
ท่านอาจารย์: แล้วจะรู้ได้อย่างไร หนทางที่จะละความสงสัย? เห็นไหม มีความสงสัย!! แต่ถึงกับจะหมดความสงสัยไม่เหลือเลย จะเป็นอย่างนั้นได้อย่าง?
อ.อรรณพ: ก็ต้องเป็นเพราะว่า ความสงสัยเป็นศรีษะของอวิชชา เพราะฉะนั้น ก็ต้องเจริญปัญญาซึ่งเป็นวิชชาที่จะละ
ท่านอาจารย์: แม้ว่าจะได้ฟังคำตัวหนังสือ ความลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
อ.อรรณพ: ยิ่งกว่านั้น
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ตัวหนังสือเพียงแต่ แนะนำ ให้รู้ความจริง แต่ความจริงนั้นต้องไตร่ตรองจนมั่นคง จนกระทั่งถึงการประจักษ์แจ้งได้
ถ้าเรายังคงตามตัวหนังสือคิดถึงตัวหนังสือ ก็แค่นั้นเอง! แต่ว่าตัวหนังสือนั้นแนะนำให้ไตร่ตรองละเอียดขึ้น จึงจะเป็นความรู้ที่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของธรรมะซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงด้วยคำต่างๆ อุปมาต่างๆ เพื่อให้ถึงความเป็นธรรมะนั้นๆ ซึ่งละเอียดต่างกัน
อ.อรรณพ: ก็ต้องกราบเท้าท่านอาจารย์ นี่คือประโยชน์ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า คำ ที่ท่านแสดงไว้นั้น แนะให้ไตร่ตรอง และพิจารณาในความเป็นธรรมะเดี๋ยวนี้ โดยมีภาวะลักษณะของธรรมะนั้นๆ อย่างละเอียดเพิ่มขึ้นๆ
มิเช่นนั้น เราก็คงติดในคำ เพราะเราไปเจอที่หนึ่งท่านก็บอกว่าอวิชชาเป็นศีรษะ อ้าว! มาอ่านตรงนี้วิจิกิจฉานี่เป็นศีรษะ อวิชชามีวิจิกิจฉาเป็นศีรษะ
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปติดในคำว่าศีรษะ ตรงโน้นก็ศีรษะ ตรงนี้ก็ศีรษะ แต่คนละนัยยะ
แต่ถ้าเป็นความเข้าใจในสภาวะของธรรมะที่เขาเป็นไปอย่างนั้น ถ้าไม่มีความไม่รู้ความลังเลสงสัยก็ไม่เกิด แต่ความไม่รู้ก็เป็นหัวหน้า เราจะบอกเป็นศีรษะของอกุศลธรรมทั้งปวงที่ไม่ปรากฏตัวออกมา แต่ว่าเขาเป็นรากให้กิเลสอกุศลอย่างวิจิกิจฉาเกิดขึ้นปรากฏให้รู้ได้ แล้วก็ควรที่จะเจริญปัญญาเพื่อที่จะละความไม่รู้ในระดับที่จะดับอกุศลธรรมเหล่านี้เป็นเบื้องต้น ก็กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.อรรณพ ด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ
สนทนาธรรมเกิดขึ้น กุศลมี ฟังธรรมะในดิถี ถูกต้อง อาจารย์สุจินต์ศรี เป็นหลัก จิตเจตสิกรูปสอดคล้อง มั่นแฟ้นคำจริง
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์ ด้วยความเคารพยิ่ง
ยินดีในกุศลจิตครับ