
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ท่านอาจารย์ : เมื่อวานคุณเจเดือดร้อนใจเพราะคิดว่าทำให้คนอื่นเสียเวลา แล้วไปนั่งกังวลใจทำไม เพราะจริงๆ แล้วสิ่งที่เราได้ฟังมาแล้วทุกคน 5 ปี 10 ปี 20 ปี ก็ยังต้องฟังอยู่ เพราะถ้าเราพูดถึงเรื่องเห็นครั้งเดียวมีทางไหมที่เราจะระลึกได้ว่า เราไม่ได้รู้ลักษณะของเห็น ... เพียงแต่ได้ยินคำว่าเห็นและก็กำลังมีเห็น แต่ก็ยังเป็นเราเห็น เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎกไม่พ้นจากสิ่งที่มีตลอดเวลา ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ... เห็นก็กำลังมี แล้วใครล่ะรู้ลักษณะของเห็นแล้ว ... แล้วฟังธรรมะเพื่ออะไร ... ฟังเพื่อรู้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มีจริงๆ และก็มีตลอดไม่ว่าจะในนรก สวรรค์ ที่ไหนก็ตามแต่ เห็นก็เป็นเห็น ไม่มีความรู้เห็นมานานเท่าไหร่?! แล้วต่อไปอีกนานเท่าไหร่?! กว่าจะรู้ลักษณะของสภาพธรรมะที่เป็นธาตุรู้คือเห็น!!!
เราใช้คำว่าเห็นเหมือนเรารู้จักเห็นแต่ความจริงไม่รู้จัก เพราะว่าเราเพียงพูดคำว่าเห็น แล้วก็กำลังมีเห็น แต่ธาตุรู้คำเดียวลึกซึ้งแค่ไหน จนกระทั่งกว่าจะรู้ธาตุรู้ ... ประจักษ์แจ้งธาตุรู้ตามลำดับ ต้องมาจากปริยัติ ถ้าไม่ได้ฟังเลยว่า เมื่อวานนี้เห็นเกิดหนึ่งขณะมีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย เราจะรู้ไหมว่าไม่มีใครสามารถที่จะดลบันดาลอะไรได้เลยทั้งสิ้น เพราะเห็นเกิดแล้วและพระพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งสภาพซึ่งเป็นปัจจัยที่เป็นธาตุรู้อื่นที่เกิดพร้อมกัน ให้รู้ว่าขาดธาตุหนึ่งธาตุใดในขณะนี้ไม่ได้!! ถ้าไม่มีผัสสเจตสิก ... เห็นได้ไหม?? ... ไม่ได้ ... แค่นี้เราก็รู้แล้วว่า ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย ซึ่งไม่มีโอกาสจะรู้เลย ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นใครจะพูดเรื่องผัสสเจตสิกอีก เป็นอาหารนะ เป็นปัจจัยนะถ้าไม่มีผัสสเจตสิกอย่างเดียวธาตุรู้จะเกิดไม่ได้!!! โลกเป็นไปไม่ได้ อะไรๆ ก็เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ผัสสเจตสิกซึ่งเกิดพร้อมจิตทุกขณะก็เป็นอาหารปัจจัยที่จะให้จิตเกิดขึ้นเป็นไปรู้แจ้งไปหมด เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง จนกระทั่งมีความประจักษ์สิ่งที่ต่างกันตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้นที่เราฟังมาทั้งหมดเราไม่เรียกชื่อเท่านั้นเองว่าชื่ออะไร ปัจจัยอะไร แต่ว่าถ้าเราเริ่มต้นตั้งแต่ต้นเราก็ใช้ชื่อจนคุ้นหูได้ ไม่ต้องไปเรียนปริเฉทหนึ่งจบกว่าจะถึงแปด กว่าจะถึงปัจจัย ไม่จำเป็นเลย!!! เพราะเหตุว่าในพระไตรปิฎกพูดสิ่งที่จะทำให้คนสามารถเข้าใจได้และในขณะนี้ถ้าเราเพียงเอ่ยชื่อของปัจจัย อย่างจิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้ เกิดพร้อมกันไม่ใช่อย่างเดียวกันแต่รู้อารมณ์เดียวกัน เพราะเป็นธาตุรู้ด้วยกัน และแต่ละเจตสิกเป็นธาตุรู้หลากหลาย ... ส่วนจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ... แค่นี้เราจะลืมหรือ?! แต่ว่าถึงจะเข้าใจยังไงก็ยังไม่ถึงอริยสัจจธรรมรอบที่สอง เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ จะไปประจักษ์การเกิดดับอริยสัจจธรรมรอบที่สาม เป็นการเข้าใจผิด ซึ่งจะทำให้หลงยึดติด ไม่สามารถที่จะรู้เห็นเดี๋ยวนี้ได้ และตราบใดที่ยังไม่รู้เห็นเดี๋ยวนี้จะหมดกิเลสไหม?!! เพราะเราเห็น ... อะไรทั้งหมดที่เป็นเราต้องไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้นก็ค่อยๆ ฟัง จิตเจตสิกเกิดพร้อมกัน สหด้วยกันพร้อมกัน ชาตะแปลว่าเกิด เป็นปัจจัยที่แยกกันไม่ได้ต้องเกิดพร้อมกันโดยต่างก็เป็นสหชาตปัจจัย เมื่ออันนี้เกิดอันนั้นก็ต้องเกิด!!! ... ยากหรือง่ายแค่สหชาตปัจจัย?!! เรารู้ปัจจัยอยู่แล้วแต่เราไม่รู้ชื่อ ไม่มีใครมาบอกเราว่านี่เกิดพร้อมกันต้องเป็นปัจจัยนะ และปัจจัยอะไรล่ะที่ต้องเกิดพร้อมกัน ... สหชาตปัจจัยแค่นี้จะต้องไปนั่งเรียนแยกต่างหากให้วุ่นวายหรือเปล่า?!! แต่ว่าอะไรก็ตามที่ฟังแล้วเข้าใจเราก็ใช้คำเพราะฉะนั้นก็ค่อยค่อยฟังจิตเจตสิกเกิดพร้อมกันสหด้วยกันพร้อมกันชาตะแปลว่าเกิดเป็นปัจจัยที่แยกกันไม่ได้ต้องเกิดพร้อมกันโดยต่างก็เป็นสหชาตะปัจจัยเมื่ออันนี้เกิดอันนั้นก็ต้องเกิด!!! ... ยากหรือง่ายแค่สหชาตะปัจจัย?!! เรารู้ปัจจัยอยู่แล้วแต่เราไม่รู้ชื่อไม่มีใครมาบอกเราว่านี่เกิดพร้อมกันต้องเป็นปัจจัยนะและปัจจัยอะไรล่ะที่ต้องเกิดพร้อมกัน ... สหชาตปัจจัยแค่นี้จะต้องไปนั่งเรียนแยกต่างหากให้วุ่นวายหรือเปล่า?!! แต่ว่าอะไรก็ตามที่ฟังแล้วเข้าใจเราก็ใช้คำในภาษาบาลี ... สหชาตปัจจัย
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