พระองค์ทรงแสดงหนทางให้ปรากฏ
โดย เมตตา  1 ก.พ. 2569
หัวข้อหมายเลข 51958

[เล่มที่ 18] พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 324

๓. วัมมิกสูตร

[๒๘๙] ... สุเมธะเอาศาสตราขุดลงไปได้เห็นทาง ๒ แพร่ง จึงเรียนว่าทาง ๒ แพร่งขอรับ. พราหมณ์กล่าวอย่างนี้ว่า พ่อสุเมธะ เจ้าจงก่นทาง ๒ แพร่งเสีย เอาศาสตราขุดดู .. ...

[๒๙๑] ... คําว่าทาง ๒ แพร่งนั้น เป็นชื่อแห่งวิจิกิจฉา. คํานั้นมีอธิบายดังนี้ว่าพ่อสุเมธะเจ้าจงใช้ปัญญาเพียงดั่งศาสตราก่นทาง ๒ แพร่งเสีย คือจงละวิจิกิจฉาเสียจงขุดมันเสีย.


อ.วิชัย: ขอโอกาสร่วมสนทนาในประเด็นเรื่องของวิจิกิจฉา ความสงสัย เพิ่มเติมครับ อย่างความสงสัยในวัมมิกสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงเปรียบเทียบเหมือนทาง ๒ แพร่ง ก็คือบุคคลที่เมื่อพบทาง ๒ แพร่ง แล้วไม่ทราบว่าจะไปทางไหน ก็ไม่สามารถไปไหนได้เลยครับ

อย่างข้อความในอรรถกถาวัมมิกสูตรครับ ท่านก็แสดงไว้ว่า เหมือนอย่างว่า บุรุษเดินทางไกลกันดาร เห็นโอกาสที่พวกมนุษย์ถูกโจรปล้นแล้ว ก็ลังเลสงสัยว่า พวกโจรมาแล้วด้วยเสียงของท่อนไม้บ้าง ด้วยเสียงของพรานนกบ้าง ดังนี้ ย่อมเดินไปบ้าง หยุดอยู่บ้าง ย่อมกลับบ้างที่ๆ มามากกว่าที่ไป บุคคลนั้นย่อมไปถึงที่อันเกษมได้โดยยากลำบาก หรือไม่ถึงฉันใด วิจิกิจฉาคือความสงสัยของบุคคลใดในฐานะ ๘ อย่างเกิดขึ้นแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน

เมื่อเขาสงสัยว่า พุทฺโธ นุ โข น นุ โข พุทฺโธ ไม่ใช่พระพุทธเจ้า ใช่พระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่พระพุทธเจ้า เป็นต้น ไม่อาจน้อมเพื่อจะถือเอาด้วยศรัทธา เมื่อไม่อาจก็ย่อมไม่บรรลุมรรคผล เมื่อบุคคลยังความลังเลสงสัย ความไม่เชื่อมั่น ความเป็นผู้สะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อยๆ ว่า พวกโจรมีอยู่ในทางกันดารหรือไม่หนอ ดังนี้ ย่อมกระทำอันตรายแก่การถึงที่ปลอดภัย ฉันใด แม้วิจิกิจฉาก็ฉันนั้น ยังความลังเลสงสัย ความไม่เชื่อมั่น ความสะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อยๆ โดยนัยว่า พุทฺโธ เป็นต้น ย่อมกระทำอันตรายแก่การบรรลุอริยมรรค บัณฑิตพึงทราบดุจบุคคลผู้เดินทางไกลกันดารครับ

อย่างที่ได้ฟังการสนทนาที่ท่านอาจารย์สนทนากับ อ.อรรณพครับที่จะเข้าใจความสงสัย ก็คือขณะนี้ครับ ก็รู้ว่าความสงสัยก็มีความละเอียดตามลำดับครับ

อย่างถ้าสภาพธรรมะในขณะนี้ไม่ปรากฏนะครับ ก็ยังมีความสงสัยว่า เป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ การที่วิจิกิจฉาหรือความสงสัยมีปัจจัยที่จะให้เกิดก็เป็นไปได้ครับท่านอาจารย์ แต่ถ้าเป็นวิจิกิจฉาที่ท่านแสดงไว้ ๘ ประการ ประการแรกก็คือความสงสัยในพระพุทธเจ้า คือโดยการที่มีโอกาสได้ศึกษา คำ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้ว่า พระองค์แสดงความเป็นจริงให้มีความเข้าใจขณะนี้ แล้วก็รู้ว่า ก็เป็นจริงตามที่พระองค์แสดงครับ

ดังนั้น การที่จะมีความเคลือบแคลงสงสัยครับ ท่านจะมีความละเอียดมากน้อยแค่ไหนครับท่านอาจารย์ หรือว่า ถ้ายังไม่ได้เป็นการแทงตลอดความเป็นจริงของสภาพธรรมะ ก็ยังมีความสงสัยในพระพุทธเจ้าได้อยู่ครับ ขอกราบท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์: ได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เชื่อเลยหรือ?

อ.วิชัย: ก็ยังไม่เชื่อครับ

ท่านอาจารย์: สงสัยไหม?

