
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
อ.คำปั่น: เป็นค่ำคืนแห่งการสนทนาธรรมเพื่อเข้าใจความจริง เป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งในชีวิตที่จะได้มีโอกาสสนทนา ได้ศึกษาเพื่อความเข้าใจในสิ่งที่มีจริงตรงตามพระธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว
การสนทนาธรรมไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นแต่ว่าเป็นการสนทนาในสิ่งที่มีจริง เพื่อประโยชน์คือสะสมความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมะตามสมควรกับอัธยาศัยของผู้ฟัง น่าพิจารณาอย่างยิ่งว่า ท่านเหล่านั้นได้ไปศึกษาความละเอียดของธรรมะที่ไหน อย่างไร?
อ.อรรณพ: บุคคลในสมัยพระพุทธเจ้าก็แล้วแต่การสะสม แต่ผู้ที่สะสมมามากมายในระดับที่จะเป็นพระอัครสาวก พระมหาสาวกหรือแม้ปกติสาวก แต่ว่าบารมีท่านพร้อมแล้ว จะว่าท่านไม่ได้ศึกษาและสะสมความเข้าใจในความเป็นธรรมะมาแล้วมาฟังตรงนั้นเลยไม่ได้ เพราะฉะนั้นปฏิเสธบุพเพกตบุญญตาไม่ได้
แล้วการสะสมมาเมื่อได้ยินคำแม้เล็กๆ น้อยๆ อย่างท่านพระสารีบุตร ท่านพระพาหิยะ แม้สั้นๆ ก็สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีในขณะนี้ตามที่พระองค์ทรงแสดงได้ แต่เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?? คงสะสมมาบ้าง คงไม่มากมายเท่าบุคคลในสมัยพุทธกาลที่เป็นกาลสมบัติ ที่ท่านได้พบพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกที่เลิศด้วยคุณทั้งหลาย และท่านก็สะสมปัญญากันมามาก
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะบุคคลสมัยโน้นหรือสมัยนี้ฟังคำว่าธรรมะ ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้น แต่ความเข้าใจของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ... ปัญญาของท่านในสมัยนั้นกับเราในสมัยนี้ห่างกันเทียบกันไม่ได้ แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือเริ่มต้นจากการเข้าใจในความเป็นธรรมะที่มีเดี๋ยวนี้ ถ้าสิ่งที่ไม่มีจริงจะศึกษาทำไม?! ไม่มีจริงให้รู้ได้ ไม่ได้ปรากฏเลื่อนลอย ไปดูหนังดูละครไม่ดีกว่าหรือ? เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นต้องมีจริงๆ ละเอียดลึกซึ้งเพราะไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ เพราะฉะนั้นเริ่มจากธรรมะคืออะไร!! ต้องเข้าใจความเป็นธรรมะเบื้องต้น กว่าจะเป็นปริยัติต้องมีความละเอียดในการฟังด้วยการใส่ใจด้วยดี ไตร่ตรองด้วยดี ฟังแล้วฟังอีก ปรารภแล้วปรารภอีก ในความเป็นธรรมะที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่เรา ... ต้องเริ่มตรงนี้ทั้งหมด!! แต่แล้วแต่ว่าจะเริ่มมาแค่ไหน

อ.คำปั่น: ยิ่งฟังก็ยิ่งเห็นว่าปฏิเสธการสะสมเหตุในอดีตไม่ได้ การศึกษาปัจจุบันด้วยก็เกื้อกูลทั้งหมดเลย ก็เป็นประโยชน์ให้เห็นถึงความสำคัญยิ่งของการได้มีโอกาสได้ฟัง ได้ศึกษาจริงๆ พอมีโอกาสได้ฟังคำไหนก็ตามไม่พ้นจากเพื่อให้เข้าใจในความจริงของธรรมะ แล้วธรรมะคือสิ่งที่มีจริงก็มีจริงๆ ในขณะนี้ด้วย ไม่ว่าจะกล่าวถึงโลภะก็มีในขณะนี้ในชีวิตจริงๆ เลยความโกรธก็มีจริง เห็นมีจริงๆ ได้ยินมีจริงๆ คิดมีจริงๆ ทั้งหมดเป็นการได้ยินได้ฟังได้สะสมความเข้าใจว่า นี่เป็นธรรมะเพราะว่ามีจริงๆ มีลักษณะให้ศึกษา ให้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริงได้ ก็ต้องอาศัยคำที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ที่จะเป็นเครื่องอุปการะเกื้อกูลให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงตามความเป็นจริง
