ความหวังคืออะไร?
โดย namarupa  2 ม.ค. 2552
หัวข้อหมายเลข 10819

ความหวังคืออะไร? ท่านอาจารย์ได้เคยพูดถึง "ความหวัง" เอาไว้ว่าเหมือนกับการกำมือไว้ให้แน่น เมื่อแบมือออกมา ก็ไม่มีอะไรในกำมือนั้น

ถึงแม้ว่า .... จะได้ยินได้ฟังจากคำสอนของท่านอาจารย์มานานนับหลายปี และคิดอยู่เสมอว่าตัวเองมีความเข้าใจ และมักจะให้คำแนะนำแก่ลูกๆ น้องๆ หลานๆ ที่ยังไม่เข้าใจ ให้เค้าได้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นก็จริงอยู่ แต่แม้กระนั้น ... เมื่อมีเหตุปัจจัย หรือเหตุการณ์ที่จะทำให้ตัวเองมีความหวัง ความหวังนั้นก็เกิดขึ้น โดยที่ไม่รู้ตัว และแน่นอน ความผิดหวังก็ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองสดๆ ร้อนๆ อยากมาเล่าสู่กันฟัง อยากฟังความคิดเห็นอื่นๆ ที่อาจมีประสบการณ์แบบเดียวกัน ที่จะช่วยเกื้อกูลปัญญาให้เพิ่มขึ้นได้ก็จะ

อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งค่ะ

เมื่อปีที่แล้วเดือนพฤศจิกายน ตัวเองได้รับการเสนอให้ไปทำงานที่ออสเตรเลีย เงินเดือนที่เสนอมาก็สูงมาก และดูจากเนื้องานแล้ว ก็ค่อนข้างจะเป็นงานที่สบายพอสมควร (ซึ่งลูก 2 คนก็อยู่ที่โน่น ก็แอบดีใจว่าจะได้ไปอยู่กับลูกๆ) ตอนแรกเค้าจะให้เดินทางไปทำงานเลยในเดือนมกราคม 2552 แต่เราก็ดันบอกไปว่าไปไม่ได้นะตอนนี้ เพราะจะต้องไปจัดดอกไม้ที่อินเดีย ฯลฯ แจงหลายเหตุผล พูดง่ายๆ ก็คือยังไม่พร้อม แต่พร้อมไปแน่เดือนเมษายน วันนึงลูกก็โทรทางไกลมาบอกว่า เจ้านายตกลงให้แม่ไปเดือนเมษายนปีนี้นะ ให้แม่เตรียมตัวเอาไว้ เราก็แอบดีใจและมี "ความหวัง"อย่างที่ไม่รู้ตัว อุตส่าห์ไปคุยกับเพื่อนๆ และใครต่อใครเอาไว้ ให้มาช่วยกันจัดดอกไม้แทน หากไม่ได้อยู่ที่เมืองไทยแล้ว ซึ่งทุกอย่างก็ลงตัวหมด แอบดีใจมากๆ (โลภะมาแรงสุดๆ แต่ก็ยังไม่รู้ตัวอีก ทั้งโง่และบ้าที่สุด!!) และแล้วเช้าวันนี้ของขวัญปีใหม่ก็เทโครมมาให้เมื่อเวลาตี 4 เป๋ง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เราก็เอ๊ะ งัวเงีย โทสะเกิดเล็กๆ ไม่พอใจว่าใครนะโทรมาจะเอาอะไรกันนะตอนนี้ เรากำลังนอนสบายๆ พอรับสายก็มีเสียงผู้หญิงถามมาเป็นภาษาอังกฤษว่า สะดวกที่จะคุยกันตอนนี้ไหมคะ? ตาสว่างเลยเราคราวนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากเจ้านายที่จะจ้างให้เราไปทำงานนั่นเอง ใจเต้น ตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าเอ๋ จะเป็นข่าวร้ายหรือว่าดีหว่า? ว่าแล้วทางโน้นท่านก็เสียงอ่อยๆ รัวมาเป็นชุดเลยล่ะค่ะว่า ดิฉันได้ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไปว่า ต้องการรับคนทำงานชั่วคราว แล้วก็มีคนหนึ่งมาสมัคร และแล้วดิฉันก็รับเธอไว้ กะว่าจะจ้างแค่ชั่วคราวจริงๆ จนเธอทำงานมาเรื่อยๆ จนถึง ณ วันนี้ แต่ทว่าตอนนี้ไปๆ มาๆ ลูกจ้างคนนี้เกิดไม่อยากออก และจะขออนุญาตทำงานอยู่ต่อไปเรื่อยๆ และขอความเมตตาว่าอย่าให้เค้าออกเลย ดิฉันจึงไม่สามาถที่จะให้เธอออกได้ ก็เลยต้องจำใจรับเธอไว้ทำงานต่อ จึงอยากจะขอแสดงความเสียใจและขอโทษคุณมา ณ ที่นี้ด้วย และเมื่อไรที่คุณคนนี้ทำงานไม่ถูกใจ และไม่สามารถทำงานร่วมกับดิฉันได้ คุณเป็นคนแรกที่ดิฉันจะคิดถึง ดิฉันก็อ้ำๆ อึ้งๆ ตกตะลึง พูดอะไรไม่ออก ก็ได้แต่กล่าวแสดงความดีใจไปกับเค้า แล้วก็วางหูโทรศัพท์ไป หลังจากนั้นก็ตาก็เลยสว่าง มานั่งคิดเสียใจ เสียดาย อยู่พักนึง แล้วก็มาคิดได้ถึงเรื่องของความหวัง ทบทวนความคิดไปมา ก็เริ่มพอที่จะเข้าใจจริงๆ แล้วว่า ....

... ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าความหวังนั้น เหมือนกับการกำมือให้แน่น แล้วเมื่อแบมือออกมา ก็ไม่มีอะไรในกำมือนั้นเลย ก็เลยไม่นอนละ ลุกขึ้นมานั่งฟังธรรมให้สบายใจดีกว่า หลังจากนั้นไม่นานก็หายเศร้าใจ หายเสียดาย ที่จะไม่ได้ไปอยู่กับลูก หายเสียดายเงินเดือนเป็นแสน ที่ภาษีก็ไม่ต้องจ่าย บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ฯลฯ กลับดีใจที่จะได้ฟังธรรม ได้ไปมูลนิธิฯ ได้อยู่กับเพื่อนๆ สหายธรรม ได้มีโอกาสเจริญกุศลต่อไปอีก ฯลฯ ขอบายไปก่อนชั่วคราวนะเจ้าความหวังเอ๋ย



ความคิดเห็น 1    โดย orawan.c  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ความหวังเป็นธรรมะ และเป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดดับตามเหตุปัจจัยสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม คุณสะสมมาที่จะได้เจริญกุศลเพื่อฟังธรรมและจัดดอกไม้ที่มูลนิธิ ฯ จึงไม่ได้ไปทำงานที่ออสเตรเลีย

ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาที่แสวงหาอริยทรัพย์มากกว่าโภคทรัพย์ค่ะ


ความคิดเห็น 2    โดย paderm  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

ทุกอย่างเป็นธรรมและเป็นไปตามเหตุปัจจัยไม่ใช่อยู่ที่ความหวังแต่เมื่อมีเหตุความหวังก็เกิดขึ้น เมื่อไม่ได้อย่างที่หวังก็เป็นทุกข์เป็นไปตามธรรมที่ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในความเป็นปัจจัยนั้นเอง อกุศล (ความหวัง ความเดือดร้อนใจ) ย่อมเป็นปัจจัยให้กุศลเกิดได้ เมื่อกุศลเกิดปัญญาย่อมเกิดได้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา ปัญญาย่อมพิจารณาว่าสิ่งที่ประเสริฐคืออริยทรัพย์และการได้มีโอกาสฟังธรรมและเจริญกุศล ที่สำคัญนับว่าเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่ได้อยู่ในประเทศอันสมควร ซึ่งทำให้มีโอกาสเจริญกุศลทุกๆ ประการ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่ออยู่ในประเทศอันสมควรแล้วก็ย่อมได้มีโอกาสฟังพระธรรมของพุทธเจ้า ได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรอันเป็นปัจจัยให้เจริญกุศลและเจริญปัญญาเพราะไม่มีสิ่งใดที่จะประเสริฐเท่ากับการเจริญของปัญญาครับ

