เดี๋ยวนี้มีอะไร?_สนทนาธรรม ไทย-ฮินดี วันเสาร์ที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖
โดย เมตตา  3 มิ.ย. 2566
หัวข้อหมายเลข 46043

- (คุณสุคิน: คุณมานิชถามว่า คราวที่แล้วเราพูดถึงการฆ่าสัตว์ว่า ถ้าเล็กน้อยแค่ไหน ฆ่ามด หรือฆ่าอะไรเป็นอกุศลกรรม ต้องมีผลตามมาจากการกระทำนี้ แกมีคำถามว่า ถ้ากรณีเขาอยู่ในห้องมืดแล้วไปเหยียบไปฆ่าแมลงฆ่าสัตว์โดยไม่ตั้งใจ ตรงนั้นจะมีผลด้วยไหมครับ?) นี่เป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนต่อไปให้ละเอียดขึ้น ไม่ใช่พูดเฉยๆ ว่า ฆ่าสัตว์ ไม่ใช่พูดถึงเรื่องกรรมให้ผล แต่จะต้องรู้ให้ชัดเจนว่า ขณะนี้มีอะไร? เดี๋ยวนี้มีฆ่าสัตว์หรือเปล่า? อะไรฆ่า? เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่ไปเรียนเรื่องสิ่งที่ยังไม่มีเดี๋ยวนี้ แต่ให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ชัดเจนขึ้น.

- ทุกคนอยู่ในโลกนี้มานาน มีเรื่องมีเหตุการณ์ต่างๆ ไปรับประทานอาหาร ไปสนุกไปเพลิดเพลิน ไปร้องเพลง ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ไปทำอะไรๆ ต่างๆ ไม่รู้เลยว่า คืออะไร รู้แต่เรื่อง ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติที่นั่น ตรัสรู้ที่นี่ ทรงแสดงธรรมทั่วประเทศชมพูทวีป และก็ปรินิพพานเท่านั้นเองรู้เท่านั้น แต่รู้ไหมว่าทุกเรื่องที่ได้ยินพระองค์ทรงให้เห็นความลึกซึ้งของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้.

- นี่เป็นความต่างกันจากการคิดว่า อยู่มาแล้วก็อยู่ไปเป็นเรื่องเป็นราวต่างๆ มีกรรม มีอะไรต่ออะไรต่างๆ แต่ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีสักหนึ่ง.

- พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงพระประสงค์ให้ใครได้ยินได้ฟังเรื่องราวต่างๆ แต่ให้เข้าถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่งของสิ่งที่มีจริงๆ ตั้งแต่เกิด.

- ได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ารู้สึกอย่างไร ไม่ได้รู้ถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่งของคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ถ้าได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ไม่รู้ความลึกซึ้งของพระปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ทำให้ถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่ารู้จักพระพุทธเจ้าหรือเปล่า?

- โอกาสที่ประเสรฐที่สุดในสังสารวัฏฏ์ คือขณะที่ได้ยินคำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่เริ่มรู้จักพระคุณที่ลึกซึ้งสูงสุดก็ต่อเมื่อได้เริ่มฟังคำที่พระองค์ตรัสให้เข้าใจความจริงซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน.

- เพราะฉะนั้น ไม่รีบร้อนที่จะไปรู้เรื่องต่างๆ มากมายที่พระองค์ทรงแสดง ๔๕ พรรษา แต่ต้องเห็นความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำที่ได้ฟังในความลึกซึ้ง.

- เพราะฉะนั้น เห็นความต่างกันไหมรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้ง ประโยชน์คือจากไม่รู้เลยในสิ่งที่มีจริงๆ ก็ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจจนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เป็นเรื่องราวที่ให้จะชื่อจำเรื่องเท่านั้น.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง และกราบยินดีในความดีของคุณสุคินด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย เมตตา  วันที่ 3 มิ.ย. 2566

- เพราะฉะนั้น เพื่อทบทวนความเข้าใจในสิ่งที่ได้ฟังแล้วในความลึกซึ้ง ขอเริ่มด้วยคำว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร? ถ้าไม่ถามอย่างนี้ก็ลืมทั้งหมดที่ได้ฟังใช่ไหม ไม่คิดถึงเลย เพราะฉะนั้น เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้ว่าพระองค์ทรงแสดงให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เริ่มคิดถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เพื่อเข้าใจขึ้นใช่ไหม ความลึกซึ้ง ก็คือเมื่อถามว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร ไม่ใช่เพียงคิดคำตอบ แต่ต้องเป็นคำตอบที่แสดงว่า เดี๋ยวนี้กำลังมีสิ่งนั้นที่ได้ตอบ.

- เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไร ไม่ใช่คิดถึงชื่อและคำตอบแต่คิดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ที่เข้าใจได้บ้าง พิสูจน์เดี๋ยวนี้นะ เดี๋ยวนี้มีอะไร? คิดถึงคำที่จะตอบหรือกำลังรู้ว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้กำลังมีจริงๆ .

- (คุณสุคิน: ก่อนที่ท่านอาจารย์พูดต่อ คุณมานิชตอบว่า มีสิ่งที่มีจริง ผมเลยถามว่าที่อาจารย์ถามต่อก็คือว่าที่ตอบนี้เกิดจากการที่เราคิด และพิจารณาแค่ว่าหาคำมาตอบว่าอย่างไรควรจะตอบว่าอย่างไร หรือว่าจริงๆ เข้าใจแล้วตอบตามนั้นจริงๆ เขาบอกว่า จริงๆ เข้าใจว่ามีสิ่งที่มีจริง และตอบว่ามีสิ่งที่มีจริงครับ) คุณสุคินคะ นี่เป็นเรื่องราวยาวมาก แต่การที่จะเข้าใจตรงลักษณะ ตอบ จะได้รู้ว่าเขารู้แล้วเข้าใจแค่ไหน เขาต้องคิดถึงคำที่เราถาม แม้ว่าเป็นคำสั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง.

- เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ใช่เรื่องคิดยาว แต่ว่าเข้าใจสิ่งที่มีซึ่งสั้นมาก คำตอบของคุณมานิชเป็นคำตอบเรื่องยาว แต่ถามว่า เดี๋ยวนี้มีอะไร? (อาช่า: เห็น) รู้จักเห็นหรือยัง? (ยัง) เห็นไหม แล้วเราก็ไปคิดเรื่องอื่นมากมาย แต่ต้องไม่ลืมว่า ทุกอย่างลึกซึ้งแม้ปรากฏเราก็ไปคิดถึงเรื่องอื่น.

- เห็นมีจริงไหม? (มี) ถ้าเห็นไม่เกิดมีเห็นไหม? (ไม่มี) ไม่ให้เห็นเกิดได้ไหม? (ไม่ได้) เห็นเกิดแล้วดับหรือเปล่า? (ดับ) กว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้อีกนานไหม? (นานมาก) อีกนานไหมที่จะรู้ได้? (นานมาก) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางให้รู้ไหม? (ค่ะ) แต่ทุกคนฟังแล้วก็ลืมฟังแล้วก็ลืมเพราะลืมมานานมากที่จะรู้ความจริง.

- สิ่งที่มีจริงลึกซึ้งมาก ฟังเรื่องแต่ว่ายังไม่รู้ความจริงจนกว่าจะเข้าใจขึ้นๆ ๆ ๆ ความเข้าใจขึ้นทีละน้อยขณะนี้เองเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ถึงการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏจริงๆ ได้.

- ถ้าไม่ค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แต่ละขณะ จะไม่มีทางที่จะรู้ความจริงตามที่ได้ฟังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย.

- นี่เป็นสิ่งที่เราจะไม่พูดถึงสิ่งที่ยังไม่มียังไม่ได้ปรากฏ แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เพื่อจะได้ไม่ลืมว่า ความจริงมีทุกขณะ แต่ว่าลืมเสมอที่จะรู้.

- เดี๋ยวนี้มีเห็น เมื่อวานนี้ก็มี ชาติก่อนๆ ก็มี แล้วต่อไปเห็นก็มีอีก แต่ไม่รู้จักเห็นเลยสักขณะเดียว เพราะความเข้าใจยังไม่มั่นคงว่า สิ่งนี้แหละที่จะต้องรู้ ไม่ใช่สิ่งอื่น ไม่ใช่ไปคิดเรื่องอื่นเยอะแยะ.