อ.อรรณพ: จึงมีคำว่าอุปปนิสยโคจรอารมณ์ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่คำของคนอื่น เป็นคำสอนเพื่อบ่มปัญญา จึงต้องฟังไตร่ตรองเข้าใจขึ้นประมาทไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรมยามค่ำคืนเล็กๆ น้อยๆ ก็มีประโยชน์กว่าที่จะไม่มีการฟังไตร่ตรองพระธรรมเลย มีทางเดียวแล้วก็ต้องแล้วๆ เล่าๆ อย่างนี้ เพราะความไม่รู้มีมากปัญญามีน้อย แต่ปัญญาก็ค่อยๆ เจริญขึ้นได้ แต่ไม่ได้โตในเวลาอันรวดเร็ว และโดยเฉพาะในเวลาเริ่มต้น หนทางการอบรมเจริญปัญญาจึงขรุขระ เพราะเต็มไปด้วยอกุศลมากมาย อกุศลเกิดง่ายเพียงแค่ลืมตาอกุศลก็เกิดแล้ว นี่แสดงถึงความคุ้นชินที่อกุศลเกิด ไม่คุ้นชินที่กุศลจะเกิด เทียบแล้วกุศลเกิดมากกว่าอกุศลเยอะ และกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็ยิ่งน้อยกว่ากุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา และเกิดได้ยากกว่ากุศลที่ประกอบด้วยปัญญานอกพระศาสนานี้ ที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นธรรมะที่ไม่ใช่เรา
เราไม่คุ้นเคยเลยว่าเป็นธรรมะที่ไม่ใช่เรา เพราะว่าความเป็นเราติดมาเต็มไปหมด ก็ต้องฟังขึ้นๆ เช่นนี้ นี่คือกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาในขั้นฟัง ขั้นไตร่ตรองที่จะค่อยๆ รู้ขึ้นๆ จนเป็นการรอบรู้เป็นปริยัติ และนำไปสู่กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาที่รู้ตรงลักษณะสภาพสิ่งที่ปรากฏโดยไม่ต้องมีชื่อปรากฏด้วยดีกับปัญญา และกุศลที่สูงขึ้นไปที่ประจักษ์ชัดในสภาพธรรมะตั้งแต่ที่ธาตุรู้ที่ต่างกับธาตุไม่รู้ไปตามลำดับ จนกว่าจะรู้ว่าไม่ว่าธาตุรู้หรือธาตุไม่รู้ที่เกิดนั้น เกิดจากเหตุปัจจัย เกิดแล้วดับไป ชัดแจ้งในการเกิดแล้วดับไป และสูงไปอีกไม่ได้เร็วเหมือนกับที่พูดเลย จนกระทั่งเป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาที่เป็นโลกุตรกุศล โลกุตรปัญญา มรรคจิต ผลจิด
เพราะฉะนั้นยาก แต่ยากแล้วต้องค่อยๆ มีวิริยะ มีศรัทธาในการที่จะฟังเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ แม้จะมีความเป็นเราเกิดอยู่เรื่อยตามที่สะสมมา แต่อุปนิสัยที่ใคร่ต่อการฟังธรรมก็ยังพอที่จะทำให้ไตร่ตรองแม้คันฟังขั้นคิดมีคุณค่ามหาศาล แม้ความเข้าใจวันละนิดที่ว่าเป็นธรรมะที่ไม่ใช่เรา เพราะถ้าไม่มีเลย มีแต่อกุศลเต็มไปหมด มีแต่เรา ชีวิตนี้ก็ไร้ค่าและยังสะสมให้มีอกุศลหนักขึ้นทุกวันๆ พืชเชื้อของกิเลสเพิ่มขึ้นทุกขณะที่กิเลสอกุศลเกิด เพิ่มเชื้อเพิ่มอนุสัยไว้ในจิตให้ดับยากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่การฟังธรรมเป็นการสะสมความเข้าใจสะสมเป็นอาสยะที่ดีไว้ปรุงแต่งไปเรื่อยๆ เพราะความไม่รู้มหาศาล ความรู้แม้จะน้อยนิดก็ยังดีกว่าไม่รู้เลย และน้อยๆ นิดๆ ก็จะนำไปสู่การค่อยๆ รู้ขึ้นๆ ถ้าไม่มีแสงสว่าง ความมืดก็ไม่จางไป แสงสว่างแม้นิดๆ หน่อยๆ ก็สะสมไปจนกว่าจะสว่างไสวจริงๆ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