ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับไปของสัญญาที่ประกอบด้วยตัณหา ตอนที่ ๖-๑ [สักกปัญหสูตร]
โดย wittawat  29 ธ.ค. 2568
หัวข้อหมายเลข 51740

ข้อปฏิบัติให้ถึงการดับไปของสัญญาที่ประกอบด้วยตัณหา ตอนที่ ๖-๑ [สักกปัญหสูตร]
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 134
[๒๕๗] ส. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ภิกษุปฏิบัติอย่างไร ชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควร และให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันสัมปยุตด้วยปปัญจธรรม.

พ. ก็อาตมภาพ กล่าวโดยโสมนัส โทมนัส และอุเบกขา ส่วนละ ๒ คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าวหมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยอะไรจึงกล่าว ดังนั้น บรรดาโสมนัส ๒ อย่างนั้น บุคคลพึงรู้จัก
โสมนัสใดว่า เมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นไม่ควรเสพ. บุคคลพึงรู้จักโสมนัสใดว่าเมื่อเราเสพโสมนัสนี้อยู่ อกุศลธรรมย่อมเจริญมากดังนี้ โสมนัสเห็นปานนั้นควรเสพ. บรรดาโสมนัสนั้น โสมนัสที่เกิดขึ้นด้วยปฐมฌาน ยังมีวิตก วิจาร โสมนัสที่ไม่มีวิตก วิจาร ประณีตกว่า อาตมภาพกล่าวโสมนัสใด โดยส่วน ๒ ว่าควรเสพก็มี ไม่ควรเสพก็มี อาตมภาพกล่าว หมายถึงข้อความดังว่ามาฉะนี้ และอาศัยเหตุนี้จึงกล่าวดังนั้น. แม้โทมนัสและอุเบกขา ก็มีลักษณะดังนี้แล ขอถวายพระพร. ภิกษุปฏิบัติอย่างนี้แล ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ดําเนินปฏิปทาอันสมควรและให้ถึงความดับส่วนแห่งสัญญาอันประกอบด้วยปปัญจธรรม.