- ถ้ามั่นคงว่า เห็นเดี๋ยวนี้มีจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางให้ถึงการรู้ความจริงด้วย ไม่เปลี่ยนแปลงในความมั่นคงอย่างนี้ก็เป็นสัจจบารมี.

- ปัญญาเริ่มเข้าใจความจริงซึ่งจะต้องประจักษ์แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ จะรู้อย่างอื่น หรือจะรู้สิ่งที่ปรากฏ (รู้สิ่งที่ปรากฏ) นั่นคือ สัจจบารมี ต้องอดทนนานไหมกว่าจะรู้ได้ มั่นคงไหม? (มั่นคง) .

- เพราะฉะนั้น ทุกคนเริ่มเข้าใจคำว่าปัญญา เริ่มเข้าใจคำว่าบารมี เพราะฉะนั้น อดทนที่จะพูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้จนกว่าจะเข้าใจขึ้น.

- นี่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชาติที่มีโอกาสได้ฟังได้ยิน คำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้ว่า พระองค์ทรงแสดงให้เข้าใจสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาเลยซึ่งกำลังมีอยู่.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


ความคิดเห็น 2    โดย เมตตา  วันที่ 3 มิ.ย. 2566

- ถ้าไม่มีบารมีไม่มีความเพียรที่จะฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้เองเดี๋ยวนี้เองที่เข้าใจเป็นบารมี ฟังต่อไปนะไม่เบื่อ เพียรที่จะเข้าใจที่จะพิจารณาไตร่ตรอง จนกระทั่งเข้าใจคำถามที่ถามว่า เดี๋ยวนี้มีเห็น มีเห็นแน่นอน แล้วเห็นเป็นอะไร? (ครับ) ถามว่า เห็น เป็นอะไร? ต้องการคำตอบจากการที่เขาคิดจะได้รู้ว่าเขาเข้าใจหรือเปล่า เข้าใจละเอียดลึกซึ้งขึ้นหรือเปล่า? (เป็นสิ่งที่มีจริงเป็นจิต) จิตคืออะไร? (เป็นสภาพรู้) เป็นสภาพรู้เป็นจิตอะไร? (เห็นเป็นวิบาก) ไม่ได้ถามว่าเห็นเป็นวิบากอะไร จิตเห็นเป็นอะไร เป็นเราหรือเปล่า ไม่ใช่ให้ตอบวิบากหรืออะไรทั้งสิ้น ต้องตอบตรง นี่เป็นการฝึกหัดที่จะให้รู้ว่าเป็นคนตรงแค่ไหน (เป็นสิ่งที่มีจริงครับ) เห็นมีจริงเป็นจิต แล้วจิตเป็นอะไร เป็นสภาพรู้ เป็นสภาพรู้อะไร? (เห็นสิ่งที่ปรากฏครับ) เห็นสิ่งที่ปรากฏคืออะไร? (เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นรูป) จิตเห็นทำกิจอะไร? (ทำกิจเห็น) จิตอื่นทำกิจเห็นได้ไหม? (ไม่ได้) จิตที่เกิดก่อนจิตเห็นเห็นหรือเปล่า? (ไม่เห็น) จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า? (มี) เจตสิกเห็นหรือเปล่า? (ไม่เห็น) เจตสิกทำกิจอะไร? (ทำกิจต่างๆ กันตามสภาพของตนเอง) เจตสิกรู้สิ่งที่จิตเห็นได้ไหม? (รู้ได้) แล้วเห็นได้ไหม? (ไม่ได้) เพราะอะไร? (เพราะ ๑. เจตสิกแต่ละอันทำกิจเดียวที่ทำอยู่แต่ละอัน และ ๒. การเห็นเป็นกิจของจิตเห็น) เก่งมาก เพราะถ้าไม่พูดถึงไม่ทราบจะลืมหรือไม่คิดถึงหรือเปล่า (ถ้าไม่พูดถึงก็ไม่นึกถึงครับ) .

- จิตเห็นเป็นชาติอะไร? (ชาติวิบาก) วิบากคืออะไร? (ผลของกรรม) เจตสิกเป็นวิบากหรือเปล่า? (ถ้าเกิดกับจิตก็ต้องเป็นชาติเดียวกันต้องเป็นชาติวิบาก) .

- จิตเห็นมีโลภะเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า? (ไม่มี) เพราะอะไร? (เพราะเห็นแค่เห็นครับ) เพราะกรรมเป็นปัจจัยให้เห็นหนึ่งขณะ.

- เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้เห็นปรากฏไหม? (ไม่ปรากฏ) อะไรปรากฏถ้าจิตเห็นไม่ปรากฏ? (สี) เพราะฉะนั้น แสดงว่าตลอดชีวิต เห็นเป็นธาตุที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งที่จิตเห็นปรากฏ.

- เพียงเห็นเกิดขึ้นเห็นหนึ่งขณะ ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะที่เป็นเหตุ เกิดร่วมด้วยได้.

- เพราะฉะนั้น สภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่เป็นเห็นที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วเพียงหนึ่งปรากฏว่าเป็นเห็น และเป็นสิ่งที่ปรากฏเพียงสิ่งที่เห็นได้ไหม? (ตอนท้ายไม่ได้ฟังครับ) เดี๋ยวนี้เหมือนมีเห็นตลอดเวลา แต่ความจริงเป็นเห็นที่เกิดขึ้น และรู้ว่า เห็น และมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นใช่ไหม? (ใช่) .

- เห็นแล้วชอบไหม? (ชอบ) ขณะที่ชอบเป็นเห็นหรือเปล่า? (ไม่ใช่) นี่แสดงให้เห็นว่า การตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ถ้าไม่ฟังจนกระทั่งค่อยๆ เข้าใจถูกต้อง.

- ก่อนเห็นมีจิตไหม? (มี) จิตอะไร? (อาวัชชนจิต) เป็นชาติอะไร? (กิริยา) ก็เก่งนะ กิริยาคืออะไร (ไม่ได้เป็นกุศล ไม่ได้เป็นอกุศล และไม่ได้เป็นวิบาก) เก่งมาก ก่อนอาวัชชนจิตมีจิตอะไร? (ภวังคจิต) ก็เก่งนะ แสดงให้เห็นว่า เริ่มเข้าใจชีวิตที่ละเอียดมาก เพราะภวังค์ไม่ได้ปรากฏ ปัญจทวารวัชชนะไม่ได้ปรากฏ แต่ว่ากำลังเห็นเดี๋ยวนี้เท่านั้นที่รู้ว่ามีเห็น.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


ความคิดเห็น 3    โดย เมตตา  วันที่ 3 มิ.ย. 2566

- ธรรมที่ไม่ได้ปรากฏ เราสามารถจะเข้าใจ และรู้ว่ามีได้ไหม? (ถ้าไม่ปรากฏก็รู้ไม่ได้) เดี๋ยวนี้มีภวังค์ไหม? (มี) มีปัญจทวาราวัชชนจิตไหม? (มี) มีจักขุวิญญาณไหม? (มี) สามารถที่จะรู้อะไรที่ เดี๋ยวนี้ มีให้รู้? (รู้จักขุวิญญาณได้) เพราะฉะนั้น จักขุวิญญาณเดี๋ยวนี้กี่ขณะ? (ไม่ทราบกี่ขณะ แต่ต้องหลายขณะ) แสดงว่า ทุกอย่างที่ปรากฏในชีวิตเป็นนิมิตตะของสิ่งที่เกิดดับเร็วที่สุด.

- เพราะฉะนั้น สิ่งที่ปรากฏในชีวิตปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเป็นนิมิตตะทั้งหมด สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้เกิดดับหรือเปล่า? (เกิดดับ) เพราะฉะนั้น แม้แต่การเกิดดับที่มีให้รู้ก็เป็นนิมิต เพราะไม่สามารถจะรู้เพียงหนึ่งที่เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้.

- เริ่มรู้ว่า อยู่ในโลกของนิมิตในสังสารวัฏฏ์โดยไม่รู้ความจริง ว่า สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยเป็นสุญญตา.

- เริ่มรู้ว่า อยู่ในโลกของนิมิตไม่มีเรา เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่งเท่านั้นที่เกิดดับ มั่นคงหรือยังว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรมที่เกิดดับ? (มั่นคง) เพราะฉะนั้น จึงสามารถที่จะเข้าใจเวลาเราพูดถึงอะไรก็ตามว่า เป็นแต่เพียงสิ่งที่มีจริง เกิดแล้วก็หมด.

