
[เล่มที่ 33] พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 350
สูตรที่ ๕ ว่าด้วยคติ ๒ อย่างของผู้มีการงานลามกและไม่ลามก
[๒๗๐] ๒๕. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง อันผู้มีการงานลามกพึงหวังได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คติ ๒ อย่าง คือเทวดาหรือมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่งอันผู้มีการงานไม่ลามกพึงหวังได้
จบสูตรที่ ๕
ในสูตรที่ ๖ (บาลีข้อ ๒๗๑) มีวินิจฉัยดัง
บทว่า ปฏิจฺฉนฺนกมฺมนฺตสฺส ได้แก่ ผู้มีการกระทำอันเป็นบาป เพราะคนทั้งหลายย่อมทำบาปโดยอาการปกปิด แม้หากทำโดยอาการไม่ปกปิด บาปกรรมก็ได้ชื่อว่า กรรมอันปกปิดอยู่นั่นเอง
บทว่า ปกปิด บาปกรรมก็ได้ชื่อว่า กรรมอันปกปิดอยู่นั่นเอง
บทว่า นิรโย ได้แก่ ขันธ์พร้อมทั้งโอกาส และขันธ์ในกำเนิดดิรัจฉาน.
จบอรรถกถาสูตรที่ ๖
[เล่มที่ 76] พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้า 82
กรรมนิยาม (ความแน่นอนของกรรม) ความที่กรรมนั้นๆ ให้ผลเช่นเดียวกันกับกรรมนั้นๆ อย่างนี้คือ
กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๓ ย่อมให้วิบากเป็นติเหตุกะ ทุเหตุกะ
และอเหตุกะ กรรมที่ประกอบด้วยกุศลเหตุ ๒ ย่อมให้วิบากเป็นทุเหตุกะ
และอเหตุกะ ไม่ให้วิบากเป็นติเหตุกะชื่อว่า กรรมนิยาม.
อีกอย่างหนึ่ง
เป็นกรรมนิยามด้วยอำนาจแห่งวิบากเหมือนกับกรรมนั่นแหละ
เพื่อแสดงกรรมนิยามนั้น ท่านอาจารย์ทั้งหลายกล่าวเรื่องไว้ดังนี้
ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บ้านใกล้ประตูพระนครสาวัตถีถูกไฟไหม้
กระจุกหญ้า ๒ ติดไฟโพลงแต่บ้านไฟไหม้นั้น
ขึ้นไปสวมคอกาตัวบินทางอากาศ กานั้นร้องตกตายในแผ่นดิน.
อ.วิชัย: อีกประเด็นหนึ่งครับ ท่านอาจารย์ อย่างข้อความที่แสดงในอรรถกา ปฏิสัมภิทามรรค ที่แสดงถึงว่า กัมมวิปากญาณ นี่ครับ เป็นญาณเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทั่วไปแก่สาวก แสดงว่าความละเอียดของการที่กรรม และการให้ผลของกรรมเป็นความละเอียดอย่างไร ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้มีกรรมไหม?
อ.วิชัย: มีครับ
ท่านอาจารย์: จะให้ผลเมื่อไหร่?
อ.วิชัย: ไม่ทราบเลยครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: แล้วเดี๋ยวนี้ อะไรเป็นผลของกรรมมีไหม?
อ.วิชัย: ก็มีครับ
ท่านอาจารย์: มาจากกรรมไหนล่ะ?