มังคลัตถทีปนีแปล เล่ม ๑ - หน้าที่ 128
กถาว่าด้วยการอยู่ในประเทศอันสมควร

[๘๑] บริษัท ๔ ย่อมเที่ยวไป บุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้นย่อมเป็นไป คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ ย่อมรุ่งเรืองในประเทศใดประเทศนั้น ชื่อว่า ประเทศอันสมควร. การอาศัยอยู่ในประเทศอันสมควรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เป็นมงคล" เพราะเป็นปัจจัยแห่งการทำบุญแห่งสัตว์ทั้งหลาย.


ความคิดเห็น 3    โดย paderm  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ทรัพย์สมบัติเป็นของชั่วคราว ไม่ใช่ของใคร ทุกคนจำต้องละสิ่งต่างๆ ไป ไม่มีใครต้านทานได้ ทรัพย์สมบัติไม่ใช่เหตุให้ปัญญาเจริญ ปัญญาประเสริฐกว่าทรัพย์เพราะผู้มีปัญญาแม้สิ้นทรัพย์ก็เป็นอยู่ได้ ผู้ไม่มีปัญญาแม้มีทรัพย์ก็ย่อมเดือดร้อนเพราะทรัพย์ และทำบาปเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ดังนั้น การได้ลาภที่ประเสริฐที่สุดก็คือการได้ลาภคือ อริยทรัพย์ การได้ลาภคือศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเพระทรัพย์เหล่านี้เมื่อเจริญขึ้นย่อมพ้นจากทุกข์ แต่การได้ลาภคือทรัพย์สมบัติ บุตร ภรรยาย่อมไม่ทำให้พ้นไปจากทุกข์ครับ

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 5    โดย ajarnkruo  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ความหวังทำให้จิตใจเร่าร้อน กระสับกระส่าย ความหวัง คือ โลภะ ความหวังเป็นความติดข้องต้องการ ความไม่ยอมสละ ความเยื่อใย ความผูกพัน ความตามกระซิบให้ปรารถนาในสิ่งต่างๆ อยู่ร่ำไป ความหวังนั้นเหมือนจินตนาการที่สวยงาม เหมือนความฝันอันสูงส่งที่ชวนให้เราวาดภาพสิ่งที่ใจต้องการไว้ใหญ่โต แต่ความจริง ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ลมๆ แล้งๆ เพราะเพียงคิดหวัง ถ้าหากเราไม่ได้กระทำเหตุที่ดีไว้ จะปรารถนาสักเท่าไร สิ่งดีๆ ที่เราต้องการ ก็จะไม่เข้ามาในชีวิต ถ้ากุศลไม่ให้ผล จะไม่มีสักคนที่จะได้ตามหวัง พอได้ตามที่หวัง เราก็ลืมว่าเป็นเพราะกรรมดีให้ผล ลืมเพราะไม่รู้ แล้วก็เลยติดอีก แล้วก็หวังในสิ่งใหม่ๆ ต่อไปอีก สะสมอกุศลต่อๆ ไปอีก วนเวียนไป - มาอย่างคับแคบอยู่อย่างนี้ ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เท่านั้นที่จะหมดความหวัง หมดความติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้ที่เย็นสนิท เป็นผู้ที่ดื่มด่ำกับความสงบที่แท้จริงจากภายในเป็นผู้โล่งใจ ไม่หวาดหวั่นในโลกธรรมใดๆ อีกต่อไป แต่ผู้ที่ไม่ใช่พระอริยเจ้า ยังต้องศึกษาให้เข้าใจจริงๆ ว่า ความหวังเป็นธรรมะชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เราครับ

