
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เอาแค่เห็น ธรรมะทั้งหมดละเอียดมากหนึ่งเกิดและดับไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏแสนโกฏกัป แต่ว่าขณะที่เกิดสืบต่อมาเป็นแต่ไหนถึงได้หลากหลายตามการสะสมของจิตที่เกิดดับเร็วมาก ยังไม่ต้องไปรู้อะไรละเอียดยิบ แค่ฟังว่าเดี๋ยวนี้เห็น ... รู้จักเห็นไหม?! ... นี่แหละเคารพสูงสุดในพระปัญญาของพระพุทธเจ้า เพราะว่าทุกคนเห็น แต่ใครรู้จักเห็นทั้งๆ ที่เห็นมีจริงๆ
เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ใช่สิ่งที่เราไปจำหมด มีจิตเท่าไหร่ มีเจตสิกเท่าไหร่ เดี๋ยวนี้เป็นอะไร ... นั่นเรื่อง แต่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะจริงๆ ไม่ต้องเรียกชื่อเลยแต่ถ้าไม่อาศัยชื่อ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ในความหลากหลายของธรรมะแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดเมื่อมีเหตุปัจจัยเร็วสุดที่จะประมาณได้แล้วดับ ... นี่แหละลึกซึ้งแค่ไหน??
ถึงได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อจะประจักษ์แจ้งเห็นอย่างนี้ เกิดไม่ได้ถ้าไม่มีตา ไม่ใช่ตาดำตาขาว แต่เป็นรูปพิเศษลักษณะที่สิ่งที่กระทบตาเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่จะกระทบได้ ... ใครจะรู้ ... พูดแค่เห็นซึ่งกำลังเห็นให้เข้าใจความลึกซึ้งของเห็นก่อนที่จะไปถึงปัจจัยอะไรทั้งหมด เรื่องราวอะไรทั้งหมด เดี๋ยวนี้มีเห็นรู้จักเห็นแค่ไหน?? ... ยังเลย ผิวเผินมาก เพราะว่าตื่นมาก็เห็นตลอดทั้งวันจนหลับ แต่ก็ไม่รู้จักทุกวันทุกขณะ
ด้วยเหตุนี้ แค่คำว่าเห็นคำเดียวประมาทไม่ได้ ไม่ใช่เราเห็น แล้วเกิดมานานเท่าไหร่ แล้วเราเห็นตลอด ... ผิดหมด เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความหมายของพุทธะ ... ปัญญา ... ไม่ใช่ปัญญาธรรมดา แต่เป็นปัญญาที่สามารถประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีจริงถึงที่สุดด้วยประการทั้งปวงว่า เห็นเดี๋ยวนี้ดับ ... แล้วก็เกิดแล้วก็ดับ ... แล้วก็เกิดแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้นถ้าฟังเรื่องเห็นเข้าใจ เรื่องอื่นได้ยินแล้วก็ค่อยๆ เริ่มรู้ว่าเป็นธรรมะที่มีจริง ก็ต้องรู้ว่าพูดถึงเห็นเท่าไหร่ยังไม่รู้จักเห็นใช่ไหม เพราะฉะนั้นต้องมั่นคงว่าแล้วเมื่อไหร่จะรู้จักเห็น ... ก็ต่อเมื่อได้เข้าใจความเป็นจริงของเห็นเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ... ค่อยๆ เข้าใจว่าเห็นเป็นเห็น เป็นใครไม่ได้ เป็นเราไม่ได้ เป็นนกไม่ได้เป็นแมวไม่ได้ เป็นเทวดาไม่ได้ เป็นสัตว์เดรัจฉานหรือคนที่เกิดในนรกก็ไม่ได้ เห็นต้องเป็นเห็น นานเท่าไหร่มาแล้วขณะที่เห็นเกิด เห็นต้องเป็นเห็นเท่านั้น เป็นธรรมะ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด