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้า 178
คําว่า ข้อปฏิบัติให้เข้าถึงความสมควรแก่การดับ โดยไม่เหลือแห่งส่วนความสําคัญที่ประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า
ความว่า ความดับโดยไม่เหลือ ได้แก่ความสงบระงับอันใดแห่งส่วนความสําคัญที่ประกอบไปด้วยเครื่องเนิ่นช้านี้
ท้าวสักกะย่อมทูลถามทางพร้อมทั้งวิปัสสนาคือ ความเหมาะสมแห่งความดับโดยไม่เหลือนั้น และข้อปฏิบัติให้ถึงในความดับโดยไม่เหลือนั้น.
ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มเวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะนั้นว่า และอาตมภาพโสมนัส.
ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแต่ข้อที่ทูลถาม ข้อที่ไม่ทูลถาม ข้อที่มีความต่อเนื่อง ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่องหรือ.
ตอบว่าตรัสแต่ข้อที่ทูลถามเท่านั้น ไม่ใช่ข้อที่ไม่ทูลถาม ตรัสข้อที่มีความต่อเนื่องเท่านั้น ไม่ใช่ข้อที่ไม่มีความต่อเนื่อง.
จริงอยู่สําหรับเทวดาทั้งหลาย อรูปปรากฏกว่าโดยความเป็นรูป
ถึงแม้ในอรูป เวทนาก็ปรากฏกว่า.
เพราะเหตุไร.
เพราะกายที่เกิดจากธุลีในน้ำ (กรัชกาย) ของพวกเทวดา เป็นของละเอียด
รูปที่เกิดจากกรรมเป็นของ มีกําลัง
เพราะความที่กายอันเกิดแต่ธุลีในน้ำเป็นของละเอียด (และ) เพราะรูปที่เกิดจากกรรมเป็นของมีกําลัง
ถ้าก้าวล่วงอาหารแม้มื้อเดียวพวกเทวดาก็ตั้งอยู่ไม่ได้
ย่อมแหลกไปเหมือนก้อนเนยใสบนแผ่นหินที่ร้อน.
พึงทราบถ้อยคําทั้งหมดตามนัยที่กล่าวแล้วในพรหมชาลสูตรนั้นแล.
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มเวทนาทั้ง ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ.
ก็แหละกัมมัฏฐานมี ๒ อย่างคือ รูปกัมมัฏฐานและอรูปกัมมัฏฐาน.
จะเรียกกัมมัฏฐานนั้นเองว่า การกําหนดรูป และการกําหนดอรูปก็ได้.
ในกัมมัฏฐาน ๒ อย่างนั้น รูปปรากฏแก่ผู้ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทําการกําหนดธาตุ ๔ ให้พิสดารแก่ผู้นั้นด้วยอํานาจเอาใจใส่โดยย่อ หรือด้วยอํานาจเอาใจใส่โดยพิสดาร ก็ตรัสรูปกัมมัฎฐาน
อรูปปรากฏแก่ผู้ใด ก็ตรัสอรูปกัมมัฏฐานแก่ผู้นั้น
และเมื่อจะตรัสอรูป ก็ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐานอันเป็นที่ตั้งของอรูปนั้นจึงตรัส.
แต่สําหรับพวกเทวดา ทรงทราบว่าอรูปปรากฏ จึงทรงเริ่มเวทนาด้วยอํานาจอรูปกัมมัฏฐาน.
ก็ความตั้งมั่นในอรูปกัมมัฏฐานมี ๓ อย่าง
คือ ด้วยอํานาจผัสสะ ด้วยอํานาจเวทนา ด้วยอํานาจจิต.
อย่างไร
คือ สําหรับบางคนเมื่อรับเอารูปกัมมัฏฐานไปจะโดยสังเขป หรือโดยพิสดารก็ตาม
ย่อมมีความตกไปเป็นอย่างยิ่งในชั้นแรกของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์นั้น
ผัสสะเกิดถูกต้องอารมณ์นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ.
สําหรับบางคน เวทนาเกิดตามเสวยอารมณ์นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ.
สําหรับบางคนวิญญาณที่เกิดขึ้นรู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ.
ในความตั้งมั่นทั้ง ๓ อย่างนั้น ผู้ใดมีผัสสะแจ่มแจ้ง
แม้ผู้นั้น ไม่ใช่จะเกิดขึ้นแต่ผัสสะอย่างเดียวเท่านั้น
พร้อมกับผัสสะนั้น แม้เวทนาที่ตามเสวยอารมณ์นั้นเองอยู่ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย
ถึงสัญญาที่จําอารมณ์นั้นอยู่
ถึงเจตนาที่คิดอารมณ์นั้นอยู่
ถึงวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วย จึงชื่อว่าย่อมรวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้.
ผู้ใดมีเวทนาแจ่มแจ้ง
แม้ผู้นั้นก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรมที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกัน เพราะมิใช่แต่เวทนาอย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับเวทนานั้น
ยังมีผัสสะเกิดขึ้นกระทบอารมณ์นั้นเองอยู่
ยังมีสัญญาที่จําอารมณ์
ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์
ยังมีวิญญาณที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นอยู่เกิดขึ้นด้วย.
สําหรับผู้ที่มีวิญญาณแจ่มแจ้งแม้นั้น
ก็ย่อมชื่อว่ารวบถือเอาหมวดเจตสิกธรรม ที่มีผัสสะเป็นที่ห้าอีกเหมือนกันนั่นแหละ
เพราะมิใช่เกิดขึ้นแต่วิญญาณอย่างเดียวเท่านั้น
พร้อมกับวิญญาณนั้น ก็ยังมีผัสสะที่เกิดขึ้นกระทบอารมณ์นั้นเองอยู่
ยังมีเวทนาที่ตามเสวยอารมณ์
ยังมีสัญญาที่จําอารมณ์
ยังมีเจตนาที่คิดอารมณ์เกิดขึ้นด้วย.
เมื่อเขาใคร่ครวญอยู่ว่า ธรรมหมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้าเหล่านี้ อาศัยอะไร
ก็ย่อมรู้ชัดว่าอาศัยที่ตั้ง.
ชื่อว่า ที่ตั้งก็คือร่างกาย (ที่เกิดจากละอองในน้ำ)
ที่ท่านหมายเอากล่าวว่า ก็แลวิญญาณของเรานี้อาศัยอยู่ในร่างกายนี้เกี่ยวข้องในร่างกายนี้.
โดยใจความก็คือเขาย่อมรู้ชัดทั้งภูตรูปและอุปาทารูป.
เมื่อรู้ชัดว่า ที่ตั้งในร่างกายนี้เป็นรูป หมวดที่มีผัสสะเป็นที่ห้า เป็นนามอย่างนี้ก็ชื่อว่าย่อมเห็นสักว่าเป็นนามรูปเท่านั้น.
และนามรูปก็เป็นเพียงขันธ์ห้าคือ รูปในที่นี้เป็นรูปขันธ์
และนามก็เป็นขันธ์ที่ไม่มีรูปทั้ง ๔ .
ก็ขันธ์ห้าที่พ้นไปจากนามรูป หรือนามรูปที่พ้นไปจากขันธ์ห้าหามีอยู่ไม่.
เมื่อเขาไตร่ตรองว่า ขันธ์ห้าเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ
ก็ย่อมเห็นว่า มีอวิชชาเป็นต้นเป็นเหตุ
แต่นั้นเมื่อไตร่ตรองถึงปัจจัย และสิ่งที่เกิดเพราะปัจจัยจนรู้ว่า
นอกเหนือไปจากปัจจัยและสิ่งที่เกิดจากปัจจัยนั้นแล้ว ไม่มีสัตว์ หรือบุคคลอื่น
มีแต่กลุ่มสังขารล้วนๆ เท่านั้นเอง
แล้วก็ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ด้วยอํานาจนามรูปพร้อมกับปัจจัย
เที่ยวพิจารณาว่า ไม่เที่ยง ทนไม่ได้ ไม่มีอะไรเป็นตัวตน ตามลําดับแห่งวิปัสสนา.
เขาหวังการแทงตลอดอยู่ว่า วันนี้ วันนี้
ในวันเห็นปานนั้นเมื่อได้ ฤดูเป็นที่สบาย บุคคลเป็นที่สบาย อาหารเป็นที่สบาย
หรือการฟังธรรมเป็นที่สบายแล้ว
ก็นั่งโดยบัลลังก์เดียวเท่านั้น ครั้นให้วิปัสสนาถึงยอดแล้ว
ก็ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตตผล.
โคปกเทพเทพบุตรบอกกัมมัฏฐานจนถึงอรหัตแก่ท่านทั้งสามเหล่านี้อย่างนี้แล.


