
ท่านอาจารย์: และถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพสูงสุดว่าลึกซึ้ง เราจะพูดถึงความละเอียดไหม? เราก็ไปเรื่องโน้นเรื่องนี้หมด เป็นชื่อเป็นเรื่อง แต่ทั้งหมดที่พูด คือเดี๋ยวนี้ทั้งนั้น แต่กว่าจะรู้ว่าเป็นจริงอย่างนั้น ต้องเริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้นว่า อะไรเป็นอะไร ไม่ใช่มีแค่เห็น ไม่ใช่มีแค่ได้ยิน ไม่ใช่มีแค่คิดนึก มีจำ มีรู้สึก ใช่ไหม? มีความสนใจ มีความใส่ใจ สารพัดที่มีทั้งวันก็ไม่รู้ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงลักษณะที่มีจริง เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละอย่างที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ เร็วปานนั้น จึงไม่มีใครรู้ความจริงเลย เป็นเพียงสิ่งที่เกิดแล้วก็ดับสืบต่อกัน แต่ก็เป็นเรื่องเป็นราวเพราะจำในรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนกระทั่งเหมือนมีจริงๆ แต่ดับแล้วทั้งหมดไม่เหลือเลยสักอย่าง
อ.ชุมพร: สัญญาเกิดขึ้นเขาก็จำ แล้วก็จำผิดมานานแสนนาน ทรงแสดงว่าสัญญาเหมือนพยับแดด ลวงให้เห็นในสิ่งที่ไม่มีว่า มี เป็นจริงเช่นนั้น ท่านอาจารย์คะ พูดถึงความจำที่จะสามารถที่จะจำมั่นคง ถ้าไม่อาศัยการฟังการใคร่ครวญอย่างมหาศาล นี่ก็คงเป็นไปไม่ได้เลยนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: จำผิดมานาน
อ.ชุมพร: เพราะมีจำใช่ไหมคะ?
ท่านอาจารย์: ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่รู้ความจริง
อ.ชุมพร: ท่านอาจารย์คะ แม้เราจะฟังว่า ลักษณะของสัญญาเป็นความจำ แต่ก็ยากเหลือเกินนะคะท่านอาจารย์
ฉะนั้น การที่จะเข้าใจสภาพธรรมตามลำดับ ตามลำดับสภาพธรรมไหนปรากฏตามลำดับควรเป็นเช่นไรค่ะ
ท่านอาจารย์: จะให้เป็นกฏเกณฑ์หรือเปล่า?
อ.ชุมพร: ก็มาแล้วนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ทั้งหมดมาจากความไม่รู้ความจริง ใช่ไหม? ถ้ารู้ความจริงจะเป็นคนเป็นสัตว์เป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้หรือ? เห็นไหม?
เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ ไม่รู้อะไร? เห็น กำลังเกิดดับก็ไม่รู้ ได้ยินไม่ใช่เห็นก็ไม่รู้ ขณะที่ได้ยินไม่มีเห็นเลยก็ไม่รู้ ไม่รู้ทั้งหมดจนกว่าจะรู้
อ.ชุมพร: ค่ะ เพราะสะสมความไม่รู้มามากมายมหาศาลนี่เอง กว่าจะการฟังกว่าจะสะสมค่อยๆ รู้ขึ้น ค่อยๆ มั่นคงขึ้น ก็คงไม่มีหนทางใด นอกจากการที่จะมีความอดทนฟังแล้วฟังอีกนะคะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ความไม่รู้จะลดลงได้ก็ต่อเมื่อมีความรู้
อ.ชุมพร: ต่อเมื่อมีความรู้ที่เกิดจากการฟังบ่อยๆ เนืองๆ เช่นนั้นนะคะ
ท่านอาจารย์: แล้วรู้อะไรล่ะ?
อ.ชุมพร: รู้สิ่งที่มีค่ะ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่ล่ะ?
อ.ชุมพร: เมื่อเขาปรากฏค่ะ
ท่านอาจารย์: เมื่อไหร่ล่ะ?
อ.ชุมพร: เมื่อเขาปรากฏเมื่อฟังจนกว่าจะพร้อมจนกว่าจะเข้าใจขึ้นค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: ความไม่รู้ในสิ่งที่มี มีเมื่อไหร่? มีไม่รู้อะไร?
อ.ชุมพร: เดี๋ยวนี้ที่เกิดขึ้น ก็ไม่รู้แล้วค่ะท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์: เห็นไหม ต้องเดี๋ยวนี้แต่ละหนึ่งขณะไม่รู้ทั้งหมด!! จะมากแค่ไหน?
อ.ชุมพร: จะมากแค่ไหน
ท่านอาจารย์: นี่แหละ คือปัญญาที่เห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างลึกซึ้ง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา มีปัจจัยที่จะให้ฟังเข้าใจก็ฟังเข้าใจเท่าที่ได้ฟัง เท่าที่ไตร่ตรอง เท่าที่มั่นคงขึ้น
อ.ชุมพร: กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ เท่าที่ได้ฟัง เท่าที่มีโอกาสที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่ะ กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น อีกนานเท่าไหร่?
