
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เห็นถูกต้องถูกตามความเป็นจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ปัญญา ปัญญาหน่าย อวชชาไม่หน่ายเลยเพราะไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้สิ่งที่พอใจติดข้องไม่เหลือเลย
ถ้ายังไม่ถึงขณะนี้ ระดับนี้ จะหน่ายไหม?
อ.ณภัทร: เป็นไปไม่ได้เลยครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังทุกคำ ไตร่ตรองทุกคำ ไกลแค่ไหนที่จะหน่าย!!
อ.ณภัทร: ไกลมากครับ
ท่านอาจารย์: ทุกอย่างใช่ไหม ไม่ว่าความรู้สึกเดี๋ยวนี้ ก็ไกลมากกว่าจะปรากฏให้รู้ว่าตามความเป็นจริง
ขณะที่ความรู้สึกปรากฏ สิ่งอื่นต้องไม่ปรากฏด้วย ถ้าไม่ถึงระดับนี้จะหน่ายไหม?
อ.ณภัทร: ไม่มีทางครับ
ท่านอาจารย์: และ ทุกอย่างที่เกิดก็ดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ค่อยๆ เข้าใจจนกว่าจะหยั่งลงถึงความลึกซึ้ง และความละเอียดอย่างยิ่งของสิ่งที่ปรากฏเหมือนธรรมดา ไม่มีอะไรเกิด ไม่เป็นรูปเป็นอะไร!! แต่เป็นคนเป็นโน่นเป็นนี่
เพราะฉะนั้น ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์สูงสุด คือเห็นความลึกซึ้งซึ่งทรงประจักษ์แจ้งความจริง ให้คนอื่นได้เริ่มฟังเริ่มไตร่ตรองเริ่มพิจารณา เริ่มรู้ว่า อยู่ในโลกของความไม่รู้มานานเท่าไหร่ และสิ่งที่กำลังปรากฏก็ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
สว่างไหมคะ คุณณภัทร เดี๋ยวนี้?
อ.ณภัทร: ความเข้าใจเกิดขึ้นนิดหนึ่งก็สว่าง
ท่านอาจารย์: ถามว่าอะไร ถามว่าสว่างไหม?
อ.ณภัทร: สว่างครับเมื่อเข้าใจครับ
ท่านอาจารย์: แล้วเป็นความจริงหรือเปล่า? ถามว่า เดี๋ยวนี้สว่างไหม? ไม่ได้พูดถึงความเข้าใจอะไรเลย
เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องตรง เพราะความไม่รู้มีมากมายทำให้คิดถึงแต่สิ่งที่ไม่รู้ ปิดกั้นการที่จะพิจารณาลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น ถ้าคิดถึงเรื่องอื่น ไม่ได้ใส่ใจพิจารณาค่อยๆ เข้าใจความจริงของแต่ละคำ ขณะนั้นไม่สามารจะรู้ความจริงได้
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะความจริงกำลังมีแต่คิดถึงเรื่องอื่น หรือว่าคิดเรื่องสิ่งที่กำลังปรากฏยาวมาก แต่ว่าความจริงของสิ่งที่ปรากฏสั้นมาก
อ.ณภัทร: ครับ ท่านอาจารย์ถามว่า สว่างไหม? ขณะนี้ก็มืดเพราะไม่รู้ครับ
ท่านอาจารย์: จริงหรือ? ไม่ได้ถามว่า รู้หรือไม่รู้เลยนะ แต่ถามว่า เดี๋ยวนี้ตรงไหม "เดี๋ยวนี้สว่างไหม" แค่นี้ที่จะสนทนากัน ค่อยๆ เข้าใจความลึกซึ้งขึ้น ไม่ใช่ว่ารู้แล้ว
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เดี๋ยวนี้สว่างไหม?
อ.ณภัทร: ทางตาสว่างครับ
ท่านอาจารย์: แล้วความจริงล่ะ?
อ.ณภัทร: ความจริง ก็คือยังไม่รู้ ก็คือมืดครับ
ท่านอาจารย์: แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้หรือเปล่า?
อ.ณภัทร: พระองค์ตรัสรู้ครับ
ท่านอาจารย์: พระองค์ตรัสว่าอย่างไร?
อ.ณภัทร: พระองค์ตรัสว่า อวิชชาปกปิดสภาพธรรม ทำให้ไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริงครับ
ท่านอาจารย์: สว่างอยางนี้ อวิชชาปกปิดหรือยัง?
อ.ณภัทร: ปกปิดครับ
ท่านอาจารย์: เห็นไหม เราไม่เอาคำที่เราได้ฟังนี้มาไตร่ตรอง สว่างเดี๋ยวนี้ อวิชชาปกปิดหรือเปล่า? เพราะเมื่อกี๊นี้คุณณภัทรพูดถึงอวิชชาปกปิดความจริง
เพราะฉะนั้น คำถามว่า เดี๋ยวนี้สว่างไหม? ไม่ได้พูดถึงอวิชชานะ ถามคนไหนก็ได้ ใครก็ได้ ตามถนนเด็กเล็ก เดี๋ยวนี้สว่างไหม?
