เมื่อมีความเข้าใจจึงเห็นความลึกซึ้ง
โดย เมตตา  6 มี.ค. 2569
หัวข้อหมายเลข 52082

[เล่มที่ 35] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้า 453-454

จตุตถปัณณาสก์

โยธาชีววรรคที่ ๔

๖. อุมมังคสูตร

พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาของพระภิกษุ

ภิกษุนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วได้ทูลถามปัญหายิ่งขึ้นไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า บุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม?

พ. ดีละ ดีละ ภิกษุ ปัญญาของเธอหลักแหลม ปฏิภาณของเธอดีจริง ปริปุจฉาของเธอเข้าที เธอถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่าบุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงไรหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้หรือ?

ภิก. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนภิกษุ เราแสดงธรรมเป็นอันมาก คือ สุตตะ ... เวทัลละ ถ้าแม้ภิกษุรู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งคาถา ๔ บาทแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ก็ควรเรียกว่า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม.


อ.วิชัย: ขอโอกาสร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ในเรื่องของความรู้ในขั้นปริยัติ ครับ แล้วก็เป็นการศึกษาพระธรรมด้วยที่จะถึงความเป็นพหูสูตรครับ ซึ่งข้อความในอุมมังคสูตรครับ ก็มีภิกษุที่ได้กราบทูลปัญญาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญที่เรียกว่าบุคคลเป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรมดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าใดหนอแล บุคคลจึงเป็นพหูสูตรเป็นผู้ทรงธรรม

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เราแสดงธรรมเป็นอันมาก คือ สุตตะ ... เวทัลละ ถ้าแม้ภิกษุรู้ทั่งถึงอรรถะ รู้ทั่วถึงธรรมะแห่งคาถา ๔ บาทแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ก็ควรเรียกว่า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม. ครับ 

กราบท่านอาจารย์ในประเด็นเรื่องของการที่จะเป็นผู้ที่สดับมากเป็นผู้ฟังมาก อย่างที่ฟังการสนทนาเมื่อกี้นี้ ก็เข้าใจว่า เป็นการฟังการศึกษาเพื่อเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องครับ แล้วการที่จะเป็นผู้ทรงธรรมนี่ครับท่านอาจารย์ในประเด็นนี้ เพราะว่าเคยฟังเคยร่วมสนทนากับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็ได้ให้ความเข้าใจในเบื้องต้นว่า ก็คือการที่ศึกษาพระธรรมแล้วสามารถเข้าใจแล้วไม่ลืมในความเป็นธรรมะที่มีนะครับ แต่ในประเด็นที่ข้อความในพระสูตรนี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รู้ทั่วถึงธรรมแห่งคาถา ๔ บาทแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไซร้ ก็ควรเรียกว่า เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม 

ดังนั้น การที่จะเป็นผู้ที่รู้ หรือเข้าใจธรรมะที่จะเป็นผู้ที่ทรงธรรม จะต่างกับความเป็นผู้ที่สดับมากนี่อย่างไรครับ

ท่านอาจารย์: เหมือนกับที่สนทนากับคุณชุมพรเมื่อกี้นี้เลยใช่ไหม?

อ.วิชัย: ครับ คือเป็นการศึกษาเป็นการกล่าวความละเอียดของธรรมะเพิ่มขึ้นครับที่จะให้เข้าใจขึ้น

ท่านอาจารย์: นั่นสิ!! ถ้าไม่เข้าใจจะเป็นพหุสูตตะได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็รู้เลย แม้คำเดียวที่เข้าใจ เข้าใจคำนั้นตลอดไปหรือยัง?

อ.วิชัย: ยังไม่ตลอดยังไม่ทั่วถึงครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น จะเป็นพหูสูตรได้ไหม แค่ได้ยินได้ฟังเฉยๆ?

อ.วิชัย: ยังเป็นไม่ได้ครับ คือเท่าที่พิจารณาความเป็นไปของธรรมะในชีวิตประจำวันซึ่งปกติขณะที่ฟัง ก็รู้ว่า เป็นธรรมะแต่ละอย่าง ..

