เข้าใจ: สี vs เรื่องราว, ปรมัตถสัจจะ Vs สมมุติสัจจะ
โดย ผู้ร่วมเดินทาง  23 ธ.ค. 2555
หัวข้อหมายเลข 22223

คำบรรยายธรรมบางตอนของท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

ชุด โสภณธรรม ตอนที่ 2500

ท่านอาจารย์ จะรู้ว่าเป็นใจเราที่นึกเนี่ยค่ะ สำคัญที่สุด และนึกนี้ก็นึกได้สารพัดเรื่อง ใช่ไหมคะ เรื่องของตัวเอง แล้วก็เรื่องของคนอื่น คือ คิดแล้ว สภาพธรรมมีอย่างเดียวคือคิดเรื่อง เรื่องราวทั้งหมดค่ะ แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่มี เพราะเหตุว่า ขันธ์แต่ละขันธ์เกิดแล้วก็ดับเร็วมาก แต่ความทรงจำว่ามีเรา ใช่ไหมคะ เมื่อมีเรา ก็มีคนอื่น ก็เลยเป็นความคิดเรื่อง สัตว์ บุคคล แม้แต่ฝันนะคะ ฝันก็คือการคิดเรื่อง อย่างเวลานี้ เราจำเลยว่าใครกำลังนั่งอยู่ แล้วเมื่อเราฝันก็มี มีคุณนีน่า คุณโจนาธาน มีคุณหมอ มีใครๆ แต่ว่าเสื้อสีอะไร ผ้าสีอะไร ในฝันไม่มี แต่มีเรื่องว่าคนนี้พูดอย่างนี้ คนนี้บอกอย่างนี้ ทันทีที่ตาเห็นเนี่ย ทางทวารตาดับไปแล้วเนี่ย เรื่องเข้ามาเลย เพราะฉะนั้น เราจะไม่สนใจ หรือไม่จำ (ใส่ใจ) สี แต่จะจำเรื่องทันที ใช่ไหมคะ อย่างเวลานี้ ถ้าจำ (ใส่ใจ) สี เราตายแน่เลย เพราะสีตั้งเยอะแยะ แล้วจะจำยังไง เพราะฉะนั้น เราก็ฝันไม่ทันหรอก ใช่ไหมคะ ถ้าเรามัวแต่จำสีเนี่ย แต่เพราะว่าเราจับเรื่องมาเลยทันทีที่เห็น ความทรงจำเรื่องราวต่างๆ เข้ามา เพราะฉะนั้น ฝันของเราจึงได้เป็นเรื่องทั้งหมด เหมือนฝันเห็น แต่ความจริงเป็นคิดเรื่องทั้งหมด เพราะว่ารู้เรื่อง ไม่ใช่เห็น มันรู้เรื่องเลย เป็นการจำเรื่องเลย

ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับ แล้วในเวลาฝันบางครั้งเหมือนกับเห็นเป็นสี

ท่านอาจารย์ น้อยครั้งค่ะ ก็แสดงว่าเพราะขณะนั้นเราจำสี เพราะฉะนั้นเรามีทั้งจำสีและจำเรื่อง ส่วนใหญ่ของเราเนี่ยจะจำเรื่อง ส่วนจำสีเนี่ยเราน้อย อย่างเวลานี้ เราจำสีน้อยกว่าจำเรื่อง เห็นบันไดนี้สีอะไร ใช่ไหมคะ แล้วก็ราวบันไดนี่สีอะไร โคมไฟสีอะไร กรอบรูปสีอะไร เสื้อคุณสุวัฒน์สีอะไร โต๊ะหินอ่อนสีอะไร กระเป๋าของใครสีอะไร เสื้อหนาวของคุณอาภรสีอะไร เราจำเรื่อง เพราะฉะนั้น สีน้อยกว่าเรื่อง

ผู้ฟัง บางทีเวลาฝันเห็นสีครับ

ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่บุคคล เขาจำสี จำสีนั้นจำด้วย แต่ทีนี้ส่วนใหญ่ที่รู้เรื่องโดยที่ไม่มีสีเนี่ยเพราะว่าเราจำ อย่างเวลานี้คุณณรงค์หลับตา แล้วนึกเรื่องเนี่ย คุณณรงค์จะไม่มีสีใช่ไหมคะ แสดงว่าทันทีที่มีสิ่งปรากฏทางตาทำให้เรามีสมมติบัญญัติ คือจำเรื่อง แล้วสีเราไม่จำหรอก เพียงแต่ปรากฏเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้นเอง สีเราจำน้อยค่ะ ไม่ใช่ไม่จำเลย ใช่ไหมคะ อย่างเราจะนึกถึงสีอะไรสักสี เรานึกได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเราจำเรื่อง

ผู้ฟัง เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็เช่นเดียวกัน ใช่ไหมครับ

ท่านอาจารย์ เหมือนกันค่ะ เราถึงได้แยก ๒ โลก ออกจากกันได้ คือ โลกของปรมัตถธรรม ซึ่งมีสิ่งจริงๆ ซึ่งกระทบจริงๆ ปรากฏจริงๆ แต่เราไม่รู้การเกิดดับ เพราะอวิชชารู้ไม่ได้ แล้วหลังจากปรมัตถธรรมแล้ว ก็มีการคิดนึกเรื่องราว เราถึงจะมาจับได้ว่า สมมติสัจจะเนี่ย หลังจากปรมัตถสัจจะ ต่างจากปรมัตถสัจจะ เพราะสมมติสัจจะไม่มากระทบทางทวารทั้งห้าเลย เพราะไม่มีปรมัตถธรรม ไม่ใช่สภาพธรรมะ ใช่ไหมคะ แต่ว่าเป็นความนึกคิด หลังจากสภาพธรรมะปรากฏ เราก็สามารถจะเข้าใจพระธรรม ที่ว่าทรงแสดงทั้งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ และยังรู้ด้วยว่าทวารไหนเริ่มสมมติสัจจะ ส่วนทวารไหนปรมัตถสัจจะ เพราะว่า บัญญัติเข้ามาไม่ได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ ด้วยความเคารพยิ่ง

ขออนุโมทนากับทุกๆ ท่านด้วยครับ



ความคิดเห็น 1    โดย paderm  วันที่ 23 ธ.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 2    โดย daris  วันที่ 24 ธ.ค. 2555

อ่านแล้วได้ประโยชน์มากครับ

กราบขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 3    โดย raynu.p  วันที่ 24 ธ.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาค่ะ


ความคิดเห็น 4    โดย บรรพต  วันที่ 24 ธ.ค. 2555

ขอบคุณ และขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 5    โดย khampan.a  วันที่ 27 ธ.ค. 2555

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ที่เคารพยิ่ง

ขอบพระคุณและขออนุโมทนาในกุศลจิตของท่านผู้ร่วมเดินทาง และทุกๆ ท่านด้วยครับ


ความคิดเห็น 6    โดย chatchai.k  วันที่ 21 ม.ค. 2564

ขออนุโมทนาครับ