ทีฆนิกายฏฺฐกถา (สุมงฺคลวิลาสินี๒) - หน้าที่ 549

ปปญฺจสญฺญาสงฺขานิโรธสารุปฺปคามินินฺติ
(ปฏิปทา) อันเป็นไปเพื่อความสงัดซึ่งปปัญจสัญญาสังขารที่เป็นไปโดยสภาพอันเหมาะกันนั้น

เอติสฺสา ปปญฺจสญฺญาสงฺขาย โย นิโรโธ วูปสโม ฯ
ความดับ ความสงบระงับใดแห่งปปัญจสัญญาสังขารนี้

ตสฺส สารุปฺปญฺเจว ตตฺถ คามินึ จาติ
ทั้งสภาพอันเหมาะนั้น และ (ปฏิปทา) ที่เป็นไปเพื่อถึงในธรรมนั้น

สห วิปสฺสนาย มคฺคํ ปุจฺฉติฯ
หมายความว่า ทูลถามถึงมรรคที่ประกอบด้วยวิปัสสนา

อถสฺส ภควา โสมนสฺสํ จ อาหนฺติ ติสฺโส เวทนา อารภิฯ
ลำดับต่อมา พระผู้มีพระภาค ทรงเริ่มแสดง “เวทนา ๓” โดยทรงแสดง (อธิบาย) เรื่อง "โสมนัส" แก่ท้าวสักกะ

กึ ปน ภควตา ปุจฺฉิตํ กถิตํฯ อปุจฺฉิตํฯ สานุสนฺธิกํฯ อนนุสนฺธิกนฺติฯ
ก็อะไรเล่า ที่พระผู้มีพระภาคตรัส เพราะถูกทูลถาม, ไม่ถูกทูลถาม, มีอนุสนธิ, ไม่มีอนุสนธิ?

ปุจฺฉิตเมว กถิตํฯ โน อปุจฺฉิตํฯ
ตรัสเฉพาะสิ่งที่ถูกทูลถาม มิใช่สิ่งที่ไม่ถูกทูลถาม

สานุสนฺธิกเมว โน อนนุสนฺธิกํฯ
ตรัสเฉพาะที่มีอนุสนธิ มิใช่ที่ไม่มีอนุสนธิ

เทวตานํ หิ รูปโต อรูปํ ปากฏฺตรํฯ
เพราะว่า สำหรับเทวดาทั้งหลาย อรูปย่อมปรากฏชัดกว่ารูป

อรูเปปิ เวทนา ปากฏฺตรา ฯ
แม้ในอรูป เวทนาย่อมปรากฏชัดกว่า

กสฺมา ฯ
เพราะเหตุไร?

เทวตานํ หิ กรชกายํ สุขุมํฯ
เพราะกายที่เกิดแต่กรรมของเทวดานั้นละเอียด

กมฺมชํ พลวํฯ
ส่วนที่เกิดแต่กรรมมีกำลังแรง

กรชกายสฺส สุขุมตฺตา ฯ กมฺมชสฺส พลวตฺตา
เพราะความละเอียดของกายที่เกิดแต่กรรม และความมีกำลังแรงของสิ่งที่เกิดแต่กรรม

เอกาหารํปิ อติกฺกมิตฺวา น ติฏฺฐนฺติฯ
พวกเทวดาไม่อาจผ่านเลยแม้เพียงอาหารหนึ่ง (มื้อเดียว) แล้วตั้งอยู่ได้

อุณฺหปาสาเณ ฐปิตสปฺปิปิณฺโฑ วิย วิลียนฺติฯ
ย่อมละลายไปเหมือนเนยใสที่ตั้งบนศิลาอันร้อน

สพฺพํ พฺรหฺมชาเล วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํฯ
ทั้งหมดนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ในพรหมชาลสูตร

ตสฺมา ภควา สกฺกสฺส ติสฺโส เวทนา อารภิฯ
เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเริ่ม (แสดงธรรม) ด้วยเวทนา ๓ แก่ท้าวสักกะ