ท่านอาจารย์: ขอโทษนะ แค่นี้เป็นพหูสูตแล้วหรือยัง?

อ.วิชัย: ยังไม่เป็นครับ เพราะยังไม่ละเอียดในการที่จะรู้ในแต่ละลักษณะของธรรมะครับ ดังนั้น การที่จะเป็นผู้ทรงธรรมตรงนี้ หมายถึงว่า ไม่ลืมที่จะรู้ว่าเป็นธรรมะหรือครับ?

ท่านอาจารย์: ไม่ลืม หรือเข้าใจ?

อ.วิชัย: ต้องเป็นความเข้าใจถูกต้องครับครับ อย่างเช่น อย่างได้ฟังว่า เห็นนี่เป็นธรรมะ ฟังก็คิดพิจารณาว่า เห็นเดี๋ยวนี้เป็นแน่ๆ เลย เพราะว่ามีจริงๆ ครับ แต่การที่จะรู้ว่า เห็น เป็นธรรมะจริงๆ ก็ยังไม่ถึง ดังนั้น การที่จะฟังแล้วฟังอีกที่จะเป็นผู้มีความมั่นคงในการที่จะรู้ว่าเห็นเป็นธรรมะนี่ ก็เป็นการค่อยๆ ที่จะทรงธรรมะในลักษณะของเห็นเพิ่มขึ้นนะครับท่านอาจารย์

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เข้าใจเลย จะทรงธรรมะได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปไม่ได้เลยครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจแล้ว ไม่ว่าเมื่อไหร่ขณะไหนไม่ลืมเลย ไม่ใช่หมายความว่า คิดไม่ออก แต่ว่าภาวะความเป็นธรรมะไม่สงสัย

อ.วิชัย: ไม่สงสัยภาวะความเป็นธรรมะ

ท่านอาจารย์: ค่ะ ไม่ใช่ชื่อว่า ธรรมะ ไม่ใช่ชื่อว่าเห็น

อ.วิชัย: ก็เป็นความละเอียดนะครับ เพราะว่าขณะที่ฟังก็มีการคิดเรื่องด้วย แล้วก็มีการน้อมไปที่จะรู้ในลักษณะของสิ่งที่มีด้วยอย่าง เห็น ขณะนี้ก็รู้ว่ามี แต่เหมือนกับเป็นฟังแล้วก็คิด ฟังแล้วก็คิดถึงครับว่าเป็นธรรมะครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าลึกซึ้งไหม? ถ้าไม่ลึกซึ้ง ต้องทรงบำเพ็ญบารมีถึงปานนั้นหรือที่จะตรัสรู้ความจริงไม่ใช่รู้อย่างอื่น รู้ความจริงของสิ่งที่มีทุกอย่างโดยประการทั้งปวง

อ.วิชัย: ครับ แล้วก็สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกมากครับ เพราะว่าปกติก็ฟังว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริงในเบื้องต้น แล้วก็ได้ฟังความละเอียดของธรรมะแต่ละอย่าง เห็นอย่างนี้ ได้ยินอย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังแล้วหลายคำเหมือนละเอียดแล้ว แต่เข้าใจตามนั้นหรือเปล่า ตามที่พูดตามที่ได้ฟังมา?

ถ้าไม่เข้าใจคำที่ได้ฟังมา แล้วพูดตาม เป็นพหูสูตหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ไม่เป็นครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องรู้ว่า ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความลึกซึ้งของธรรมะ ทรงไว้ซึ้งความลึกซึ้งไม่หวั่นไหวในความเป็นธรรมะ

อ.วิชัย: ครับ เมื่อกี้ฟังว่า อย่างฟังว่า เห็นเป็นธรรมะเป็นธาตุรู้ แล้วที่ท่านอาจารย์ถามว่า แล้วเข้าใจตามสิ่งที่ได้ยินได้ฟังหรือเปล่า?

