ถ้าไม่มีธาตุรู้เลยอะไรก็ไม่ปรากฏ
โดย เมตตา  21 ก.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 53151

อ.กุลวิไล: วันนี้ได้ฟังที่ท่านอาจารย์เตือน เดี๋ยวนี้มีอะไร!! ก็เห็นถึงความที่ยังเป็นผู้ที่ไม่เห็นโทษของความไม่รู้เลย มากด้วยความไม่รู้ค่ะ กราบเรียนท่านอาจารย์ค่ะ เพราะว่าฟังพระธรรม แต่ก็ยังเป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในความประมาท แม้แต่ไม่เห็นโทษของความไม่รู้ ชีวิตประจำวันก็มากด้วยความไม่รู้ เพราะว่าติดข้องก็ยังไม่รู้เลยค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่พอนะ ต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเริ่มเห็นความลึกซึ้ง

ไม่รู้อะไร?! เห็นไหม ไม่รู้เฉยๆ ได้ยังไงกัน!! ไม่รู้อะไร?!

อ.กุลวิไล: ไม่รู้สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น หมายความว่ามีสิ่งที่มีจริง คืออะไร?? ต้องรู้อีก!!

อ.กุลวิไล: ค่ะ ซึ่งก็อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แสดงความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เหมือนตอนนี้ค่ะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วค่ะท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่รู้ความจริงว่า สิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ใช่ไหม?

อ.กุลวิไล: ใช่ค่ะ

ท่านอาจารย์: ก็เริ่มรู้ว่า เมื่อไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แล้วเป็นอะไรล่ะ!! เห็นไหม เยอะเยะไปหมดตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ

ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วเป็นอะไรล่ะ!! กว่าจะรู้

อ.กุลวิไล: ค่ะ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เกิดแล้วก็ดับ ไม่กลับมาอีก แต่ก็ลวงว่า เที่ยง ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้แหละ อะไรล่ะ? ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่พูดลอยๆ แต่ต้องมีว่า อะไรล่ะที่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด?

ลองหาดู! ต้องเป็นการไตร่ตรองทุกคำจริงแต่ลึกซึ้ง เดี๋ยวนี้ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วเป็นอะไรล่ะ!!

อ.กุลวิไล: เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งก็ตรงกับที่ทรงแสดง เพราะว่าตอนนี้ก็ยึดถือว่า เป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

ท่านอาจารย์: ยึดถืออะไรว่า เป็นเรา เห็นไหม? ไม่จบ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรเลย แค่จำแล้วก็พูดตาม แต่ก็ต้องรู้ว่า แล้วอะไรล่ะที่ว่าเป็นเรา?

อ.กุลวิไล: แม้แต่ที่กายค่ะ ก็ยังยึดถือว่ามีเราที่กำลังนั่งอยู่

ท่านอาจารย์: ที่กาย อะไรล่ะ? เห็นไหม? ไม่จบ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดที่กาย ไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะที่กาย!!

อ.กุลวิไล: ร้อนค่ะ ตอนนี้

ท่านอาจารย์: เห็นไหม รู้ได้เมื่อไหร่?

อ.กุลวิไล: กำลังปรากฏ

ท่านอาจารย์: เมื่อกระทบสัมผัส ไฟในเต่ร้อนไหม?

อ.กุลวิไล: ร้อนค่ะ

ท่านอาจารย์: ยังไม่ได้กระทบสัมผัสเลย ร้อนจึงไม่ปรากฏ

แค่จำว่า ไฟในเตาร้อน แต่ว่าความจริงลักษณะร้อนของไฟในเตาไม่ได้ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น ธรรมปรากฏเมื่อมีสภาพรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ

แต่ไม่เคยสนใจธาตุรู้สภาพรู้เลย เพราะไม่มีรูปร่างไม่มีลักษณะเลย แต่เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด

เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ ต้องมีสภาพที่รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ เช่นเสียง ถ้าไม่มีสภาพที่เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นปรากฏไม่ได้แน่นอน และความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้น เสียงต้องเกิดก่อนได้ยิน และเสียงต้องกระทบหู โสตปสาทรูป รูปพิเศษที่อยู่ในกาย แต่ไม่ใช่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นรูปที่ไม่มีใครสามารถจะทำให้เกิดได้นอกจากกรรม ทำให้เกิดตา เกิดหู เกิดจมูก เกิดลิ้น เกิดกาย กายปสาทะซึมซาบอยู่ทั่วตัว

เพราะฉะนั้น ถ้ากรรมไม่ทำให้เกิดจักขุปสาทะ ก็ตาบอด มีแข็ง มีอ่อน มีเย็น มีร้อน แต่ไม่มีรูปที่สามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น

ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมจึงเริ่มตรงต่อความเป็นจริง มีธาตุรู้แน่นอนในขณะที่เห็น มีสิ่งที่ถูกเห็นกำลังเกิดธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เป็นสิ่งที่กระทบตาเท่านั้น เห็นอื่นไม่ได้เลย

เห็นไหม กว่าจะฟังแต่ละคำได้ยินแต่ละคำต้องตรงตั้งแต่ต้น เดี๋ยวนี้มีอะไร!!

ถ้าไม่มีธาตุรู้เลย อะไรก็ไม่ปรากฏแน่นอน โลกไม่มี พระอาทิตย์พระจันทร์ไม่มี แม่น้ำลำคลองไม่มี รถยนต์ไม่มี คนไม่มี ถ้าไม่มีธาตุรู้

แต่ธาตุรู้ต้องรู้เพียงหนึ่ง ธาตุรู้หนึ่งต้องรู้หนึ่ง ทางที่จะรู้ได้มี ๖ ทาง

๑. ทางตา ได้ยินเสียง หรือว่าได้กลิ่นไม่ได้เลย แต่กำลังเห็น ถ้าไม่มีการเห็นเกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ปรากฏไม่ได้

ต้นไม้ไม่เห็นอะไร แต่สิ่งที่มีชีวิตมีรูปพิเศษที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง

เพราะฉะนั้น ฟังแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่รีบร้อน แต่เห็นในความลึกซึ้งอย่างยิ่งของแม้แต่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่มีใครรู้ เป็นเราเห็นมานานเท่าไหร่ เป็นนกเห็น เต่าเห็น ปูเห็น ปลาเห็น แต่เห็นเป็นเห็น เห็นเป็นอะไรไม่ได้ เอารูปร่างออกให้หมดเลย เห็นก็เป็นเห็น แต่พอคิดถึงรูปร่าง ปลาเห็น นกเห็น คนเห็น แมวเห็น แต่เห็นไม่ใช่นก ไม่ใช่คน ไม่ใช่แมว

ค่อยๆ ฟังว่า นี่คือธรรม สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งปะปนกันไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะเหตุให้เกิดธรรม แต่ละหนึ่งๆ หลากหลายต่างกันมาก

ถ้าไม่มีตารูปพิเศษที่ใช้คำว่า จักขุปสาทะ จะไม่มีอะไรมากระทบที่จะปรากฏให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย เห็นเกิดเห็นแล้วดับทันที เดี๋ยวนี้เหมือนเห็นตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น กว่าจะมีความเข้าใจธรรมต้องตรงกับธรรมทีละคำ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ถ้าไม่เกิดจะมีไหม?

อ.กุลวิไล: ไม่มีค่ะ

ท่านอาจารย์: เกิดแล้วดับไหม?

อ.กุลวิไล: ก็ต้องดับ

ท่านอาจารย์: ยังเหลืออะไรสักนิดหนึ่งไหม?