ทุวิธํ หิ กมฺมฏฺฐานํ รูปกมฺมฏฺฐานํฯ อรูปกมมฏฺฐานํ จ ฯ
กัมมัฏฐานมีสองอย่าง คือ รูปกัมมัฏฐาน และอรูปกัมมัฏฐาน

รูปปริคฺคโห ฯ อรูปปริคฺคโหติปิ เอตเทว วุจฺจติฯ
การกำหนดรูป และการกำหนดอรูป ก็ชื่อว่าอย่างนี้เอง

ตตฺถ ภควา ยสฺส รูปํ ปากฏํฯ
ในที่นั้น พระผู้มีพระภาค ย่อมทรงแสดงแก่ผู้ที่รูปปรากฏชัด

ตสฺส สงฺเขปมนสิการวเสน วา วิตฺถารมนสิการวเสน วา
แก่เขา โดยอาศัยมนสิการโดยย่อก็ตาม หรือโดยอาศัยมนสิการโดยพิสดารก็ตาม

จตุธาตุววตฺถานํ วิตฺถาเรนฺโต รูปกมฺมฏฺฐานํ กเถติฯ
ทรงแสดงรูปกัมมัฏฐาน โดยขยายความเรื่องจตุธาตุววัฏฐานะ

ยสฺส อรูปํ ปากฏํฯ ตสฺส อรูปกมฺมฏฐานํ กเถติฯ
สำหรับผู้ที่อรูปปรากฏชัด พระองค์ทรงแสดงอรูปกัมมัฏฐานแก่ผู้นั้น

กเถนฺโต จ ตสฺส วตฺถุภูตํ รูปกมฺมฏฺฐานํ ทสฺเสตฺวาว กเถติฯ
และเมื่อทรงแสดง ทรงชี้แจงรูปกัมมัฏฐานอันเป็นวัตถุเป็นเครื่องรองรับก่อน แล้วจึงทรงแสดง

เทวานํ ปน อรูป ปากฏนฺติ
แต่สำหรับเทวดาทั้งหลาย อรูปย่อมปรากฏ

อรูปกมฺมฏฺฐานวเสน เวทนา อารภิฯ
จึงทรงเริ่มแสดงด้วยเวทนา โดยอาศัยอรูปกัมมัฏฐาน

ติวิโธ หิ อรูปกมฺมฏฺฐาเน อภินิเวโส
ความยึดถือ (แปลจาก อภินิเวโส = ความเข้าไปยึดมั่น / ความตั้งจิตแนบแน่น) ในอรูปกัมมัฏฐานมีสามอย่าง

ผสฺสวเสน ฯ เวทนาวเสน ฯ จิตฺตวเสนาติฯ
คือ โดยอำนาจผัสสะ, โดยอำนาจเวทนา, และโดยอำนาจจิต

กถํฯ
อย่างไร?

เอกจฺจสฺส หิ สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา ปริคฺคหิเต รูปกมฺมฏฺฐาเน
ของบุคคลบางคน เมื่อรูปกัมมัฏฐานถูกกำหนดไว้แล้วทั้งโดยย่อหรือโดยพิสดาร

ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต
การตกลงครั้งแรกของจิตและเจตสิกในอารมณ์นั้น

ตํ อารมฺมณํ ผุสนฺโต อุปฺปชฺชมาโน ผสฺโส ปากโฏ โหติฯ
ผัสสะที่เกิดขึ้นเพราะกำลังถูกต้องอารมณ์นั้น ย่อมปรากฏชัด

เอกจฺจสฺส ตํ อารมฺมณํ อนุภวนฺตี อุปฺปชฺชมานา เวทนา ปากฏา โหติฯ
ของบุคคลบางคน เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะเสวยอารมณ์นั้น ย่อมปรากฏชัด

หน้า 551

เอกจฺจสฺส ตํ อารมฺมณํ ปริคฺคเหตฺวา วิชานนฺตํ อุปฺปชฺชมานํ วิญฺญาณํ ปากฏํ โหติฯ
ของบางคน วิญญาณที่เกิดขึ้นเพราะรู้ชัดอารมณ์นั้น ย่อมปรากฏชัด

ตอนอธิบายทีละกลุ่ม

ตตฺถ ยสฺส ผสฺโส ปากโฏ โหติฯ
ในที่นั้น สำหรับผู้ที่ผัสสะปรากฏชัด

โสปิ น เกวลํ ผสฺโสว อุปฺปชฺชติฯ
เขาไม่ใช่มีแต่ผัสสะเท่านั้นเกิดขึ้น

เตน สทฺธึ ตเดวารมฺมณํ อนุภวมานา เวทนาปิ อุปฺปชฺชติฯ
เวทนาอันเสวยอารมณ์เดียวกันนั้นย่อมเกิดขึ้นด้วย