แล้วชีวิตไม่ใช่มีแต่เห็น ธรรมะทั้งหมดทั้งปวงเป็นอนัตตา ค่อยๆ ฟัง นี่แหละปริยัติ รอบรู้ในความเป็นธรรมะไม่ใช่เรา สามารถรู้ความลึกซึ้งไหมว่ากว่าจะเข้าใจเห็นได้ ไม่รู้มานานเท่าไหร่แม้แต่พระโพธิสัตว์ก่อนจะเป็นพระพุทธเจ้า บำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่เพื่อตรัสรู้เห็นตามที่ทรงประจักษ์แจ้งและทรงแสดงให้คนอื่นได้เห็นความลึกซึ้ง ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่เป็นธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น
ต้องชัดเจนว่ากำลังเห็น แล้วไม่รู้ความจริงของเห็นมานานเท่าไหร่ แล้วจะรู้ทันทีหรือ แล้วจะเข้าใจทันทีหรือ?? เพราะฉะนั้นฟังเรื่องเห็นไม่ต้องไปรู้เรื่องอื่นทั้งสิ้น ถ้ารู้เรื่องเห็น ... เริ่มเข้าใจธรรมะ แล้วฟังธรรมะเรื่องใด ก็เริ่มเข้าใจว่าเป็นธรรมะ แต่ว่าละเอียดยิบที่จะละความไม่รู้หนาแน่นมากแค่ไหนในสังสารวัฏที่ผ่านมาทีละเล็กทีละน้อย ไม่สามารถประจักษ์แจ้งได้ทันที เพราะสะสมความไม่รู้และความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานเท่าไหร่เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงเวลาที่สิ่งที่สะสมมาในใจจะหมดสิ้นไม่เหลือเลยแม้สักนิดเดียวเดี๋ยวนี้ ... ต้องเดี๋ยวนี้!!
เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เป็นเครื่องวัดเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีความเข้าใจธรรมะแค่ไหน อดทนขันติบารมี ตรงต่อความเป็นจริงสัจจบารมี เห็นเกิดขึ้นเห็น ไม่มีใคร เนกขัมมบารมี เพื่อละความติดข้อง เป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เห็น ติดแน่นมากมานานแล้ว ยากที่จะละคลายได้ แล้วจะค่อยๆ ละค่อยๆ คลาย ... ประมาทได้ไหม? ไปนั่งปฏิบัติอะไร? แล้วที่สะสมมานานว่าเห็นเป็นเรา เมื่อไหร่จะหมด? ... ถ้าไม่หมด ฟังธรรมะเพื่ออะไร?? ต้องตรงสัจจบารมี!!
เพราะฉะนั้นเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าไม่รู้อย่างนี้ ถ้าไม่มีคำของพระพุทธเจ้า สัตว์โลกไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ไม่สามารถที่จะออกจากความไม่รู้ ความติดข้องและความเห็นผิดได้ กิเลสก็ดับไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ฟังธรรมะเพื่อเข้าใจเท่านั้น เข้าใจเกิดเมื่อไหร่ทำหน้าที่ของเข้าใจ ธรรมะอื่นทำหน้าที่เข้าใจไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ติดข้องเลย จะติดข้องได้อย่างไร ดับแล้ว ไปติดข้องในสิ่งที่ไม่มี ... โง่ปานใด ... เพราะไม่รู้เข้าใจว่ายังมีอยู่ตลอด แต่อะไรมีล่ะดับหมด เพียงเกิดแล้วดับทันที อะไรจะยังเหลืออยู่?!
เพราะฉะนั้นฟังไว้ ... ฟังไว้ เข้าใจธรรมะตรงเป็นสัจจบารมี มั่นคงทุกชาติที่จะรู้ว่าความเข้าใจยังไม่พอเพราะว่านี่เป็นเพียงอริยสัจจธรรมรอบที่หนึ่ง ถ้าไม่มีรอบที่หนึ่งจะไม่ถึงการรู้ตรงสิ่งที่เราได้ฟัง เดี๋ยวนี้เห็นไม่มีทางรู้ตรงเห็นได้ และถ้าไม่รู้ตรงเห็น จะประจักษ์เห็นเกิดดับไม่ได้ เพราะฉะนั้นหนทางละคือฟังแล้วเข้าใจ
กลับเช้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในความดีของทุกท่านค่ะ