- ทุกอย่างที่ปรากฏในชีวิตเหมือนเที่ยงยั่งยืนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความจริงเป็นธรรมแต่ละหนึ่งที่ละเอียดอย่างยิ่งที่เกิดดับสืบต่อกันจนปรากฏเป็นนิมิต.

- เพราะฉะนั้น คำถามแรกที่ว่า ฆ่าสัตว์ เป็นต้น เป็นความจริงเป็นอะไร? (เป็นผลของกรรม) เห็นไหม เลยไปถึงโน่น เรากำลังจะพูดถึงสิ่งที่จะเข้าใจความจริงได้เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น คำถามว่า ที่เขาพูดถึงเรื่องฆ่าสัตว์ ความจริงเป็นอะไร? (ไม่ทราบ) เป็นธรรมทั้งหมด.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย เมตตา  วันที่ 3 มิ.ย. 2566

- ที่เขาพูดถึงเรื่องฆ่าสัตว์ ความจริงเป็นธรรมทั้งหมดแต่ละหนึ่ง ต้องไม่ลืมเลย ศึกษาธรรมเพื่อรู้ความจริงว่า ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีอัตตา ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่มีธรรมที่ละเอียดยิ่งแต่ละหนึ่งๆ เกิดขึ้นต่อกันสืบต่ออย่างเร็วที่สุด.

- ธรรมต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ คืออะไร? (นามธรรม และรูปธรรม) ถูกต้อง เพราะฉะนั้น จิตเป็นอะไร? (นามธรรม) รูปธรรม นามธรรม ฆ่าอะไรได้ไหม? (ไม่ได้) จิตเห็นฆ่าอะไรได้ไหม? (ไม่ได้) นี่เป็นความลึกซึ้งซึ่งเราไม่รู้ เราคิดว่าเป็นคน เป็นฆ่า เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เพื่อให้เข้าใจความจริงถึงที่สุดว่า ไม่มีเรา เพราะการเข้าใจว่า เป็นเรา เป็นความผิดจากความจริง.

- จิตได้ยิน ฆ่าอะไรได้ไหม? (ไม่ได้) จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่แข็ง ฆ่าได้ไหม? (ไม่ได้) จิตคิดนึกถึงสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน ได้กลิ่น เป็นต้น ฆ่าอะไรได้ไหม? (ไม่ได้) จิตคิดนึก ฆ่าไม่ได้ใช่ไหม? (ไม่ได้) เพราะอะไร? (เพราะคิด แค่คิดเป็นนามอย่างหนึ่ง) เพราะจิตเป็นธาตุที่เกิดขึ้นเป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น แต่ธรรมไม่มีแต่เฉพาะจิต ธรรมที่เป็นนามธรรมมีนามธรรมอื่นๆ แต่ไม่ใช่จิตเกิดพร้อมกัน เพราะฉะนั้น ต้องรู้ความละเอียดของความต่างของธรรมแต่ละหนึ่ง.

- เขารู้เรื่องจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุมากพอหรือยัง? (ยังไม่พอครับ) เพราะฉะนั้น เราเริ่มจากจิตที่มีทั้งวัน คือจิตที่ไม่ประกอบด้วยเหตุ จนกว่าจะรู้ความจริงว่า สิ่งที่เรากล่าวถึงมีจริงๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่เรายังไม่รู้ความจริง แต่เราเริ่มเข้าใจถูกว่า ธรรมแต่ละหนึ่งต่างกัน.

- ไม่รีบร้อนไปรู้เรื่องรู้ชื่อต่างๆ ใช่ไหม เพราะว่าถึงจะรู้เรื่องรู้ชื่อ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความจริงแต่ละหนึ่งได้.

- เพราะฉะนั้น อดทนที่จะรู้ความจริงที่ละเอียดอย่างยิ่งของสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง.

- ถ้าไม่รู้ความจริงที่ละเอียดขึ้นๆ ไม่มีทางที่จะละการไม่รู้ และยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา หรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตาได้

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ


ความคิดเห็น 5    โดย เมตตา  วันที่ 3 มิ.ย. 2566

- เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็นเป็นเราเห็นหรือเปล่า? (ไม่เป็น) จริงหรือ? (ไม่จริง) เพราะฉะนั้น ต้องมั่นคงนะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า เห็นเป็นธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น ทรงแสดงอย่างนี้ แต่ปัญญาไม่พอที่จะรู้อย่างนี้ ทุกขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้จึงไม่พ้นจากการคิดเข้าใจ ว่า เราเห็น.