อ.วิชัย: ก็ไม่ทราบอีกครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า กรรมเป็นสภาพที่ปกปิด และผลของกรรมก็เป็นสภาพที่ปกปิด
เดี๋ยวนี้ เห็น ไม่รู้เลย เป็นผลของกรรมชาติไหนทำอะไรมา และขณะที่กำลังเป็นกรรม เข้าใจธรรม กำลังฟังธรรม เข้าใจสิ่งที่กำลังได้ฟัง จะให้ผลเมื่อไหร่ก็รู้ไม่ได้ แต่เมื่อผลเกิด ก็ไม่รู้มาจากกรรมไหน
เพราะฉะนั้น ทั้งกรรม และผลของกรรม จึงเป็นสภาพที่ปกปิด
อ.วิชัย: กราบท่านอาจารย์ครับ ฟังอย่างนี้แล้วก็ยังคิดถึงตัวเองอยู่ครับว่า เอ๊ะ! เราเคยกระทำกรรมอะไรไว้ในอดีต แล้วจะให้ผลเมื่อไหร่ จะประสบอะไร ไม่สามารถจะรู้ได้จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วกรรมเดี๋ยวนี้ที่ทำ จะให้ผลเมื่อไหร่ก็รู้ไม่ได้!! แต่มีแน่ทั้ง ๒ อย่าง
อ.วิชัย: ครับ นี่เป็นความละเอียดลึกซึ้งจริงๆ ของสภาพธรรม และก็ความเป็นเหตุปัจจัยของสภาพธรรม ครับท่านอาจารย์ กราบเท้าท่านอาจารย์ครับ
อ.อรรณพ: ปัญหาธรรมของอาจารย์ มศพ. ช่างเป็นประโยชน์ แล้วก็ต่อเนื่องกันจริงๆ ก็ต้องขอบพระคุณ อ.วิชัย มากเลย และตั้งแต่ อ.กุลวิไล มาแล้วที่จะได้เข้าใจในเรื่องนามธรรมที่ไม่ใช่วิปากนะครับ แล้ว อ.วิชัย ก็กล่าวถึงปัจจัยสำคัญเป็นปัจจัยหลักเลย คือกัมมปัจจัย ท่านอาจารย์ก็ให้ความเข้าใจในเรื่องกิเลส กรรม แล้วก็ผลของกรรม เป็นความสำคัญนะครับ หรือจะย่อความเป็นปัจจัยต่อๆ ๆ กัน หรือปฏิจจสมุปปาทะ ก็ย่อเป็น ๓ วัฏฏะ นี่ครับ กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ วิปากวัฏฏ์
แต่ที่ซาบซึ้งมากที่ อ.วิชัย ได้กรุณากล่าวข้อความใน อรรถกา ปฏิสัมภิทามรรค ว่า กัมมวิปากญาณ ไม่สาธารณะกับบุคคลอื่น เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอาจารย์ตอบแบบ โอ้โห! ไม่ต้องคิดพิจารณาเลย แล้วเป็นความจริง ผมขอซาบซึ้งซ้ำอีกครั้งหนึ่งด้วยความซาบซึ้งของตนเองอย่างหนึ่ง แล้วก็เพื่อทบทวนให้ผู้อื่นด้วย ท่านอาจารย์ตอบว่า กัมมวิปากญาณ เฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เฉพาะบุคคลอื่น ท่านอาจารย์ตอบนี้ว่า ขณะนี้มีกรรมไหม? กุศลกรรมในขณะนี้ที่กำลังฟังธรรมนี้มี ไม่ใช่เรา ขณะนี้เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา และปัญญนั้นก็ปรุงแต่งเจตนาที่เกิดร่วมให้เป็นกุศลเจตนา กุศลกรรมบถด้วยที่ฟังธรรมนี้ แต่จะให้ผลเมื่อไหร่ ใครจะรู้ๆ!! แล้วขณะนี้ที่เห็นนี่ เกิดจากกรรมอะไร? ใครจะรู้!!
กราบเท้าท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น กรรม และผลของกรรม ก็เป็นอาจิณไตยอย่างหนึ่งครับ
ขอเชิญอ่านได้ที่ ..
กิเลสวัฏฏ์ - กัมมวัฏฏ์ - วิปากวัฏฏ์
ขอเชิญรับฟังได้ที่ ..
ปฏิจจสมุปปาท กับ กิเลสวัฏฏ์ กัมมวัฏฏ์ และ วิปากวัฏฏ์
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.วิชัย อ.อรรณพ ด้วยค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