สญฺชานมานา สญฺญาปิฯ
สัญญาที่กำลังจำหมาย ย่อมเกิดเช่นกัน

เจตยมานา เจตนาปิฯ
เจตนาที่กำลังกระทำ ย่อมเกิดเช่นกัน

วิชานมานํ วิญฺญาณํปิ อุปฺปชฺชตีติ ผสฺสปญฺจมเกเยว ปริคฺคณฺหาติฯ
วิญญาณที่กำลังรู้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยเหมือนกัน ดังนั้น ย่อมกำหนดโดยผัสสะเป็นประธานพร้อมด้วยธรรม ๕ อย่าง

ยสฺส เวทนา ปากฏา โหติฯ
บุคคลใดเวทนาปรากฏชัด

โสปิ น เกวลํ เวทนาว อุปฺปชฺชติฯ
เขาก็ไม่ใช่มีแต่เวทนาเท่านั้นเกิดขึ้น

ตาย สทฺธึ ตเทวารมฺมณํ ผุสมาโน ผสฺโสปิ อุปฺปชฺชติฯ
ผัสสะที่ถูกต้องอารมณ์นั้นร่วมกันด้วย ย่อมเกิดขึ้น

สญฺชานมานา สญฺญาปิฯ
สัญญาย่อมเกิด

เจตยมานา เจตนาปิฯ
เจตนาย่อมเกิด

วิชานมานํ วิญฺญาณํปิ อุปฺปชฺชติฯ
วิญญาณย่อมเกิด

ติ ผสฺสปญฺจมเกเยว ปริคฺคณฺหาติฯ
ดังนั้นย่อมกำหนดโดยผัสสะเป็นประธานพร้อมด้วยธรรม ๕ อย่าง

ยสฺส วิญฺญาณํ ปากฏํ โหติฯ
บุคคลใดวิญญาณปรากฏชัด

โสปิ น เกวลํ วิญฺญาณเมว อุปฺปชฺชติฯ
เขาก็ไม่ใช่มีแต่วิญญาณอย่างเดียวเกิดขึ้น

เตน สทฺธึ ตเทวารมฺมณํ ผุสมาโน ผสฺโสปิ อุปฺปชฺชติฯ
ผัสสะที่ถูกต้องอารมณ์นั้นร่วมกันด้วย ย่อมเกิดขึ้น

อนุภวมานา เวทนาปิฯ
เวทนาที่เสวยอารมณ์ ย่อมเกิด

สญฺชานมานา สญฺญาปิฯ
สัญญาย่อมเกิด

เจตยมานา เจตนาปิ อุปฺปชฺชตีติ ผสฺสปญฺจมเกเยว ปริคฺคณฺหาติฯ
เจตนาย่อมเกิด ดังนั้น ย่อมกำหนดโดยผัสสะเป็นประธานพร้อมด้วยธรรม ๕ อย่าง

โส อิเม ผสฺสปญฺจมกา ธมฺมา กึนิสฺสิตาติ อุปธาเรนฺโต
เมื่อเขาพิจารณาว่า “ธรรมเหล่านี้ที่มีผัสสะเป็นที่ห้า อาศัยอะไร?”

วตฺถุนิสฺสิตาติ ปชานาติฯ
ย่อมรู้ว่า “อาศัยวัตถุ”

วตฺถุ นาม กรชกาโย ฯ
วัตถุ ชื่อว่า กรชกาย — คือกายอันเกิดแต่กรรม

ยํ สนฺธาย วุตฺตํ อิทํ จ ปน เม วิญฺญาณํ เอตฺถ นิสฺสิตํ เอตฺถ ปฏิพทฺธนฺติฯ
สิ่งซึ่งอาศัยแล้ว ได้กล่าวไว้ว่า “แม้นี้ วิญญาณของเราอาศัยอยู่ที่นี่ ผูกพันอยู่ที่นี่”

โส อตฺถโต ภูตานิ เจว อุปาทารูปานิ จ ฯ
สิ่งนั้น โดยอรรถแล้ว ได้แก่ รูปที่เป็นมหาภูตรูป และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป

เอวเมตฺถ วตฺถุ รูปํฯ
ฉะนั้น ในที่นี้ วัตถุ คือ รูป

ผสสปญฺจมกา นามนฺติ นามรูปมตฺตเมว ปสฺสติฯ
เขาย่อมเห็นว่า “ธรรมทั้งหลายที่มีผัสสะเป็นที่ห้า” ชื่อว่า นามรูปเท่านั้น

รูปํ เจตฺถ รูปกฺขนฺโธ ฯ
รูป ในที่นี้ คือ รูปขันธ์

นามํ จตฺตาโร อรูปิโน ขนฺธาติ
ส่วนนาม คือ ขันธ์ทั้งสี่ที่ไม่มีรูป

ปญฺจกฺขนฺธมตฺตํ โหติฯ
ย่อมเป็นเพียงขันธ์ทั้งห้า

นามรูปวินิมุตฺตา หิ ปญฺจกฺขนฺธา ฯ
เพราะขันธ์ทั้งห้า ไม่พ้นไปจากนามรูป

ปญฺจกฺขนฺธวินิมุตฺตํ วา นามรูปํ นตฺถิฯ
และนามรูปที่พ้นไปจากขันธ์ทั้งห้า ก็ไม่มี

โส อิเม ปญฺจกฺขนฺธา กึ เหตุกาติ อุปปริกฺขนฺโต
เมื่อเขาพิจารณาต่อว่า “ขันธ์ทั้งห้านี้ มีเหตุอะไร?”