- ต้องมั่นคงในสัจจะในความจริง ว่า ความเข้าใจสิ่งที่มียังไม่พอ เพราะยังไม่ประจักษ์แจ้ง จึงยังคงเป็นเราเห็น.

- เพราะฉะนั้น เราเริ่มรู้ว่า ไม่ได้มีแต่จิต แต่มีเจตสิกเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันขาดกันไม่ได้เลยเพราะต่างก็เป็นปัจจัยซึ่งกันและกันให้เกิดขึ้น.

- ด้วยเหตุนี้ เราจะเริ่มพูดถึงธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งรู้อารมณ์เดียวกับจิต เกิดพร้อมจิต และดับพร้อมจิต คือเจตสิก.

- กรรมเป็นปัจจัยให้ผลของกรรม คือธาตุรู้เกิดขึ้น รู้ สิ่งที่จะต้องเป็นอย่างนั้นตามกรรม เพราะฉะนั้น กรรมทำให้จิต และเจตสิกเกิดพร้อมกัน เป็นผลของกรรมเดียวกัน.

- วิบากจิตเกิดขึ้น เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยเป็นกุศลได้ไหม? (ไม่น่าจะเป็นไปได้) เขาคิดเองใช่ไหม? (เขาคิดเองครับ) เพราะฉะนั้น เขามีปัญญาพอที่จะรู้ไหม หรือเพียงแค่คิดเองคิดเอง (ตัวเองเข้าใจไม่ได้ แต่ไม่พึ่งความคิดตัวเองครับ) นี่ถูกต้อง เพราะว่าสามารถที่จะคิดถูกเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไตร่ตรองคำของพระองค์ แต่ถ้าพระองค์ตรัสว่าอย่างนี้แล้วเราคิดเอง อย่างนี้ถูกไหม? (ไม่ครับ) นี่เป็นการเริ่มผิดตั้งแต่ต้นที่จะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์ตรัสจากการที่พระองค์ทรงประจักษ์แจ้งทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นความคิดของเราไม่สามารถจะคิดแบบพระองค์ได้ พระองค์ตรัสตามที่พระองค์ตรัสรู้ เพราะฉะนั้น เราคิดตามที่พระองค์ตรัส ไตร่ตรองที่พระองค์ตรัส แต่ไม่ใช่พอได้ยินคำของพระองค์แล้วคิดเองหมด.

- นี่เป็นเหตุที่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลบเลือน เพราะเหตุว่าไม่ศึกษาด้วยความเคารพ ไตร่ตรองทุกคำที่พระองค์ตรัสเพื่อเข้าใจตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเอง เพราะฉะนั้น ไตร่ตรอง มีจริงไหม? (มีจริงครับ) เป็นธรรมอะไร? (เป็นเจตสิก) นี่คือตามคำที่พระองค์ตรัสไม่ใช่เราคิดเอง คิดเองเราไม่รู้ แต่พระองค์ตรัสว่า จิตเกิดเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเท่านั้น เพราะฉะนั้น การไตร่ตรอง และอื่นๆ ทั้งหมดไม่ใช่จิตแต่เป็นเจตสิก เจตสิกที่ไตร่ตรองเกิดโดยไม่มีจิตได้ไหม? (ไม่ได้) .

- ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง.

- เพราะฉะนั้น เราจะเริ่มจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือเปล่า? (มี) เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เราจะไม่พูดเรื่องจิตเห็น แต่เราจะพูดเรื่องเจตสิก จิตเกิดโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น จิตและเจตสิกเกิดพร้อมกัน ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น เป็นธรรมที่เป็นสหชาตปัจจัยเกิดพร้อมกัน.

- เจตสิกใดที่ไม่ได้เกิดพร้อมจิตจะเป็นสหชาตปัจจัย คือ เกิดพร้อมกันไม่ได้ เข้าใจแล้วนะถึงปัจจัยนี้ หมายความว่าต้องเกิดพร้อมกัน ค่อยๆ ศึกษาเข้าใจตามลำดับทีละเล็กทีละน้อย.

- คราวหน้าเราจะพูดต่อ ทุกคนคิดถ้าได้ยินคำไหนก็ไตร่ตรองตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง.

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