ท่านอาจารย์: และตามที่พูดด้วย

อ.วิชัย: ครับ ก็พูดเหมือนเดิมครับท่านอาจารย์ เห็นเป็นธาตุรู้อย่างนี้ครับ

ท่านอาจารย์: นั่นพูดๆ แต่เข้าใจตามที่พูดหรือเปล่า?

อ.วิชัย: ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ตามที่พูด

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นความต่างของการพูดกับความเข้าใจตามที่ได้ฟัง และตามที่พูดตาม

อ.วิชัย: ครับ ก็ละเอียดมากๆ ครับท่านอาจารย์ที่จะเห็นถึง แม้พูดคุยธรรมดาแต่ความลึกซึ้งของสิ่งที่เราพูดเป็นปกติ บางครั้งก็พูดไปกล่าวถึงธรรมะนั้นบ้างนี้บ้าง ปัจจัยต่างๆ บ้าง แต่ขณะที่พูดก็ไม่ได้เข้าใจในความเป็นธรรมะ แต่พูดเรื่องธรรมะครับ

ท่านอาจารย์: ก็เป็นการที่จะเข้าใจความหมายของคำว่า บารมี เห็นไหม ระดับไหน?

อ.วิชัย: ท่านอาจารย์ขยายอีกนิดได้ไหมครับที่จะเป็นความเข้าใจของคำว่าบารมีครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น บารมีคืออะไร?

อ.วิชัย: เป็นธรรมะฝ่ายดีงามที่จะเป็นเหตุให้ถึงฝั่ง คือพระนิพพานครับ

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ต้องเป็นความเข้าใจใช่ไหม?

อ.วิชัย: ต้องเป็นความเข้าใจต้องเป็นปัญญาด้วยแน่นอนครับ

ท่านอาจารย์: เมื่อมีความเข้าใจจึงเห็นความลึกซึ้งใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ยิ่งเข้าใจยิ่งเห็นความลึกซึ้งยิ่งขึ้น ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: ความลึกซึ้งอย่างยิ่งจะรู้ได้โดยเร็วไหม ยังมีอกุศลมากมายโดยยังมีความไม่รู้ได้ไหม?

อ.วิชัย: เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้เลยถ้ามีอกุศลมาก ยังมีความไม่รู้ก็ยากที่จะเจริญความรู้ตามความเป็นจริง

ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังธรรมะเพื่อละความไม่รู้ใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: และความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดกิเลสต่างๆ ทั้งวันใช่ไหม?

อ.วิชัย: ใช่ครับ

ท่านอาจารย์: แล้วถ้ายังคงมีความไม่รู้ และกิเลส จะสามารถเข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งได้ไหม?

อ.วิชัย: ก็เป็นไปไม่ได้เลย ถ้ายังมีอกุศลมากมายครับ

ท่านอาจารย์: จึงเข้าใจความหมายของบารมี

อ.วิชัย: ครับ ก็งามครับไพเราะครับ ธรรมะเป็นสิ่งที่งดงามครับ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งเห็นความลึกซึ้ง ยิ่งเห็นคุณของแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ครับ ถ้าไม่มีคำเหล่านี้ ก็ไม่มีโอกาสที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้ครับ

ท่านอาจารย์: และจะไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย

อ.วิชัย: ก็กราบเท้าขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ขอเชิญอ่านเพิ่มได้ที่..

เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงธรรม [จตุกนิบาต]

พระพุทธองค์ทรงตอบปัญหาของพระภิกษุ [อุมมังคสูตร]

ขอเชิญรับฟังวิดิโอได้ที่ ..

อุมมังคสูตร ว่าด้วยการผุดขึ้นของปัญญา วันที่ 20 ธันวาคม 2546

ขอเชิญฟังได้ที่ ..

พหูสูตคืออย่างไร

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ

และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย ด้วยค่ะ



ความคิดเห็น 1    โดย chatchai.k  วันที่ 6 มี.ค. 2569

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ยินดีในกุศลจิตครับ