อวิชฺชาทิเหตุกาติ ปสฺสติฯ
ย่อมเห็นว่า “มีอวิชชาเป็นต้นเป็นเหตุ”

ตโต ปจฺจเย เจว ปจฺจยุปฺปนฺนญฺจ
จากนั้น ย่อมเห็นทั้งปัจจัย และสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัย

ตโต ปรํ อญฺโญ สตฺโต วา ปุคฺคโล นตฺถิฯ
ต่อจากนั้นแล้ว สัตว์หรือบุคคลอื่นมิได้มี

สุทฺธสงฺขารปุญฺชมตฺตเมวาติ
เป็นเพียงกองสังขารอันบริสุทธิ์เท่านั้น

สปจฺจยนามรูปวเสน ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา
โดยอาศัยนามรูปพร้อมด้วยปัจจัย แล้วอาศัยไตรลักษณ์

วิปสฺสนาปฏิปาฏิยา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาติ สมฺมสนฺโต วิจรติฯ
ตามลำดับวิปัสสนา ย่อมพิจารณาเนืองๆ ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเที่ยวไป

โส อชฺช อชฺชาติ ปฏิเวธํ อากงฺขมาโน
เขา ผู้หวังการบรรลุในวันนี้หรือในพรุ่งนี้

ตถารูเป ทิวเส อุตุสปฺปายํฯ ปุคฺคลสปฺปายํฯ โภชนสปฺปายํฯ
ในวันที่สมควรอย่างนั้น ได้แก่ อุตุอันควร บุคคลผู้ควร อาหารอันควร

ธมฺมสฺสวนสปฺปายํ วา ลภิตฺวา
หรือได้การฟังธรรมที่เหมาะควร

เอกปลฺลงฺเกน นิสินฺโนว วิปสฺสนํ มตฺถกํ ปาเปตฺวา
นั่งขัดสมาธิเพียงครั้งเดียว ทำวิปัสสนาให้ถึงที่สุด

อรหตฺเต ปติฏฺฐาติฯ
ย่อมตั้งอยู่ในพระอรหัตผล

เอวํ อิเมสํ ติณฺณํปิ ชนานํ ยาว อรหตฺตา กมฺมฏฺฐานํ กถิตํ โหติฯ
อย่างนี้แล การกล่าวกรรมฐานตั้งแต่ต้นจนถึงอรหัตผล แก่คนทั้งสามจำพวก ได้สำเร็จแล้ว


สรุป
>> ข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อดับสัญญาที่เป็นไปกับปปัญจธรรม (สัญญาที่เกิดพร้อมกับตัณหาที่เป็นความประมาทมัวเมา เป็นต้น ตามที่แสดงไว้ในบทก่อน) คืออะไร?
>> ในพระสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม 3 ประเภท ได้แก่ เวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะ
>> เวทนาใด เกิดขึ้นแล้ว อกุศลธรรมย่อมเจริญมาก กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป เวทนานั้นไม่ควรเสพ ส่วนเวทนาใด เกิดขึ้นแล้ว กุศลธรรมย่อมเจริญมาก อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป เวทนานั้นควรเสพ
>> ข้อความในอรรถกถา แสดงว่า สำหรับเทวดานั้น อรูปธรรม ปรากฏชัดกว่า รูปธรรม เพราะว่า กายที่เกิดจากกรรมของเทวดานั้นเป็นของละเอียด (เข้าใจว่ากระทบอารมณ์ที่ปรากฏของเทวดา รุนแรงกว่าของมนุษย์ นามธรรม หรือ อรูปธรรมจึงปรากฏชัดกว่าสำหรับเทวดา) เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดง เวทนา ๓ แก่ท้าวสักกะ
>> กัมมัฏฐานมีสองอย่าง คือ รูปกัมมัฏฐาน และอรูปกัมมัฏฐาน ผู้ที่รูปปรากฏชัด จะทรงแสดงรูปกัมมัฏฐาน ผู้ที่นามปรากฏชัดจะทรงแสดงอรูปกัมมัฏฐาน
>> ความตั้งมั่นแนบแน่นของจิตในอรูปกัมมัฏฐานมีสามอย่าง คือ โดยอำนาจผัสสะ, โดยอำนาจเวทนา, และโดยอำนาจจิต
>> ขณะที่จิต และ เจตสิกรู้อารมณ์ บางบุคคลมีผัสสะปรากฏชัด บางบุคคลมีเวทนาปรากฏชัด บางบุคคลมีจิตปรากฏชัด ซึ่งสามารถที่จะศึกษาอบรมรู้ลักษณะของรูปธรรม นามธรรมขึ้นยิ่งขึ้น ละเอียดขึ้น ตามลำดับของวิปัสสนา ตามที่ทรงแสดง


