ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ขออนุญาตแบ่งปันข้อความธรรม (ปันธรรม) ที่ได้จากการฟังพระธรรมจากท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ในแต่ละครั้ง รวบรวมเป็นธรรมเตือนใจเพื่อศึกษา และพิจารณาร่วมกัน เพื่อความเข้าใจธรรม (ปัญญ์ธรรม) ตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นข้อความที่สั้นบ้าง ยาวบ้าง แต่ก็มีอรรถที่สมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจได้ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง ดังนี้
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๗
~ ความเข้าใจธรรมเป็นที่พึ่ง อย่างอื่นไม่ใช่ที่พึ่งเลย เพราะฉะนั้น พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์สูงสุด คือ เป็นผู้เดียวที่จะทำให้มีความเห็นที่ถูกต้องจนสามารถที่จะดับกิเลสได้ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจความจริงนี้เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการที่เคารพในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น จึงสามารถที่จะเจริญในกุศลและก็ทำให้อกุศลลดน้อยลงได้ นี่เป็นประโยชน์สูงสุดในสังสารวัฏฏ์ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว
~ พระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงประทานให้สัตว์โลกเป็นธรรมทาน เป็นการให้ชีวิต คนตายทำความดีไม่ได้ ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้ารู้ว่าความดีคืออะไร มีปัจจัยที่จะทำได้ เพราะฉะนั้น ชีวิตจริงๆ ไม่ใช่ชีวิตที่เกิดมาเลวร้าย แล้วก็ทำความชั่วซึ่งไม่เป็นประโยชน์เลย แต่ถ้าในขณะนั้นสามารถรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว รู้ความจริง เข้าใจความถูกต้อง ต้องเป็นประโยชน์ในที่ทุกสถาน เท่ากับให้ชีวิตที่เป็นประโยชน์
~ ธรรมต้องเป็นธรรมเปลี่ยนไม่ได้เลย สะสมมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เวลาเห็นพฤติกรรมใดๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัยเพราะสะสมมา ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ยังจะสะสมความไม่รู้และความไม่ดีต่อไปไหม? ก็แล้วแต่ความไม่รู้ กับ ปัญญาที่จะมั่นคงว่าจะไม่รู้ต่อไป หรือ จะค่อยๆ เข้าใจความจริงขึ้น จะได้ไม่มีสิ่งที่ไม่ดีที่เกิดจากความไม่รู้
~ ทรัพย์ที่ประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์อื่นใด คือ ความเห็นถูก ความเข้าใจถูกหรือปัญญานั่นเอง เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะมีทรัพย์อื่น ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ อาจจะเป็นห่วง แล้วก็ยิ่งมีทรัพย์มาก ก็ยิ่งทุกข์มากก็ได้ แต่ว่าถ้ามีปัญญามีความเห็นที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ละคลายอกุศลค่อยๆ หมดไปจนกระทั่งไม่เกิดอีกเลยได้
~ ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นสงบจากอกุศล ถ้าเรามีความเป็นมิตรกับคนอื่นบ่อยๆ ใจเราสบายมาก เราจะไม่มีศัตรูเลย รับรองได้จริงๆ ว่า เราไม่มีศัตรู เพราะใจเราไม่เป็นศัตรูกับใคร คนอื่นไม่ชอบเรา เขาเดือดร้อน เขาวุ่นวาย เขาไม่ชอบเรา แต่เรามีความเป็นมิตร หวังดี ช่วยเขา เราจะไม่เดือดร้อนเลย แต่คนที่ไม่ชอบเราที่เป็นศัตรูกับเรา เดือดร้อนตลอด
