ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๕
โดย khampan.a  19 เม.ย. 2569
หัวข้อหมายเลข 52256

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

pic0048384364e3c696.jpg

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๕

pic0007625864b2c8748.jpg?1776592537


~ การศึกษาพระธรรมต้องระวังมาก การศึกษาพระวินัยมีประโยชน์ก็ได้ มีโทษก็ได้ การศึกษาพระสูตรมีประโยชน์ก็ได้ มีโทษก็ได้ การศึกษาพระอภิธรรม มีประโยชน์ก็ได้ มีโทษก็ได้ มีโทษถ้าไม่รู้ว่าศึกษาเพื่ออะไร ถ้าศึกษาเพียงจะเป็นผู้ที่รู้มาก เพื่อใช้แสดงความรู้ความสามารถ ขณะนั้นก็ไม่ใช่จุดประสงค์ที่แท้จริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเพื่อให้ผู้ฟังเกิดปัญญาที่จะละกิเลส ขัดเกลากิเลสของตนเอง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการศึกษาก็เป็นเรื่องที่ ทุกท่านที่กำลังศึกษาจะต้องพิจารณาถึงประโยชน์หรือจุดมุ่งหมายของการศึกษาด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1701)



~ เมื่อสิ้นสุดชีวิตของโลกนี้แล้ว ก็ยังไม่จบ เพราะว่ากรรมที่ทำไว้ไม่ได้สูญหายไปไหน ในเมื่อบุคคลนั้นยังไม่ใช่พระอรหันต์ตราบใด ก็ยังต้องมีเหตุปัจจัยที่จะต้องเกิด ขณะนี้ทุกคนพิสูจน์ได้ว่ามีโลกนี้ เพราะว่ากำลังอยู่ในโลกนี้ แต่เมื่อจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นก็จะพิสูจน์ได้อีกเหมือนกันว่าโลกอื่นก็มี และเมื่อถึงนรกเมื่อไร ก็หมดสงสัยเรื่องนรก และถ้าถึงสวรรค์เมื่อไร ก็หมดสงสัยเรื่องสวรรค์ ในเมื่อชาตินี้หมดสงสัยเพียงเรื่องโลกมนุษย์เท่านั้น
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1714)



~ ในขณะที่กำลังโศก ลักษณะของความโศกดุจไฟเผาผลาญ ขณะนั้นไม่มีความสุขเลย หรือดุจถูกแทงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ใครก็ตามที่กำลังโศกเศร้าจะมีความรู้สึกอย่างนี้จริงๆ คนที่ทุกข์ใจมากๆ จะมีทุกข์กายติดตามมา นอนไม่หลับกระสับกระส่ายและคิดมาก ปวดศีรษะ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จะติดตามมา รับประทานอาหารไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้เพิ่มความทุกข์ เพราะว่าไม่ใช่แต่เฉพาะทุกข์ใจอย่างเดียว ทุกข์กายก็จะติดตามมาด้วย
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1728)



*** ~ ธรรมที่เป็นอกุศล ใครจะอยากเก็บไว้มากๆ แต่เพราะความไม่รู้ ด้วยความไม่รู้ก็สะสมโดยไม่เห็นโทษภัย***
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 586)



~ ยิ่งรู้ว่าอกุศลมากเท่าใด เกิดมาเพื่อที่จะขัดเกลากิเลส โดยการที่ว่าถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่สามารถที่จะขัดเกลาได้ และปัญญาเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถที่จะละอกุศล ซึ่งมีกำลังที่จะเกิดบ่อยมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงเข้าใจคำว่าบารมี แม้เพียงเล็กน้อยนิดหน่อยก็สามารถที่จะลดปริมาณจำนวนของอกุศล ซึ่งถ้ากุศลไม่เกิดก็เป็นอกุศล (ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 959)



~ การฟังธรรมเพื่อละความติดข้องด้วยความไม่รู้ว่ามีเรา มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงเพราะเหตุว่ากว่าจะรู้ความจริงว่าแต่ละอย่างที่มีในขณะนี้เกิดแล้วจึงมี แต่อะไรทำให้เกิดขึ้น ไม่มีใครไปดลบันดาลให้เกิด แต่ต้องมีปัจจัยที่แต่ละอย่างจะเกิดขึ้นจริงๆ ละเอียดมาก
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941)



~ การศึกษาพระธรรม จะทำให้เป็นผู้ที่เข้าใจธรรมโดยละเอียด โดยถูกต้อง แล้วก็เห็นกิเลสของตนเอง แม้ใครจะชื่นชมโสมนัสสักเท่าไรก็ตาม ผู้ที่ยังมีกิเลสก็รู้จักตนเองตามความเป็นจริงว่า ยังมีกิเลสอยู่ ไม่ได้หลงไปตามคำชมหรือสักการะหรือสรรเสริญ เพราะเหตุว่ารู้ตามความเป็นจริงว่าขณะใดอกุศลจิตเกิด ขณะใดกุศลจิตเกิด นี่ก็เป็นการที่พระธรรมจะประคับประคองชีวิตของบุคคลที่เข้าใจพระธรรมและปฏิบัติตามพระธรรมให้ละคลายอกุศลได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1784)