เรียนถามอาจารย์คำปั่น
1. "อถสฺส ภควา โสมนสฺสํ จ อาหนฺติ ติสฺโส เวทนา อารภิฯ" ในฉบับแปล แปลว่า "ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มเวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะนั้นว่า และอาตมภาพโสมนัส." ดูเหมือนว่าไม่มีข้อความไหนจากอรรถกถาฉบับบาลี แสดงว่า "อาตมภาพโสมนัส" ใช่ไหมครับ แปลอย่างนี้ทำให้เข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโสมนัส แต่กระผมเข้าใจว่าหมายถึง "ลำดับต่อมา พระผู้มีพระภาค ทรงเริ่มแสดง “เวทนา ๓” โดยทรงแสดง (อธิบาย) เรื่อง "โสมนัส" แก่ท้าวสักกะ" ถูกหรือไม่อย่างไรขออาจารย์พิจารณา
2. "เอวํ อิเมสํ ติณฺณํปิ ชนานํ ยาว อรหตฺตา กมฺมฏฺฐานํ กถิตํ โหติฯ" ในนี้แปลว่า การบอกกัมมัฏฐานแก่คน 3 เหล่า แต่ในฉบับแปลมีข้อความว่า "โคปกเทพเทพบุตรบอกกัมมัฏฐานจนถึงอรหัตแก่ท่านทั้งสามเหล่านี้อย่างนี้แล." ซึ่งดูเหมือนว่า คัมภีร์อรรถกถาฉบับบาลีจะไม่มีข้อความอย่างนี้นะครับ ไม่ทราบกระผมจะเข้าใจถูกหรือผิดอย่างไรนะครับ คน 3 เหล่านี้ โดยบริบทที่กล่าวมาก่อนหน้า น่าจะอ้างอิงจากข้อความที่ว่า "ติวิโธ หิ อรูปกมฺมฏฺฐาเน อภินิเวโส ผสฺสวเสน ฯ เวทนาวเสน ฯ จิตฺตวเสนาติฯ ซึ่งแปลว่า ความตั้งมั่นแนบแน่นในอรูปกัมมัฏฐานมีสามอย่าง คือ โดยอำนาจผัสสะ, โดยอำนาจเวทนา, และโดยอำนาจจิต" ซึ่งอรรถกถาแสดงถึง บุคคลที่เจริญอรูปกัมมัฏฐาน 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลที่ผัสสะปราฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ หรือบุคคลที่เวทนาปรากฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ หรือบุคคลที่วิญญาณปรากฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ เข้าใจผิดถูกอย่างไรของอาจารย์ช่วยพิจารณาด้วยครับ
3. "เอกจฺจสฺส หิ สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา ปริคฺคหิเต รูปกมฺมฏฺฐาเน ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต ตํ อารมฺมณํ ผุสนฺโต อุปฺปชฺชมาโน ผสฺโส ปากโฏ โหติฯ" ซึ่งในฉบับแปล ใช้คำว่า "สําหรับบางคนเมื่อรับเอารูปกัมมัฏฐานไปจะโดยสังเขป หรือโดยพิสดารก็ตาม ย่อมมีความตกไปเป็นอย่างยิ่งในชั้นแรกของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์นั้น ผัสสะเกิดถูกต้องอารมณ์นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ." ข้อความบาลีในคัมภีร์อรรถกถาที่ว่า "ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต" ซึ่งฉบับแปล แปลว่า "ตกลงในชั้นแรกของจิตและเจตสิก" หรือหมายถึง ขณะที่จิตและเจตสิกรู้อารมณ์ครั้งแรก อันนี้ท่านต้องการหมายถึงอะไรครับ จะหมายถึง เช่น ทางตาขณะที่เห็นสีที่ปรากฏทางตาหรืออย่างไรครับ ขออาจารย์อธิบายเพิ่มเติมครับ

กราบอนุโมทนาครับ



ความคิดเห็น 1    โดย khampan.a  วันที่ 3 ม.ค. 2569

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
1. "อถสฺส ภควา โสมนสฺสํ จ อาหนฺติ ติสฺโส เวทนา อารภิฯ" ในฉบับแปล แปลว่า "ลําดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มเวทนา ๓ อย่างแก่ท้าวสักกะนั้นว่า และอาตมภาพโสมนัส." ดูเหมือนว่าไม่มีข้อความไหนจากอรรถกถาฉบับบาลี แสดงว่า "อาตมภาพโสมนัส" ใช่ไหมครับ แปลอย่างนี้ทำให้เข้าใจว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโสมนัส แต่กระผมเข้าใจว่าหมายถึง "ลำดับต่อมา พระผู้มีพระภาค ทรงเริ่มแสดง “เวทนา ๓” โดยทรงแสดง (อธิบาย) เรื่อง "โสมนัส" แก่ท้าวสักกะ" ถูกหรือไม่อย่างไรขออาจารย์พิจารณา
**เป็นการแสดงถึงเวทนา ๓ โดยเริ่มที่โสมนัสเวทนา ในอรรถกถาบาลี จะไม่มีข้อความที่แสดงว่า "อาตมภาพโสมนัส" แต่ตรงนี้จะเป็นการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโสมนัสเวทนา ตามที่คุณวิทวัตได้แสดงความคิดเห็นตามที่เข้าใจ ครับ