~ ถ้าเพียงเข้าใจว่าทุกอย่างที่จะเกิดต้องมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นจริงๆ จบเลย ไม่ต้องมานั่งคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะแม้คิดอย่างนั้นก็มีปัจจัยที่จะคิด ทำไมไม่คิดเรื่องอื่น เห็นไหม เพราะมีปัจจัยที่คิดเรื่องนั้นอย่างนั้น ห้ามไม่ให้คิดอย่างนั้นได้ไหม เกิดแล้วคิดแล้วต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา นี่จึงจะเป็นการเข้าใจธรรมขึ้นว่าเป็นธรรม
~ ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อผู้ที่มีกิเลส จะได้รู้ความจริง เพื่อละกิเลส ต้องไม่ลืม ทุกครั้งที่ฟังพระธรรม จุดประสงค์คือ เห็นตัวเองตามความเป็นจริง และปัญญาความเข้าใจนั้นก็ทำกิจเพิ่มขึ้น สามารถที่จะมีกุศลแทนอกุศลได้ในทุกกรณี
*** ~ ในขณะที่เกิดความขุ่นเคืองใจหรือไม่พอใจในบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ตาม ขอให้พิจารณาดูจริงๆ ว่าขณะนั้นเป็นเพราะอะไร ถ้าพิจารณาจริงๆ จะรู้ว่าไม่ใช่เพราะคนอื่น ไม่ใช่เพราะสิ่งที่ปรากฏภายนอก แต่เป็นเพราะกิเลสของตนเองทั้งสิ้น***
~ ตลอดชีวิตทั้งชาติ ถ้าไม่รู้ความจริง ต่อไปก็ไม่รู้ ไม่มีวันจะรู้ แต่ถ้ารู้ว่า อะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว ถ้ารู้จริงๆ ใครจะทำชั่ว เพราะว่าความประพฤติชั่วทั้งหลาย ไม่สามารถที่จะให้ผลที่ดีได้ เพราะผลที่ดี ต้องมาจากเหตุที่ดีเท่านั้น
~ วันนี้รู้ว่ามีอกุศลมาก ถ้าเห็นจริงๆ ความดีจะเพิ่มขึ้น แม้แต่การตรึกความคิดทั้งหมดก็เป็นไปในทางกุศล
~ ผู้ที่เห็นว่าถ้าขณะใดจิตไม่เป็นกุศล ก็ย่อมจะเป็นอกุศลแต่ละประเภทที่ละเอียดมาก แม้บางครั้งไม่เป็นเหตุให้กระทำทางกายวาจา แต่จิตใจในขณะนั้นก็เป็นอกุศล เมื่อเห็นความละเอียดของอกุศลอย่างนี้ จึงไม่รั้งรอที่จะบำเพ็ญความดีเท่าที่สามารถจะกระทำได้ เพราะว่าแม้ว่าจะกระทำความดีสักเท่าไหร่ๆ ก็ยังไม่พออยู่นั่นเอง เพราะว่าตราบใดที่ไม่กระทำความดี จิตก็ต้องเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ก็ควรเจริญกุศลทุกประการ ด้วยการอบรมตนเองให้เป็นผู้ที่มีความอดทน คิดถึงคนอื่น แทนที่จะคิดถึงตนเองเสมอๆ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ ก็มีโอกาสที่กุศลจิตจะเกิดมากกว่าอกุศล
~ การเข้าใจความลึกซึ้งของธรรม จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เคารพในการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถเข้าใจเพิ่มขึ้นได้ ความไม่รู้มากมายเหลือเกินในสังสารวัฏฏ์ ผลคือเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทุกอย่างที่เกิด ไม่พ้นจากเหตุปัจจัย
*** ~ ถ้าไม่รู้ว่าตัวเองไม่ดี ความไม่ดีเพิ่มขึ้น จนสามารถจะถึงอย่างท่านพระเทวทัตได้ ต้องไม่ประมาทแม้ความชั่วเพียงเล็กน้อย แม้ความดีเพียงเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เล็กน้อยนี่แหละ จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนมาก เพราะฉะนั้น ดีและชั่วของแต่ละคน คนอื่นทำให้ไม่ได้เลย นอกจากปัญญาที่สามารถที่จะเข้าใจถูก ทำให้สามารถที่จะละความชั่วไปทีละน้อยได้ และความดีเพิ่มขึ้นทีละน้อยได้***
*** ~ ทุกคนต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ไม่มีใครรู้เลยว่าเมื่อไหร่ขณะไหน แต่ว่าก่อนที่จะจากไป เข้าใจอะไรบ้างหรือเปล่า หรือมีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง พฤติกรรมที่เกิดเพราะความเห็นแก่ตัวต่างๆ ไม่คิดถึงคนอื่น ไม่คิดถึงความเดือดร้อน ไม่คิดถึงความไม่ดี ซึ่งเมื่อทําสิ่งที่ไม่ดี ผลที่ได้รับที่จะเกิดต่อไป ต้องไม่ดี***
~ ความเจริญจริงๆ นั้นไม่ใช่ความเจริญทางด้านวัตถุ ถ้าคนที่มีความเจริญทางด้านวัตถุมาก แต่มีกิเลสมาก จะไม่ใช้คำว่าอารยะ หรืออริยะซึ่งเป็นผู้ประเสริฐ ผู้ประเสริฐจริงๆ ต้องเป็นผู้ที่ละคลายอกุศล มีความเจริญทางด้านจิตใจจนถึงระดับที่เป็นพระอริยบุคคล คือผู้เจริญในธรรมจริง