ขออนุโมทนาครับ


ความคิดเห็น 6    โดย เมตตา  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ก็เรายังเป็นปุถุชนอยู่ และยังต้องทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ เมตตาเองก็เคยมีความหวังคล้ายๆ กับของพี่แอ๊วค่ะ แล้วก็ผิดหวังเหมือนกัน ขอเล่าย่อๆ น่ะค่ะสองสามปีก่อนก็มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ค้าขายประจวบกับปัญหาเศรษฐกิจโดยทั่วไปไม่ดี มีเพื่อนสนิทอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสได้ชวนไปทำงานที่นั่น และได้เงินเดือนก็มากอยู่ค่ะ เราก็มีความหวังและดีใจมากค่ะ รู้ว่าอกุศลจิตเกิด (โลภ) ก็เรายังมีความโลภ โกรธ หลง อยู่เป็นปกติในชีวิตประจำวันนี่นา (ค่อยๆ อบรมรู้ตามความเป็นจริงอยู่ค่ะ ความหวัง และความโลภก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยจึงเกิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้) แต่แล้วก็มีเหตุให้ไม่ได้ไป ผิดหวังค่ะแต่ลึกๆ ก็คิดว่าดีเหมือนกัน เราคงสร้างเหตุไว้จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรอย่างท่านอาจารย์ต่อไป และใกล้ต่อการได้ฟังพระธรรมบ่อยๆ ถ้าหากเราไปฝรั่งเศสคงมีโอกาสน้อยที่จะได้ฟังพระธรรม (แต่ก็จะไม่ละทิ้งการฟังพระธรรมแน่นอน) จะเห็นว่าทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครได้เลยจริงๆ สภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น ไม่ได้เป็นไปดั่งเราต้องการให้เป็น ทำให้ยิ่งมั่นคงต่อพระธรรมค่ะ

ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านค่ะ


ความคิดเห็น 7    โดย pannipa.v  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ขอร่วมแสดงความเห็น อย่างปุถุชนผู้สดับน้อย และยังละคลายอะไรไม่ได้ว่า ความหวัง ก็เป็นเรื่องปกติ หวังเถิด ใครๆ ก็ยังหวังทั้งนั้น หวังว่าจะสมหวัง หวังว่าจะได้ จะดี จะมีความสุข หวังๆ ๆ ๆ ผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง ตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเข้าใจธรรมะ แม้ผิดหวังก็จะเข้าใจว่า ไม่ได้สร้างเหตุนั้นๆ มา และ จะยอมรับได้ว่า "ตามมี ตามได้" แม้เพื่อนจะผิดหวัง แต่เราก็แอบสมหวัง เพราะจะได้มีคนจัดดอกไม้สวยๆ ที่มูลนิธิฯ ทุกเสาร์ อาทิตย์

ขออนุโมทนา ในกุศลทั้งหมดที่เพื่อนได้ทำให้มูลนิธิฯ อย่างมั่นคงเสมอมา


ความคิดเห็น 8    โดย choonj  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ความจริงหลายชีวิตอยู่ได้เพราะความหวัง และสิ่งประเล้าประโลมใจนะครับ ผู้ศึกษาธรรมจะอยู่ได้ไหม ถ้าไม่มีสภาพธรรมตามความเป็นจริงเป็นสิ่งประโลมใจ ผู้ไม่ได้ศึกษาธรรมก็มีความหวังเป็นสิ่งประเล้าประโลมใจ เช่นหวังถูกล็อตเตอรี่ หวังได้งาน หวังให้ลูกได้ดี หวังรวย ฯลฯ เมื่อไม่ได้ ก็หวังต่ออีก ชีวิตก็อยู่ได้