อ.กุลวิไล: ไม่เหลือเลยค่ะ

ท่านอาจารย์: เมื่อวานนี้เป็นอย่างนี้ไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้น วันนี้ไม่ใช่เมื่อวันนี้ และพรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ วันนี้ก็เป็นเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ต่อไป ไม่รู้มาเลยตลอดตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติ จนกว่าจะมีผู้ที่ทรงตรัสรู้ ทรงพระนาม ทรงพระคุณ ไม่ใช่ว่า ชื่อ ที่ใครจะใช้ได้เลย เพราะว่าเป็นคุณที่เหนือบุคคลใดทั้งสิ้น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า เจ้า จะต้องเหนือกว่าบุคคลใดทั้งสิ้นใช่ไหม เพราะพุทธเจ้ารู้สิ่งซึ่งคนอื่นไม่รู้ลึกซึ้งโดยประการทั้งปวง

โดยประการทั้งปวงนี้ เรายังไม่ได้ฟังเลยนะว่า ทั้งปวงนั้นคืออะไร!! แต่ไม่มีอะไรที่ไม่ได้ทรงตรัสรู้ พระปัญญาของพระองค์เหมือนใบไม้ในป่า แต่ที่ทรงแสดงให้คนที่สามารถเข้าใจได้ เปรียบได้กับใบไม้ ๒ - ๓ ใบในกำมือ

๒ - ๓ ใบนี่ก็ยากนะ ต้องฟังอย่างละเอียดจริงๆ มั่นคงจริงๆ ว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริงเมื่อเกิดขึ้นแล้วดับไป แค่เกิดแล้วดับแต่ต่อกันจนกระทั่งจำไว้หมด รูปร่างสัณฐานอย่างนี้เป็นอะไรเป็นคน รูปร่างสัณฐานอย่างนั้นเป็นนก นี่เป็นจาน นั่นเป็นส้อม นี่เป็นถ้วย แต่ปรากฏแค่กระทบตา เร็วจนกระทั่งปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐาน แยกออกไปได้ทุกขณะจะไม่เหลือเลย

เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ศรีษะตลอดเท้า มีศีรษะ มีแขน มีขา แยกออกได้หมดฟันออกไป หรือว่าทำลายด้วยวิธีใดก็ตามให้ละเอียดยิบ เพราะมีอากาศธาตุแทรกอยู่ทุกรูปที่เป็นกลุ่มเล็กที่สุดที่แยกออกจากกันไม่ได้ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชา

เพราะฉะนั้น นี่แหละ ไม่ใช่ว่าฟังเผินๆ แต่ฟังแล้วรู้ว่า ไม่รู้อะไรมานานเท่าไหร่แล้ว? ลึกซึ้งปานใด? ยังไม่ได้ปรากฏ!! แต่ฟังจนกระทั่งสามารถที่จะปรากฏทีละหนึ่งกับปัญญาระดับไหน!! ต้องฟังระดับไหน!! จึงสามารถที่จะแยกเห็นออกจากได้ยินได้คนละทางเกิดไม่พร้อมกัน และเห็นกับได้ยินก็มี ธาตุรู้ คือจิต คั่นอยู่หลากหลายมากมาย

เพราะฉะนั้น ฟังธรรม เคารพสูงสุดในสิ่งที่มีแล้วไม่เคยเข้าใจก็เข้าใจได้ ทีละเล็กทีละน้อยด้วยความตรงต่อความจริง จึงรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้แจ้งเมื่อไหร่เคารพยิ่งขึ้นจนถึงสูงสุดไม่มีใครเปรียบได้เลย พระรัตนตรัย

เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ใช่พูดกันนิดๆ หน่อยๆ พูดกันเล่นๆ ไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไรล่ะอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่เลยนะ แต่ต้องฟังไตร่ตรองเข้าใจ จนละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา จนกว่าจะหมดอัตตา สิ่งที่ปรากฏจึงปรากฏเป็นอนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย แค่สิ่งกระทบตาได้ แข็งกระทบตาไม่ได้ กลิ่นกระทบตาไม่ได้ รสกระทบตาไม่ได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ให้เห็น เป็นสิ่งเดียวในธรรมทั้งหมดที่ปรากฏให้เห็นได้ แค่นี้จริงไหม?

