ปัญญารู้ความจริงในความมืด
โดย เมตตา  26 มิ.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52598

อ.ธีรพันธ์: กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ ได้ยินคำว่า กิเลส ครับ เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต เพราะว่า กิเลส ก็คือทำให้จิต แล้วก็สภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วยในขณะนั้นเศร้าหมอง แต่ฟังดูทั่วๆ ไปนะครับ เหมือนกับว่า กิเลสทำให้จิตเศร้าหมองเหมือนกับว่า จิตไม่ใช่เป็นสภาพธรรมที่เป็นปัณฑระโดยตรง เหมือนกับว่าถูกทำให้เศร้าหมองอย่างนี้ครับ

แล้วจะเป็นความละเอียดอย่างไรครับ ที่จะแสดงถึงว่า จิตเป็นปัณฑระจริงๆ ไม่ใช่จะเศร้าหมองไม่ได้ครับ แต่มีคำว่า กิเลสทำจิตให้เศร้าหมอง ตรงนี้ครับ

ท่านอาจารย์: กิเลสเป็นจิตหรือเปล่า?

อ.ธีรพันธ์: กิเลสไม่เป็นจิตครับ

ท่านอาจารย์: กิเลสเกิดกับอะไร?

อ.ธีรพันธ์: กิเลสเกิดกับอกุศลจิตครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น กิเลสเศร้าหมองไหม?

อ.ธีรพันธ์: กิเลสเศร้าหมองครับ

ท่านอาจารย์: และจิตที่เกิดกับกิเลสเศร้าหมองไหม?

อ.ธีรพันธ์: ก็เศร้าหมองด้วยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น แม้จิตจะเป็นปัณฑระ แต่เมื่อมีกิเลสจรมาก็เป็นอกุศล แต่ถึงเป็นอกุศลปานใด ตัวจิตเท่านั้นเป็นอกุศลไม่ได้ แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่เกิดร่วมด้วย

อ.ธีรพันธ์: ครับ ก็ความละเอียดตรงนี้ ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายให้เห็นความว่า จิตจริงๆ แล้วไม่ใช่สภาพธรรมที่เศร้าหมอง แต่ขณะนั้นก็เศร้าหมองไปด้วยครับ เป็นประโยชน์มากเลยครับ ทำให้เข้าใจความละเอียดว่า จิตจริงๆ แล้ว ถึงจะถูกเศร้าหมองด้วยกิเลส แต่ว่า จิตไม่ใช่กิเลสครับ

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวจะคิดว่า จิตเหมือนกับว่า ถ้าเศร้าหมองไปแล้ว ก็คือไม่มีการอบรมจิตที่จะให้ปราศจากความเศร้าหมองด้วยปัญญาได้เลยเพราะว่าคิดว่า ตัวจิตเองเป็นจิตที่เศร้าหมองเหมือนกับเป็นเจตสิกที่เศร้าหมอง อันนี้มันก็ไม่ใช่แล้วครับ

แล้วก็ถามเรื่องตรงที่กระจกบานใหญ่ครับท่านอาจารย์ ก็คือความเห็นที่ผิดประการหนึ่ง ก็คือว่าเรื่องของการที่เห็นภาพเงาในกระจก ถ้าคิดว่ามีเราในกระจกจริงๆ นี่คือประการหนึ่งครับ แต่เมื่อฟังแล้วแต่ก็ทำให้สามารถเข้าใจได้ว่าขณะที่เห็นกระจก เราไม่ได้อยู่ในกระจก แต่ก็ยังมีความเป็นเราที่คิดว่า เราไม่ได้อยู่ในกระจกยังเป็นเรา

ท่านอาจารย์: แน่หรือๆ!! ส่องกระจกแล้วใครล่ะ?

อ.ธีรพันธ์: เราครับ

ท่านอาจารย์: อ้าว! จะไม่ได้อยู่ในกระจกได้ไง?

อ.ธีรพันธ์: แต่เมื่อฟังครับ ก็ทำให้ทราบว่า จริงๆ แล้วเราไม่ได้อยู่ในกระจก

ท่านอาจารย์: แต่มองเห็นเราในกระจก ห้ามไม่ให้เห็นเราในกระจกได้ไหม?

อ.ธีรพันธ์: ไม่ได้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น คิดดีๆ นะคะคุณธีรพันธ์ ใส่ใจให้ดี ไม่มีแม้กระจกถูกต้องไหม?

อ.ธีรพันธ์: ครับ อันนี้ถูกถึงที่สุดเลยครับ ถ้าเป็นกระจก ก็ยังเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่อีก

เพราะฉะนั้น จริงๆ ท่านอาจารย์บอกว่า กระจกบานใหญ่จริงๆ แล้ว ก็คือจริงๆ แล้วกระจกไม่มีเลยขณะนี้ครับ ไม่ต้องมีกระจกแต่ก็คิดว่ามีเรานี่ครับ ลึกซึ้งมากครับ

ท่านอาจารย์: ไม่ใช่แค่มีเราใช่ไหม? มีหมดเลย นกก็มี ช้างก็มี งูก็มี เรือก็มี มีหมด ปานนั้น!!

อ.ธีรพันธ์: ทำไมถึงปานนั้นครับท่านอาจารย์ ก็ทั้งที่หลับตาก็ไม่มี แต่ทำไมมันหลายอย่างจังครับ

ท่านอาจารย์: เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?

อ.ธีรพันธ์: ไม่ได้เป็นครับ

ท่านอาจารย์: ค่ะ

อ.ธีรพันธ์: นี่ครับ โอ้โห! เหมือนกับสิ่งที่ถูกปิดบังไว้นิดเดียว แต่นิดเดียวก็ไม่รู้ตามความเป็นจริง ระหว่างหลับตาและลืมตา ก็ยังไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้จนกว่านะครับ

แล้วก็อีกคำว่า ขณะที่สว่างทางเดียว คือทางตา แต่ว่าขณะที่รู้ว่าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งขณะนั้นมืดครับ

ท่านอาจารย์: จริงไหม?

อ.ธีรพันธ์: จริงครับ

ท่านอาจารย์: นั่นแหละจริงที่สุดเปลี่ยนไม่ได้

อ.ธีรพันธ์: ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ ขณะนั้นก็ถ้าโดยความเป็นเราก็มืด ไม่ได้เห็นจริงๆ ขณะที่เป็นสว่าง

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เพราะฉะนั้น ปัญญารู้ความจริงในความมืดใช่ไหม?

อ.ธีรพันธ์: ครับ แม้ปัญญาก็รู้ครับ

ท่านอาจารย์: เห็นไหม เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ไม่ได้มืดเลย เพราะฉะนั้น ปัญญาอยู่ไหน?!

อ.ธีรพันธ์: ครับ ก็ค่อยๆ อบรมครับ ก็ แต่ละคำๆ นี่เป็นประโยชน์มากเลยครับว่า แม้ปัญญาก็อยู่ในความมืด ถ้าไม่อบรมพิจารณาได้ว่า ถ้าปัญญาไม่มืดแล้ว ปัญญาจะไปรู้ความจริงได้อย่างไร เพราะว่าเห็นทางเดียวทางตา นอกนั้นมืด เพราะถ้าปัญญาไม่มืดแล้วปัญญาจะไปรู้ธรรมที่ไม่ได้ปรากฏอย่างทางตาที่มืดได้อย่างไร ตรงนี้ละเอียดมากครับ กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ธีรพันธ์ ด้วยค่ะ