คุณแอ๊วบอกผมเมื่อวันก่อนว่าจะไปออสเตรเลียแล้ว ผมก็คิดว่า อ้าวจะไม่ได้เห็นการจัดดอกไม้สวยๆ แบบมืออาชีพอีกแล้วแถมยังหาผู้จัดแทนมาเตรียมไว้ ไม่คิดว่าเหตุการจะเปลี่ยนไปได้เร็วขนาดนี้ แต่สิ่งที่จะเกิดก็ต้องเกิด ตามมีตามได้ แต่ตัดสินใจผิดไปหน่อยนะครับตอนที่เขาให้ไปเดือนมกราคมน่าจะตอบตกลงเลย ฟังธรรมเดียวนี้ ฟังทางเว็บก็ได้ สนทนาก็ได้ แถมยังสามารถกลับมาเยียมมูลนิธิฯ ได้ด้วย แต่ทุกอย่างไปตามเหตุปัจจัย เมื่อมีปัจจัยจะไม่ได้ไป ก็ไปไม่ได้ ผมก็ยังได้เห็นการจัดดอกไม้สวยๆ แบบมืออาชีพต่ออีก

ความหวังก็เป็นธรรมเกิดแล้วก็ดับ หวังแล้วได้ก็มี ผิดหวังก็มี ล้วนเป็นธรรม จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ไปเปล่าๆ ครับ


ความคิดเห็น 9    โดย khampan.a  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ในชีวิตประจำวัน ชีวิตของแต่ละบุคคลก็ประสบกับความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง มีขึ้นมีลงเป็นปกติธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุมีปัจจัยทั้งนั้น ไม่มีใครจะไปบังคับบัญชาหรือไปบันดาลอะไรให้เกิดขึ้นได้ เมื่อเริ่มต้นด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องไปตามลำดับความหวั่นไหวก็จะลดน้อยลง แต่มีวิริยะอุตสาหะยิ่งขึ้นที่จะฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรมเพื่อความเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง กล่าวได้ว่าขณะที่ทำให้ตัวเองได้มีความเข้าใจธรรมขึ้นนั้น เป็นขณะที่หาได้ยากเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟังแล้ว ก็จะต้องฟังต่อไปและมีความมั่นคงในการที่จะเจริญกุศลทุกประการ สั่งสมเป็นเสบียงในการเดินทางในสังสารวัฏฏ์ต่อไป เพราะไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งของบุคคลได้ นอกจากคุณงามความดีทั้งหลาย โดยมีปัญญา ความเข้าใจถูกเห็นถูก เป็นยอด ครับ

...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆ ท่านครับ...


ความคิดเห็น 10    โดย suwit02  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ข้อความบางตอนจากหนังสือ

มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา

โดย สาวิกา ศาสตรพงศ์

มีครั้งหนึ่งดิฉันประทับใจมาก ไม่มีวันลืมเลย คือ ท่านอาจารย์บรรยายเรื่อง ความหวัง มาจากคำว่า อาสา เป็นโลภะ เป็นอกุศล และอกุศลเป็นสิ่งที่ควรละ ซึ่งต่างกับที่เคยรู้ๆ มาว่าควรมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง ใครๆ ก็สอนกันว่า ให้ตั้งความหวังไว้ในการทำทุกสิ่ง เพราะความหวังเป็นสิ่งจรรโลงใจ มีคำพูดที่สอนเกี่ยวกับ ชีวิตและความหวังมากมาย เมื่อท่านบรรยายเสร็จ ดิฉันจึง

เรียนถามท่านว่า “ถ้าไม่มีความหวัง ชีวิตจะอยู่อย่างไร”

ท่านก็ตอบว่า

“อยู่ด้วยปัญญาซิคะ”

คำตอบสั้นๆ ของท่านรวมทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนั้น ทำให้ดิฉันรู้สึกโปร่งโล่งใจสบาย จุดประกายให้ ดิฉันตั้งใจศึกษาพระธรรม เพื่อให้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา


ความคิดเห็น 11    โดย wannee.s  วันที่ 3 ม.ค. 2552

ผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดา มีเหตุปัจจัยก็เกิด ถ้าไม่มีความหวัง ก็ไม่ผิดหวัง ถ้าเราหวัง ความผิดหวังก็รออยู่แล้วข้างหน้า ไม่มีอะไรประเสริฐเท่ากับการได้รับใช้พระรัตนตรัยค่ะ