อ.ชุมพร: ก็ไม่คิดค่ะ
ท่านอาจารย์: ประมาณไม่ได้ ประมาณไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับความเข้าใจว่า มีบ้างไหมใน วันหนึ่งๆ มากน้อยแค่ไหน ตรงหรือเปล่า เข้าใจอะไรบ้าง? ไม่ใช่มีแต่เพียงเห็น และได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก ยังมีอีกซึ่งก็ไม่รู้ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า มี เพราะเกิดแล้วไม่ใช่เรา จึงค่อยๆ รู้สิ่งนั้นได้เมื่อสิ่งนั้นปรากฏ
อ.ชุมพร: กราบท่านอาจารย์ขยาย จริงๆ แล้วก็มีเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้นรส แล้วก็คิดนึก ท่านอาจารย์บอกว่า มีสิ่งอื่น หนูนึกถึงรูปธรรม และบัญญัติ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่าคะ
ท่านอาจารย์: ชื่อนะ!! แต่ความจริงต้องทีละหนึ่งใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ความจริงต้องทีละหนึ่งค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก็ต้องวันนี้ นอกจากนี้รู้อะไรบ้าง?
อ.ชุมพร: ค่ะ ก็เป็นคำเตือนนะคะว่า นอกจากนี้รู้อะไรบ้าง! ก็ยังอยู่ในความมืดมากมายค่ะ
ท่านอาจารย์: ทั้งๆ ที่มีใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ทั้งๆ ที่มี แต่ก็ไม่รู้ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังทุกคำด้วยความไม่ประมาท พูดถึงสิ่งที่มีที่ไม่ไกลเลย มีจริงๆ แม้มีก็ไม่รู้ จนกว่าจะรู้
อ.ชุมพร: ค่ะ ก็เป็นเรื่องที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงความตรงความอดทน แม้ปรากฏจริงๆ ก็ไม่รู้ความจริง ความไม่รู้ก็ปิดบังค่ะ
ท่านอาจารย์: กำลังเห็น รู้ไหม? เกิดแล้ว!!
อ.ชุมพร: ไม่รู้ค่ะ
ท่านอาจารย์: ถูกไหม เป็นเราเห็น? มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เกิดแล้วดับแล้วก็ไม่รู้ ปานนั้น!!
ยิ่งรู้ความจริงยิ่งรู้ว่า นอกจากนั้นมีอะไรอีก!! เห็นไหม เมื่อสิ่งนั้นปรากฏ สนใจอะไรบ้างหรือเปล่า? ติดข้องอะไรบ้างหรือเปล่า? ต่างกันแล้วใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ต่างกันแล้วค่ะ
ท่านอาจารย์: ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงตรัสรู้ไม่ทรงแสดง ไม่มีทางที่ใครจะรู้ได้ เกิดดับในความมืดของความเป็นเราหมด เพราะไม่รู้ความจริงว่า ไม่เหลือเลย จะเป็นเราได้อย่างไร!!
อ.ชุมพร: ทั้งๆ ที่ปรากฏให้รู้ ก็ไม่รู้ค่ะท่านอาจารย์ อัศจรรย์ความไม่รู้มากมายมหาศาลจริงๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์: ทรงแสดงโดยละเอียดให้ไตร่ตรอง ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่ให้เห็น ไม่ว่าธาตุรู้จะเกิดเมื่อไหร่ เกิดแล้วต้องดับใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ค่ะ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะดับ ไม่ใช่ขณะที่จะเกิดถึงในขณะที่เกิดแล้วใช่ไหม?
อ.ชุมพร: ค่ะ
ท่านอาจารย์: เร็วปานนั้น ขณะที่จะปรากฏก็ตรงนั้นแหละ!!
ไม่ใช่ตรงเกิดตรงดับ แต่ตรงที่เกิดแล้วยังไม่ดับ เห็นไหม เท่านั้นเองที่ปรากฏ เร็วปานใด
อ.ชุมพร: ค่ะ เร็วแล้วก็ลึกซึ้งนะคะ จึงลวง เพราะธาตุรู้นี้เองจึงลวงให้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะธาตุรู้นะคะ
ท่านอาจารย์: ทุกอย่างเกิดดับเร็วมาก แม้แต่รูปธรรม ซึ่งมีอายุยืนยาวกว่าจิต จิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ รูป รูปหนึ่งดับ แต่ขณะที่รูปเกิดก็ไม่รู้ ขณะที่รูปดับก็ไม่รู้ รู้เฉพาะก่อนที่จะดับ เกิดแล้วปรากฏก่อนดับ ตรงนั้นที่รู้ได้เร็วแค่ไหน หมดแล้ว!!
เพราะฉะนั้น ยิ่งละเอียดขึ้นๆ ๆ กว่าจะละความเป็นเรา และความไม่รู้ความจริงมานานเท่าไหร่ ประมาทไม่ได้เลย ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้
จะไปนั่งเพ่งนั่งจ้อง ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ได้
อ.ชุมพร: ค่ะ แม้รูปธรรมปรากฏ มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะมากมายมหาศาลหลายรูป
ท่านอาจารย์: รูปเดียวๆ รูปเดียว ๑๗ ขณะ
อ.ชุมพร: รูปเดียว ๑๗ ขณะ
ท่านอาจารย์: ทุกๆ รูป ๑๗ ขณะ เป็นรูปที่มีจริงๆ ที่มีลักษณะปรากฏให้รู้ได้
อ.ชุมพร: ค่ะ มากมายด้วยสีสันวัณณะ จึงลวงนะคะท่านอาจารย์ เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสมอๆ ก็เป็นความละเอียด กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้เห็นถึงความละเอียดของการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปซึ่งละเอียดมาก กว่าจะขั้นการฟัง กว่าจะฟังแล้วค่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ทำให้เข้าใจความจริงที่แม้ตัวเองจะไปอ่านหนังสือตำรา แต่ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความละเอียด กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ให้ความจริงให้แสงสว่างค่ะ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
และกราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ชุมพร ด้วยค่ะ