นผู้ที่มีโรคกำเริบขึ้นกระทั่งถึงกับมรณภาพได้
พรประการที่ ๔ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายอาหารแก่ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ เพราะหน้าที่หลักของภิกษุผู้พยาบาลภิกษุไข้ต้องดูแลภิกษุผู้อาพาธผู้ป่วยไข้ ถ้าหากว่าท่านมัวจะแสวงอาหารบิณฑบาตอยู่ ก็จะนำอาหารหรือว่าทำการปรนนิบัติดูแลภิกษุผู้ป่วยไข้ไม่ทันเวลา อาจจะเกิดความเดือดร้อนแก่ภิกษุผู้อาพาธได้ในภายหลัง
พรประการที่ ๕ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายเภสัชคือ ถวายยาแก่ภิกษุผู้อาพาธ
พรประการที่ ๖ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายยาคู
พรประการที่ ๗ ท่านมีความประสงค์ที่จะถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับพระภิกษุ
พรประการสุดท้ายคือ มีความประสงค์ที่จะถวายผ้าอาบน้ำสำหรับพระภิกษุณีเพื่อความเป็นสัดเป็นส่วน เพราะถ้าหากว่าภิกษุณีไปอาบน้ำกับหญิงชาวบ้าน จะถูกชักชวนด้วยเรื่องที่ไม่สมควร นี่คือพร ๘ ประการซึ่งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะเป็นความดี
ท่านอาจารย์ จะเห็นความต่างกันของผู้ที่เข้าใจความละเอียดกับความไม่ละเอียด ซึ่งชาวบ้านเมื่อมีศรัทธาคิดว่าจะถวายอะไรกับพระภิกษุเมื่อไรก็ได้ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่เคารพในพระบรมศาสดา ในความบริสุทธิ์อย่างยิ่งของพระศาสนาซึ่งเป็นไปเพื่อการละ แม้แต่การที่พุทธบริษัทในครั้งนั้นจะทำอะไรก็ต้องรู้ว่า ควรที่จะได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคทรงทราบ เพื่อที่จะได้พิจารณาดูว่าเป็นความเหมาะสมประการใดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าใครนึกอยากจะทำอะไรก็ทำ ทั้งๆ ที่พระผู้มีพระภาคซึ่งเหมือนกับผู้ที่เป็นเจ้าของพระธรรม เจ้าของในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงเจ้าของด้วยความเป็นอัตตา แต่พระองค์เป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้และได้ทรงแสดงพระธรรม ที่จะทำให้ละอกุศลถึงการดับสิ้นของกิเลสได้ เพราะว่าสำหรับคนธรรมดาก็คิดว่ากิเลสเพียงเล็กน้อย ไม่ทำอย่างนั้นแล้วทำอย่างนี้ก็คงจะได้เพราะเหมาะสมดีในความเห็นของตนเอง แต่ว่าเมื่อมีพระผู้มีพระภาคที่เป็นพระบรมศาสดา พุทธบริษัทซึ่งเข้าถึงพระคุณอย่างยิ่งจะไม่ทำอะไรตามแต่ความต้องการ
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์ เพราะว่าภิกษุแต่ละหนึ่งไม่ใช่สงฆ์ สงฆ์คือหมู่คณะ เพราะฉะนั้น หมู่คณะต้องเป็นบริษัทที่เป็นภิกษุหรือภิกษุณี ฆราวาสจะทำอะไรก็ได้ แต่ถ้าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับพระภิกษุก็ควรที่จะได้รับความเห็นชอบ หรือว่าได้กราบทูลให้พระผู้มีพระภาคซึ่งแล้วแต่พระองค์จะทรงบัญญัติสิกขาบท
ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1763