~ คุณของพระธรรมที่แสดงให้เห็นจริงๆ ว่า ประโยชน์แท้จริงนั้นอยู่ที่เมื่อได้เห็นคุณค่าของพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว ก็คือ น้อมประพฤติปฏิบัติด้วยตนเองจริงๆ ไม่ใช่คอยแต่จะให้คนอื่นโกรธน้อยลงหรือว่าให้มีความดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขณะที่กำลังพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น น้อมธรรมที่ได้ฟังเข้ามาในตนสามารถที่จะระลึกได้ทันทีว่าจิตที่กำลังกล่าวถึงความไม่ดีของคนอื่นในขณะนั้นเป็นจิตอะไรนี่คือประโยชน์อย่างยิ่ง
*** ~ ถ้าศึกษาธรรมแล้ว คงจะทราบแน่นอน ใครก็ตามที่บอกว่าตายไปแล้วฟื้นขึ้นมา นั่นเข้าใจผิด เพราะว่าขณะนั้นเขายังไม่ได้ตาย ถ้าตายหมายความว่าจุติจิตเกิด คือ จิตขณะสุดท้ายของภพชาตินี้ทำให้สิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลนี้จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย ใครจะคิดว่าตายไป ๕ วัน ๑๐ วัน ๓ วันหรืออะไรก็ตามแต่ แต่จุติจิตไม่ได้เกิด จะชื่อว่าตายไม่ได้ แต่ว่าอาจจะคิดเอาเองว่าตายไปแล้ว แต่ความจริงถ้าตายก็คือจุติจิตเกิดแล้วดับ แล้วสิ้นความเป็นสภาพบุคคลนี้ กลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย***
~ ฟังเป็น คือ ฟังคำที่กำลังได้ยินแล้วเข้าใจ
*** ~ เป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว แล้วจะเป็นคนดีไหมล่ะ จะเป็นคนดี ก็ต้องเป็นเสียตั้งแต่ชาตินี้ ***
ขอเชิญคลิกอ่านย้อนหลังครั้งที่ผ่านมาได้ที่นี่ครับ
ปันธรรม - ปัญญ์ธรรม ... ครั้งที่ ๗๕๖ 

... กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่เคารพยิ่ง
และยินดีในกุศลของทุกๆ ท่านครับ ...
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ด้วยความเคารพยิ่ง
กราบนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย
กราบบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
กราบยินดีในกุศลทุกประการค่ะ
ขออนุโมทนาค่ะ ขอบพระคุณ และขออนุโมทนาครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ
การเข้าใจความลึกซึ้งของธรรม จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เคารพในการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงที่ลึกซึ้ง จนกระทั่งสามารถเข้าใจเพิ่มขึ้นได้ ความไม่รู้มากมายเหลือเกินในสังสารวัฏฏ์ ผลคือเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทุกอย่างที่เกิด ไม่พ้นจากเหตุปัจจัย
*ไพเราะมากค่ะ
กราบอนุโมทนาค่ะ*
กราบอนุโมทนาค่ะ
ทุกคำไพเราะและลึกซึ้งยิ่ง อ่านหลายๆ รอบก็จะเข้าใจขึ้นๆ
กราบอนุโมทนาครับ
คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นคำจริงทุกประการ
ศึกษาด้วยความนอมน้อม ค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ ละคลายความเป็นเรา ลงทีละนิด ค่อยๆ สะสมปัญญาทีละเล็กทีละน้อย ไม่ว่ากี่แสนโกฎิกัปป์ก็จะถึงพระนิพพานได้ในที่สุด
ขออนุโมทนาครับ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
กราบบูชาคุณพระรัตนตรัยเหนือเศียรเกล้า
กราบเท้าบูชาคุณ
ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ที่เคารพอย่างสูงยิ่ง
แต่ละคำองค์พระศาสดา จักศึกษาจนเข้าใจ หนักแน่นไม่หวั่นไหว ด้วยเข้าใจในอนัตตา กราบอาจารย์สุจินต์ให้ เมตตาได้ทุกเวลา อีกเปี่ยมความกรุณา น้อมศรัทธาอาจารย์เทอญ