*** ~ ไม่ว่าจะเป็นขณะที่กำลังสูญเสียลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือว่าขณะที่กำลังได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ตาม เวลาที่ปัญญาเกิด ขณะนั้นจะไม่มีความว้าเหว่ หรือไม่มีความเดือดร้อนใดๆ ***
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1698)



~ เรื่องของการสูญเสีย ไม่มีใครประสงค์ให้เกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรืออวัยวะร่างกาย แต่เมื่อมีการสูญเสียเกิดขึ้น ซึ่งการสูญเสียนั้นก็ต้องเป็นผลของกรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จิตควรที่จะเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล?
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1699)



~ มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังโกรธ โดยเหตุที่เขาคิดว่าสมควรที่จะโกรธ เวลาที่กล่าวว่าความโกรธกำลังทำร้าย เขาก็หยุดโกรธไม่ได้ และขณะนั้นก็ไม่ได้ฟังด้วย ยังหาเหตุแสดงความสมควรที่จะต้องโกรธ เล่าเรื่องที่จะต้องโกรธให้ฟังต่อไป แสดงให้เห็นว่าแม้จะได้ฟังพระธรรมและก็รู้จักอกุศลว่าเป็นอกุศล แต่ปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะละคลายกิเลสก็ไม่สามารถละคลายหรือดับกิเลสได้
(ที่มา : แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 1728)



*** ~ กำลังจะกระทำทุจริต ไม่ทำ งดเว้น เพราะหิริโอตตัปปะ กำลังจะพูดคำที่ไม่จริง อาจจะล้อเล่น สนุกสนานหรืออะไรก็ได้ แต่ขณะนั้นเป็นอกุศลแล้ว เพราะฉะนั้นเมื่อมีหิริโอตตัปปะ ไม่พูด เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าคุ้มครองป้องกันจิตไม่ให้เป็นไปทางฝ่ายอกุศล***
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 880)



~ น่าอัศจรรย์กรรมไหม ทำได้ ทำให้ได้ยินเกิดได้ ใครก็ทำให้ได้ยินเกิดไม่ได้ แต่กรรมทำให้ได้ยินเกิดได้ ทำให้จิตได้กลิ่นเกิดได้ ทำให้จิตที่สามารถลิ้มรส รู้รสเกิดได้ ทำให้จิตสามารถจะรู้สิ่งที่กระทบกาย เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ถ้าเป็นเรานี่เหมือนธรรมดา แต่ไม่ใช่เรา เพราะเป็นธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ก็แสดงให้เห็นความน่าอัศจรรย์ยิ่งของธรรมซึ่งไม่ใช่เราและก็ไม่ใช่ใครเลย และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย เมื่อไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ใครจะแก้กรรมให้ใครได้ เป็นไปไม่ได้เลย
(ที่มา : ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1941)



~ ถ้าคนที่เราโกรธเป็นธรรมที่เกิดดับ โกรธอะไร เสียเวลาใช่ไหม บังคับไม่ให้ธรรมนั้นเกิดก็ไม่ได้ ธรรมนั้นเกิดแล้วก็หมดไป แล้วโกรธอะไร คนที่เราโกรธ เขาเป็นธรรมหรือไม่ ขณะนั้นมีอะไรที่ไม่เกิดดับบ้าง แล้วโกรธอะไร เพราะฉะนั้น ต้องเป็นปัญญาตามระดับขั้นที่ไม่หลงลืมด้วย เพราะฉะนั้น การที่เราฟังธรรมบ่อยๆ ก็เพื่อให้ไม่ลืมสิ่งที่เป็นความจริงที่เราได้เริ่มเข้าใจแล้ว แต่ว่าเริ่มเข้าใจแค่นั้นไม่พอ จนกว่าจะมีความมั่นคง จนกระทั่งรู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริง
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 920)



~ ถ้ามีการฟังธรรมจริงๆ โดยละเอียด ก็จะเป็นผู้ที่ได้สาระ เพราะรู้ว่าสิ่งใดที่เป็นโทษสิ่งนั้นนำมาซึ่งทุกข์ เพราะฉะนั้นทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่มีใครทำเลย แต่มีเหตุที่สมควรที่สภาพธรรมนั้นๆ จะเกิดก็ต้องเกิด ไม่เกิดไม่ได้ จนกว่าจะรู้ความจริงว่าเป็นธรรมทั้งหมดไม่ใช่เรา ซึ่งก็คือปัญญาที่เป็นกุศล ธรรมฝ่ายดีเพราะเหตุว่าไม่เป็นโทษเลย
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 930)



~ การรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ทำให้ละคลายความไม่รู้ เมื่อละคลายความไม่รู้ ความติดข้องในสิ่งที่ไม่รู้ก็น้อยลง เพราะฉะนั้นเมื่อความติดข้องน้อยลง ความขุ่นเคืองใจก็ต้องน้อยลงด้วย การกระทำใดๆ ที่เป็นฝ่ายที่รุนแรงก็ลดน้อยลงตามลำดับเพราะมีความเข้าใจขึ้น
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 930)



~ ธรรมที่เป็นประโยชน์เป็นคุณไม่ให้โทษเลยก็คือ อโลภะ ค่อยๆ เห็นแล้ว ถ้าไม่ติดข้อง ถ้าเป็นได้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย จะสบายสักเพียงใด ไม่เดือดร้อนที่จะต้องไปแสวงหา ไม่เดือดร้อนเมื่อสิ่งนั้นพลัดพรากจากไป เพราะเหตุว่าไม่มีความติดข้อง แต่แสนยาก เพราะเหตุว่าติดข้องมานานแสนนาน หนทางเดียวก็คือปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ค่อยๆ เห็นตรงตามความเป็นจริง
(ที่มา : พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 930)



~ เขาไม่ดี เพราะเขาไม่รู้ เขาจึงทำ น่าเห็นใจไหม ในความที่สะสมมาในความไม่รู้ที่ทำสิ่งที่เป็นโทษถึงอย่างนั้นได้ แล้วเราล่ะ? ถ้าประมาท วันหนึ่งจะไม่เป็นอย่างนั้นหรือ วาจาบางครั้งก็พลั้งพลาดพูดคำที่ไม่น่าพูดเลย แม้เล็กน้อยนิดเดียว แต่ทำให้คนอื่นสะเทือนใจหรือว่าน้อยใจหรือว่าขุ่นข้องใจแม้สักนิด ควรทำไหม? เพราะฉะนั้น ความละเอียดของความเข้าใจธรรม จะทำให้คนนั้นเริ่มมีปัญญาความเห็นที่ถูกต้องว่าสิ่งใดเป็นโทษ ควรเว้น แต่จะเว้นได้มากน้อยแค่ไหน แล้วแต่ความเข้าใจความจริงและการสะสมมา
(ที่มา : สนทนาเรื่อง ชาวพุทธกับการละทุจริต ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖)



~ ทุกคนต้องการเพื่อน คือ คนที่เข้าใจ เห็นใจ หวังดี มีเมตตา แล้วเราต้องการอย่างนั้นหรือเปล่า ถ้าเราต้องการอย่างนั้น เขาต้องการไหมไม่ว่าเขาเป็นใคร พร้อมที่จะให้ได้ไหม ไม่ลำบากเลย แค่หวังดี คิดดี

(ที่มา : สนทนาเรื่อง ชาวพุทธกับการละทุจริต ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖)



~ ถ้ามีความเข้าใจถูกในความไม่มีเราเลย คุณความดีต่างๆ จะเพิ่มขึ้นไหม? มีความเมตตา หวังดี เป็นเพื่อน ไม่ว่าใครทั้งสิ้น ไม่มีประมาณ ขณะนั้น ใครก็ทำให้ไม่ได้นอกจากปัญญาที่เกิดขึ้นตามลำดับ เห็นโทษของอกุศลความไม่ดีทั้งหลายทั้งปวง
(ที่มา : สนทนาธรรมที่โรงแรมหรรษา เจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ๘ มีนาคม ๒๕๖๙ สนทนาธรรมเรื่อง ชีวิตคือธัมมะ บ้านธัมมะภาคใต้ 6-8 มี.ค. 2569)



~ ขณะใดที่เป็นทุจริต ขณะนั้น ไม่ได้นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

(ที่มา : ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. 14 เม.ย. 2569)



ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ

ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๖๔


pic000762585ad1225a3.jpg?1776592537
... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...



ความคิดเห็น 1    โดย swanjariya  วันที่ 19 เม.ย. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง


ความคิดเห็น 2    โดย jaturong  วันที่ 19 เม.ย. 2569

ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย เจียมจิต สุขอินทร์  วันที่ 19 เม.ย. 2569

~ การรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ทำให้ละคลายความไม่รู้ เมื่อละคลายความไม่รู้ ความติดข้องในสิ่งที่ไม่รู้ก็น้อยลง เพราะฉะนั้นเมื่อความติดข้องน้อยลง ความขุ่นเคืองใจก็ต้องน้อยลงด้วย การกระทำใดๆ ที่เป็นฝ่ายที่รุนแรงก็ลดน้อยลงตามลำดับเพราะมีความเข้าใจขึ้น
(ที่มา :
พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 930)

ประโยคที่เตือนใจ และปันธรรม

ทั้งหมดเป็นคำที่เตือนใจ

กราบอนุโมทนาค่ะ