เมื่อปฏิสนธิจิตดับแล้ว ภวังคจิตเกิดสืบต่อดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ไว้ ยังตายไม่ได้สักคน เพราะว่ายังไม่ถึงแก่กรรม หรือยังไม่ถึงวาระการเกิดขึ้นของจุติจิตหรือจิตขณะสุดท้าย ซึ่งทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาอีกไม่ได้เลย
เมื่อศึกษาธรรมแล้วไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานใดๆ ก็ต้องมีการเห็น มีการได้ยิน มีการคิดนึก ก็เป็นเรื่องของจิต เจตสิกรูป ทั้งหมดในวันหนึ่งๆ ซึ่งเป็นไปตามการสะสมซึ่งทำให้แต่ละคนต่างกัน
ในขณะที่เกิดไม่เห็น โลกนี้ไม่ปรากฏ ขณะที่เป็นภวังค์ดำรงภพชาติก็คือขณะที่ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท ถ้าจะรู้ลักษณะของภวังค์ก็คือตอนที่หลับสนิทไม่ฝัน แต่ขณะนั้นก็ไม่ได้ตาย เพราะเหตุว่ายังมีจิตเกิดดับสืบต่อ แต่เมื่อจิตนั้นไม่เห็น ไม่ได้ยิน จิตนั่นก็ทำหน้าที่ภวังคกิจดำรงภพชาติจนกว่าจะตื่น
ขณะตื่นเห็นเป็นผลของกรรม ขณะได้ยินก็เป็นผลของกรรม แต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน ได้ยินไม่เหมือนกัน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสไม่เหมือนกัน เป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน คนหนึ่งก็อาจจะป่วยไข้เป็นโรคร้ายแรง แต่อีกคนหนึ่งก็แข็งแรง ก็แล้วแต่ว่าทางตาของแต่ละคนจะเห็นอะไร ทางหูของแต่ละคนจะได้ยินอะไร ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายจะรู้อารมณ์อะไร
ในพระพุทธศาสนาทรงแสดงเหตุ และผลไว้ชัดเจน ไม่คลุมเคลือเลย เวลาที่พูดถึงเรื่องของกรรม และผลของกรรม ก็แสดงโดยประเภทของจิตว่าจิตชนิดใดเป็นผลของกรรมในขณะใด เช่น ตอนเกิดเป็นผลของกรรม จำแนกให้แต่ละคนต่างกัน เวลาที่เกิด จิตขณะแรกที่เกิดมีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเกิดด้วย เล็กมากขนาดมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรมคือกรรมที่ไม่ดี รูปนั้นก็จะมีธาตุไฟที่ทำให้เจริญเติบโต เป็นรูปร่างของสัตว์ต่างๆ แม้แต่สัตว์ก็ยังมีลักษณะที่ต่างกันตามกรรม บางประเภทก็มีปีก บางประเภทก็มีขามากมาย
แต่ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่ใช่เป็นผลของอกุศลกรรม แต่เป็นผลของกุศล แม้กระนั้นกุศลกรรมที่แต่ละคนกระทำมา ก็ยังจำแนกให้ต่างกันตั้งแต่ขณะที่ปฏิสนธิ ประกอบด้วยปัญญาหรือว่าไม่ประกอบด้วยปัญญา
เพราะฉะนั้น ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ที่กล่าวไว้ชัดเจนว่าขณะไหนเป็นผลของกรรมบ้าง ขณะไหนไม่ใช่ผลของกรรม เช่น ในขณะนี้ทุกคนก็ทราบได้ เกิดขณะแรกเป็นผลของกรรม ภวังคจิตสืบต่อเป็นผลของกรรม แต่ถ้ามีแต่ปฏิสนธิคือเกิดแล้วก็เป็นภวังค์ไปเรื่อยๆ กรรมจะทำหน้าที่อะไรที่จะให้ผลต่างๆ เกิดมาก็หลับสนิทไม่เห็นอะไร ไม่ได้ยินอะไรไปโดยตลอด ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้รับผลของกรรมเลย
กรรมทำให้มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย เพื่อให้จิตเกิดขึ้นเห็น ขณะนี้ที่เห็นเป็นผลของกรรม เพราะว่าบางครั้งจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ บางครั้งก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ แล้วก็มีหูซึ่งอาจจะไม่ทราบว่ากรรมเป็นปัจจัยให้เกิดโสตปสาทเพื่อเหตุใด เพื่อเป็นทางรับผลของกรรม
สนทนาธรรมที่รัฐสภา ตอนที่ 002