อ.กุลวิไล: จริงค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มเข้าใจธรรม ใช่ไหม? ไม่ว่าอะไรที่ปรากฏ แค่ปรากฏให้เห็น แต่ต่อกันเร็วจนเป็นรูปร่าง เอากระดาษมาแผ่นหนึ่ง จดไปจุดเดียว ดินสอหรือปากกาก็ได้ที่กระดาษ ไม่เป็นรูปร่างอะไรเลย แต่ซ้ำๆ มากๆ เยอะๆ นั่นแมว นี่ต้นไม้ นั่นช้อน นี่ส้อม นี่คือความจริงในชีวิตประจำวันที่ถูกปกปิดไว้ด้วยอุปมาที่แสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมเกิดดับจนปรากฏเป็นนิมิตตะ และคำว่านิมิตตะ ก็หมายความว่า สิ่งนั้นปรากฏโดยรูปร่างสัณฐานเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดจึงเป็นอัตตา ไม่ใช่อนัตตา ซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา

อ.กุลวิไล: กราบเท้าท่านอาจารย์ค่ะ เพราะว่าท่านอาจารย์ก็ให้ความละเอียดของธรรม แม้แต่การเกิดขึ้นของเสียง เพราะท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจว่า ก่อนได้ยินเสียง เสียงก็ต้องเกิดก่อน และก็ต้องมีรูปที่เกิดจากกรรมที่รับกระทบเสียง ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวความเป็นจริงทั้งหมดเลยโดยละเอียด

แต่ก่อนฟังรายการเจริญวิปัสสนา ดิฉันก็ได้ยินคำนี้บ่อยมากว่า ขณะนี้มีธรรมใดกำลังปรากฏ แต่ปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้มีอะไร ก็ไม่พ้นการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้ลักษณะสิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ค่ะ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เริ่มมั่นคงต่อธรรม แต่ยากมากเพราะไม่เคยเป็นธรรมเลยเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา ตื่นขึ้นมาก็เรานั่งอยู่บนเตียงแล้ว มองไปรอบๆ ก็โน่นบ้างนี่บ้าง หารู้ไม่ว่า กว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ต้องเป็นสิ่งที่เพียงกระทบตาได้แล้วดับ กว่าจะต่อกันไปแต่ละจุดอย่างรวดเร็วเหมือนแกว่งก้านธูปหนึ่งดอก เป็นแสงสว่างที่เป็นวงกลมโดยธูปเพียง ๑ ดอก แต่ละหนึ่งขณะที่เกิดดับสืบต่อเร็วมากปานนั้น

เพราะฉะนั้น โลกเป็นอย่างนี้มานานเท่าไหร่ และเปลี่ยนไม่ได้เลยเป็นสัจจธรรม รู้ความจริงก็ต้องรู้ความจริงอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ไปเปลี่ยนความจริง แต่เริ่มละความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเป็นเพียงชั่วขณะที่ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เราใช้คำว่า จิต เพราะเหตุว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในบรรดาสภาพรู้อื่นทั้งหมดที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต

เพราะฉะนั้น สภาพรู้ที่ไม่ได้เป็นใหญ่เป็นประธานแต่รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดพร้อมกัน แต่ละหนึ่งนั้นคือเจตสิก ติดข้องก็เป็นเจตสิก โกรธในสิ่งที่ปรากฏที่จิตรู้แจ้งก็เจตสิก ไม่ชอบเล็กน้อยจนกระทั่งรุนแรงถึงเป็นโกรธ หรือพยาบาท แต่ต้องมาจากความไม่ชอบไม่พอใจ จากไหนล่ะ? จากจิตที่รู้แจ้งสิ่งนั้น

เพราะฉะนั้น จิตอื่นหรือเจตสิกทั้งหมดที่เกิดร่วมกับจิต จำลักษณะนั้นไม่ลืมเลย รู้สึกยังไง? พอใจหรือไม่พอใจ รวดเร็วมากแต่เป็นชีวิตที่ประจำวันจริงๆ

อ.กุลวิไล: กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ค่ะ เพราะท่านอาจารย์ให้ความเข้าใจธรรมแล้วก็เป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง แต่ดิฉันก็สารภาพว่า เป็นผู้ที่ยังไม่เห็นโทษของความไม่รู้เลย มากด้วยอกุศลค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะท่านอาจารย์

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.กุลวิไล ด้วยค่ะ