2. "เอวํ อิเมสํ ติณฺณํปิ ชนานํ ยาว อรหตฺตา กมฺมฏฺฐานํ กถิตํ โหติฯ" ในนี้แปลว่า การบอกกัมมัฏฐานแก่คน 3 เหล่า แต่ในฉบับแปลมีข้อความว่า "โคปกเทพเทพบุตรบอกกัมมัฏฐานจนถึงอรหัตแก่ท่านทั้งสามเหล่านี้อย่างนี้แล." ซึ่งดูเหมือนว่า คัมภีร์อรรถกถาฉบับบาลีจะไม่มีข้อความอย่างนี้นะครับ ไม่ทราบกระผมจะเข้าใจถูกหรือผิดอย่างไรนะครับ คน 3 เหล่านี้ โดยบริบทที่กล่าวมาก่อนหน้า น่าจะอ้างอิงจากข้อความที่ว่า "ติวิโธ หิ อรูปกมฺมฏฺฐาเน อภินิเวโส ผสฺสวเสน ฯ เวทนาวเสน ฯ จิตฺตวเสนาติฯ ซึ่งแปลว่า ความตั้งมั่นแนบแน่นในอรูปกัมมัฏฐานมีสามอย่าง คือ โดยอำนาจผัสสะ, โดยอำนาจเวทนา, และโดยอำนาจจิต" ซึ่งอรรถกถาแสดงถึง บุคคลที่เจริญอรูปกัมมัฏฐาน 3 ประเภท ได้แก่ บุคคลที่ผัสสะปราฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ หรือบุคคลที่เวทนาปรากฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ หรือบุคคลที่วิญญาณปรากฏชัดเมื่อรู้อารมณ์ เข้าใจผิดถูกอย่างไรของอาจารย์ช่วยพิจารณาด้วยครับ
**เป็นการแปลที่ถูกต้อง เพราะมีการโยคคำเข้ามาเพื่อให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ และความเข้าใจถึงชน ๓ เหล่า ก็เข้าใจตามข้อความที่เกี่ยวข้อง และตามที่เป็นจริง คือ ผู้ที่เข้าใจธรรมเหล่านี้ คือ ผัสสะ เวทนา และจิต ตามที่คุณวิทวัตได้แสดงความเข้าใจ ครับ
3. "เอกจฺจสฺส หิ สงฺขิตฺเตน วา วิตฺถาเรน วา ปริคฺคหิเต รูปกมฺมฏฺฐาเน ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต ตํ อารมฺมณํ ผุสนฺโต อุปฺปชฺชมาโน ผสฺโส ปากโฏ โหติฯ" ซึ่งในฉบับแปล ใช้คำว่า "สําหรับบางคนเมื่อรับเอารูปกัมมัฏฐานไปจะโดยสังเขป หรือโดยพิสดารก็ตาม ย่อมมีความตกไปเป็นอย่างยิ่งในชั้นแรกของจิตและเจตสิกทั้งหลายในอารมณ์นั้น ผัสสะเกิดถูกต้องอารมณ์นั้นอยู่ย่อมเป็นของปรากฏ." ข้อความบาลีในคัมภีร์อรรถกถาที่ว่า "ตสฺมึ อารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกานํ ปฐมาภินิปาโต" ซึ่งฉบับแปล แปลว่า "ตกลงในชั้นแรกของจิตและเจตสิก" หรือหมายถึง ขณะที่จิตและเจตสิกรู้อารมณ์ครั้งแรก อันนี้ท่านต้องการหมายถึงอะไรครับ จะหมายถึง เช่น ทางตาขณะที่เห็นสีที่ปรากฏทางตาหรืออย่างไรครับ ขออาจารย์อธิบายเพิ่มเติมครับ
**เข้าใจว่าเป็นการแสดงถึงความเป็นจริงของการเกิดขึ้นของจิตและเจตสิก ที่เป็นไปในอารมณ์ ครั้งแรก ในแต่ละวิถี ถ้าทางตา ก็เริ่มตั้งแต่จักขุทวาราวัชชนจิต เมื่อเป็นสิ่งที่มีจริง ก็สามารถเป็นที่ตั้งของปัญญาที่จะเข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริงได้ ครับ
... ยินดีในกุศลวิริยะของคุณวิทวัตเป็นอย่างยิ่งครับ ...


ความคิดเห็น 2    โดย wittawat  วันที่ 5 ม.ค. 2569

กราบอนุโมทนาครับ