ความคิดเห็น 12    โดย narong.p  วันที่ 4 ม.ค. 2552

ทุกท่านที่ศึกษาธรรมก็มีความเข้าใจกันในระดับหนึ่งว่า ความหวังเป็นสภาพธรรมะอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เราที่หวัง ความผิดหวังก็เป็นสภาพธรรมะอีกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เรา แต่ด้วยความรวดเร็วสุดประมาณของการเกิดดับและความเข้าใจที่ ยังไม่มากพอที่สติจะเกิดระลึกสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ ก็จะเห็นผิดว่าเป็นเราที่หวัง เป็นเราที่ได้รับ และเป็นเราที่ผิดหวัง วิกฤตย่อมเป็นโอกาสเสมอ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณแอ๊วในครั้งนี้ อาจมองเป็นวิกฤตการณ์ในชีวิตได้ คือเสียโอกาสที่จะได้รับในสิ่งที่ต้องการ (โภคทรัพย์และการได้อยู่กับลูก) แต่ก็กลายเป็นโอกาสได้ คือ ทำให้เข้าใจสภาพธรรมะ (ความหวังและ ความผิดหวัง) และสภาพธรรมอื่นๆ ที่เกิดดับสลับอีกมากมายได้มั่นคงขึ้น ว่าเป็นเพียงสภาพธรรม ไม่ใช่เราครับ


ความคิดเห็น 13    โดย pornpaon  วันที่ 5 ม.ค. 2552

อันที่จริงคิดว่าเป็นพรอันประเสริฐ คือ โอกาส นะคะน้าแอ๊ว โอกาสในการได้อยู่ใกล้ชิดกับยอดกัลยาณมิตรต่อไป ได้ฟังธรรม ได้เจริญกุศล ได้อยู่กับสหายธรรม ได้จัดดอกไม้สวยๆ บูชาพระบรมธาตุ เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากกว่างานที่เงินเดือนดีๆ อีกค่ะ ดูแล้ว น๊าแอ้วมีแต่ได้ ไม่มีเสีย

ขออนุโมทนาในกุศลจิต กุศลศรัทธา และกุศลวิริยะของน้าแอ๊วค่ะ


ความคิดเห็น 14    โดย Sam  วันที่ 5 ม.ค. 2552

ขออนุโมทนาท่านผู้ตั้งกระทู้ครับ ที่มีพระธรรมเป็นที่พึ่งเป็นทางออกเมื่อทุกข์ใจจากความผิดหวัง ผมเองก็มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน (ที่ออสเตรเลียเหมือนกันครับ) และก็ทำใจได้ด้วยวิธีคิดคล้ายๆ กับที่สหายธรรมหลายท่านแสดงมานี้แหละครับ ผมขออนุญาต แสดงความเห็นส่วนตัว (เพื่อเตือนตัวเอง) เพิ่มเติมครับ

ความหวังนั้นมีอยู่กับเราเสมอ แต่มักเห็นได้ชัดเมื่อความหวังนั้นมีกำลังมาก หรือเมื่อไม่สมดังหวังก็จึงนึกได้ว่านี่คือความหวัง

แม้แต่ขณะที่ศึกษาพระธรรม หากขาดการพิจารณาก็จะมีความหวังเล็กๆ น้อยๆ แทรกอยู่เป็นประจำ ท่านอาจารย์จึงได้ย้ำเสมอว่า การศึกษาธรรมก็เพื่อการละไม่ใช่เพื่อติด (ติดแล้วก็หวัง)

ไม่ควรเห็นโทษความหวังเฉพาะเมื่อผิดหวัง เพราะความหวังเป็นโทษโดยสภาพของตัวเองอยู่แล้ว (โลภะจะสะสมและเพิ่มพูนกำลัง) แต่ก็ไม่ควรตั้งท่า คอยรังเกียจความหวังเพราะจะต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนาน (จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์) ดังนั้นจึงควรพิจารณาลักษณะของความหวังที่เกิดขึ้นทำกิจของเขา และสุดท้ายก็อย่าลืมว่าขณะที่กำลังทำกุศลทุกประการด้วยทาน ศีล หรือภาวนา ขณะนั้นไม่หวังอะไรเลยครับ