อ.วิชัย: ก็คือไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าเป็นใครครับ ก็ยังมีความสงสัยอยู่ครับ

ท่านอาจารย์: แต่พอฟังคำของพระองค์ ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้ง ไม่เหมือนไม่เข้าใจความลึกซึ้งเลย แค่สอนให้ทำดี ละชั่ว พูดตามๆ กัน อย่างนั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ไม่ใช่แน่นอนครับ พระองค์ต้องผู้ประเสริฐกว่านั้นมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็สงสัยไหมว่า พระองค์ตรัสว่าอย่างไรบ้าง หรือรู้ทั่วหมดแล้ว?

อ.วิชัย: ก็ยังไม่รู้ทั่วในคำของพระองค์ครับ ในความเป็นจริงด้วยครับ

ท่านอาจารย์: แล้วสงสัยไหมว่า พระองค์ตรัสอะไรบ้าง?

อ.วิชัย: อย่างพระองค์แสดงความเป็นจริงว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้เป็นธรรมะ ก็เหมือนจะพอพิจารณาเข้าใจได้ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: หมดความสงสัยเลยหรือ?

อ.วิชัย: ความสงสัยยังมีมากครับ เพราะว่าอย่างสิ่งที่ไม่ปรากฏก็ยังมีอีกมากครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อไม่รู้จึงสงสัยใช่ไหม?

อ.วิชัย: เมื่อไม่รู้จึงสงสัย ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ถ้ารู้ความจริงประจักษ์แจ้งจะสงสัยในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม?

อ.วิชัย: ถ้าเป็นการประจักษ์แจ้งความเป็นจริง ก็ละความสงสัยได้ครับ ถ้าเป็นถึงความเป็นพระอริยบุคคล ก็หมดความสงสัยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เมื่อรู้ความจริงถึงที่สุดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงประจักษ์แจ้ง หมดความสงสัย พระองค์ได้ประจักษ์แจ้งอย่างนี้ยิ่งกว่านี้เท่าไหร่ จึงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถ้าเป็นอย่างนั้นได้ เพราะอะไร? ทุกคำของพระองค์ และลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นอีกมากมาย

ไม่ใช่ใครจะไปรู้ทั่วถึงอย่างที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้เป็นถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ครับ หมายความว่าการที่จะคลายความสงสัยก็ขึ้นอยู่กับระดับของปัญญาในแต่ละระดับใช่ไหมครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แน่นอน อย่างเวลานี้สงสัยไหมว่า ไม่มีเรา ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ในสีสันวัณณะ เป็นแค่สีสันวัณณะต่างๆ เท่านั้นเอง ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างนิมิตติดตาม จำไว้ว่า เป็นนั่นเป็นนี่แต่ละรูปร่างของนิมิต เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ สงสัยไหม? แล้วจะเป็นอย่างนั้นไม่ใช่อย่างที่ได้ฟังที่พระองค์ตรัส

แค่สิ่งที่กระทบตา แล้วกระทบตาตรงไหนรู้ตรงนั้น และรู้เฉพาะสิ่งที่กระทบตาเท่านั้น เล็กแค่ไหน!! แล้วจะเป็นโลกกว้างใหญ่ไพศาลอย่างนี้ได้หรือ?

อ.วิชัย: เป็นความละเอียดครับ ก็ความเข้าใจจากการได้มีโอกาสได้ศึกษาได้ฟังก็เป็นการเริ่มพิจารณา แล้วก็ไตร่ตรอง แล้วค่อยๆ เข้าใจเรื่องราวบ้างครับ แต่ความเป็นจริงอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ไม่ได้ปรากฏ ครับ

ท่านอาจารย์: แต่พอเริ่มไตร่ตรองเริ่มเข้าใจ จริงไหม ที่ยังไม่ปรากฏ?

อ.วิชัย: ครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: แล้วพระองค์ทรงแสดงหนทางให้ปรากฏ สงสัยไหม? ถ้าไม่มีคำของพระองค์ จะรู้ได้อย่างไร?

อ.วิชัย: ถ้าไม่มีคำของพระองค์ก็รู้ไม่ได้เลย ไม่มีหนทางเลยครับ

ท่านอาจารย์: ตราบใดที่ไม่รู้ก็สงสัยใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ ก็ตรงขึ้นครับ ฟังท่านอาจารย์ก็เป็นเหตุให้ละเอียดขึ้นในแม้แต่เรื่องของวิจิกิจฉาครับ เพราะว่าบางครั้งเราอาจคิดถึงบุคคลที่ไม่มีศรัทธา เขาก็สงสัยว่า จริงหรือๆ แต่ว่าแม้บุคคลที่มีโอกาสได้ฟัง แล้วมีความเข้าใจขึ้นบ้าง แต่เมื่อธรรมะยังไม่ปรากฏตามความเป็นจริง ก็ยังมีความสงสัยอยู่ครับ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ท่านอาจารย์:

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่ ..

ทาง ๒ แพร่งคืออะไร [วัมมิกสูตร]

ธรรมสําหรับละวิจิกิจฉา [ทีฆนิกาย มหาวรรค]

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 1 ก.พ. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ


ความคิดเห็น 2    โดย มังกรทอง  วันที่ 2 ก.พ. 2569

ธรรมมีมานัสพร้อม รับฟัง อันเกิดกุศลดัง ธาตุรู้ จิตเจตสิกเป็นพลัง เสริมส่ง หนุนแฮ กราบอาจารย์สุจินต์ผู้ เปี่ยมด้วยเมตตา