ความคิดเห็น 15    โดย Sam  วันที่ 5 ม.ค. 2552

ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าความหวังนั้น เหมือนกับการกำมือให้แน่นแล้วเมื่อแบมือออกมา ก็ไม่มีอะไรในกำมือนั้นเลย

ความหวังนั้นเหมือนกำมือเปล่าจริงๆ เพราะการจะได้รับหรือไม่ได้รับสิ่งใด ก็ด้วยเหตุคือกรรมที่ทำแล้ว ไม่ใช่ด้วยความหวัง

ขอกราบอนุโมทนาท่านอาจารย์ และขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ


ความคิดเห็น 16    โดย namarupa  วันที่ 5 ม.ค. 2552

ขออนุโมทนาในจิตที่เป็นกุศลของกัลยาณมิตรทุกๆ ท่านที่เป็นกำลังใจให้ในยามที่ไม่สบายใจ เสียดาย ผิดหวัง และเสียใจ นี่ไงคะ! คือความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ความเมตตา ความอบอุ่นใจที่เมื่อทุกคนได้เข้ามาเว็บนี้จะได้รับ โดยที่ไม่มีอะไรแอบแฝงในความปรารถนาดีนั้นๆ และนี่ไงคะ! ที่ออสเตรเลียจะไม่มี คือการสนทนาธรรมกันแบบนี้ การปลอบโยนกันด้วยพระธรรมแบบนี้ นอกจากที่นี่เท่านั้น

ที่ปลื้มใจและแอบดีใจก็คือ การได้ชักชวนกัลยาณมิตรอย่างคุณพรรณิภา (เพื่อนสมัยเป็นแอร์โฮสเตสการบินไทย รุ่นเดียวกัน) ให้เข้ามามีโอกาสได้เจริญกุศล แสดงฝีมือการจัดดอกไม้ที่มูลนิธิฯ เรา ซึ่งฝีมือการจัดดอกไม้ของเธอก็จัดได้งดงามไม่แพ้ใคร และจากนี้ต่อไปที่มูลนิธิฯ ของพวกเรา ก็จะมีการจัดดอกไม้สวยงามแปลกตาออกไปจากเดิมๆ เพิ่มขึ้น เพราะจะมี ๔ ท่านเข้ามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรือว่างานใหญ่ค่ะ

กราบอนุโมทนาในทุกกำลังใจที่ให้มาครั้งนี้ค่ะ


ความคิดเห็น 17    โดย JANYAPINPARD  วันที่ 6 ม.ค. 2552

ขออนุโมทนากุศลจิตทุกท่านคะ


ความคิดเห็น 18    โดย ป้าจาย  วันที่ 6 ม.ค. 2552

เป็นป้าจายเองแหละค่ะ ที่ได้เคยพูดกับน้าแอ๊วว่า แอ๊วจะไม่ได้ไปทำงานที่โน่นหรอกเพราะป้าเชื่อว่า ถ้าใครสักคนได้เข้ามารับใช้พระศาสนาอย่างใกล้ชิดขนาดนี้แล้ว ย่อมได้หนทางที่ดีที่สุด ในการเดินทางยาวนานต่อไป ไม่ได้เสียดายแทนเลยค่ะ เพราะนี่คือ ชะตากรรมของแอ๊วเอง อย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนี้

อนุโมทนาในกุศลจิตของเพื่อนทุกประการค่ะ


ความคิดเห็น 19    โดย nopwong  วันที่ 2 พ.ย. 2556

ขออนุโมทนา


ความคิดเห็น 20    โดย phawinee  วันที่ 10 ก.ค. 2558

ขออนุโมทนาในกุศลค่ะ


ความคิดเห็น 21    โดย chatchai.k  วันที่ 15 พ.ย. 2563

ขออนุโมทนาครับ