อ.ณภัทร: สว่างครับ
ท่านอาจารย์: ทุกคนใช่ไหม? เห็นสิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้สว่างทั้งวันตั้งแต่ตื่นจนหลับ
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: แล้วความจริง ค่อยๆ คิดถึงความจริงที่จะรู้ความลึกซึ้งในพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหลือเชื่อเกินกว่าที่ใครจะคาดฝันได้ เหมือนปลาในน้ำ กบในน้ำ ทุกอย่างในน้ำ คนอยู่ในน้ำ ขณะที่อยู่ในน้ำจะไม่เห็นอย่างอื่นใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้สว่าง และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร ในเมื่อทุกคนเห็นสว่างหมด? นี่คือความต่างไหม? ทุกคนเห็นว่าสว่างหมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?
อ.ณภัทร: ตรัสว่า โลกมืดเพราะอวิชชาครับ
ท่านอาจารย์: อวิชชา มาอีกแล้ว แค่สว่างนี่ตรงไหม?! ยังไม่ตรงเลย เอาอวิชชามาบังอีกแล้ว
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: สว่างไหม?
อ.ณภัทร: ขณะนี้สว่างครับ
ท่านอาจารย์: ไม่ได้พูดถึงอวิชชาใช่ไหม?
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: พูดถึงอะไร?
อ.ณภัทร: พูดถึงความจริงขณะนี้ครับ
ท่านอาจารย์: พูดถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา เห็นใช่ไหม? ใครจะคิดถึงความจริง แต่ละคำ เพราะไม่รู้จริงๆ อย่างไรก็คิดไม่ได้
ที่สว่างนี่ ใครเคยคิดบ้าง ลืมตาขึ้นมาสว่าง ทำอะไรสว่าง อาบน้ำสว่าง ทานข้าวสว่างทั้งวัน ไม่มีใครคิดเลยว่า สิ่งที่ว่าสว่างนี่ ก็คือสิ่งที่กระทบตา
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: เห็น จึงเห็นสิ่งที่เรียกว่าสว่าง แต่จะเห็นอะไรทั้งหมด แม้จะเป็นสีดำสนิท สีขาว สีฟ้าอ่อน สีฟ้าแก่ เข้ม อะไรทั้งหมดเป็นสิ่งที่กระทบตา
ถ้าจิตเห็นไม่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้จะเป็นอย่างที่เราบอกว่าสว่างไหม?
นอนหลับสนิท จิตเห็นไม่มี ไม่ได้เกิดขึ้นเลย สว่างไหมตอนหลับสนิท? แต่เดี๋ยวนี้เอง ทุกคนเห็นสว่างหมด และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร?
เริ่มเห็นความห่างไกลกันแสนไกลกับความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่
เพราะฉะนั้น แต่ละคำของพระองค์เป็นคำที่ได้ทรงบำเบ็ญพระบารมีมาแล้วทั้งนั้นแสนนาน กว่าจะทรงแสดงแต่ละคำว่า ขณะนี้สิ่งที่สว่างเมื่อกระทบตา ถูกต้องไหม?
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ไม่รู้อย่างนี้ ความไม่รู้จะเป็นความรู้ไม่ได้ จึงใช้คำว่า อวิชชา
แค่เห็น ยังไม่รู้เลย เพราะฉะนั้น อย่างอื่นจะรู้ไหม? ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ แล้วก็มากล่าวคร่าวๆ ย่อๆ ง่ายๆ เท่านั้นเอง แต่ตามความเป็นจริงต้องรู้ความลึกซึ้งอย่างยิ่งว่า โลกไม่ได้ปรากฏตามความเป็นจริง
แต่ละคำ เป็นคำที่ต้องไตร่ตรองแล้วก็ตรง สัจจบารมี เริ่มมั่นคงในความเป็นจริงว่า เปลี่ยนไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏที่สว่างทั้งวันนี่แหละเมื่อกระทบตา ถ้าไม่กระทบตาจะสว่างไหม?
อ.ณภัทร: ไม่สว่างครับถ้าไม่กระทบตา
ท่านอาจารย์: แล้วไม่กระทบตาจะมืดไหม? แค่คำเดียวที่สว่างคำเดียว สามารถที่จะเข้าถึงความที่ละเอียดลึกซึ้งยากที่จะรู้ได้
ถ้าไม่มีโอกาสได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกชาติไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้น รู้ความจริงไม่ใช่แค่ฟังแล้วตาม พูดตาม แต่ต้องไตร่ตรองถึงขณะนั้นที่สภาพกระทบตาเท่านั้นที่ปรากฏ เร็วแค่ไหน!! สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา
ไม่ดับได้ไหม สิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้?
อ.ณภัทร: ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์: รู้ไหม?
อ.ณภัทร: ถ้าไม่ฟังก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ครับ
ท่านอาจารย์: เพราะฉะนั้น ฟังแล้วรู้หรือยัง?
อ.ณภัทร: รู้แค่การฟัง แต่ยังไม่ถึงสภาวะนั้นๆ จริงๆ ครับ
ท่านอาจารย์: รู้แจ้งการฟังว่า ขณะนี้มืดใช่ไหม? สว่างนิดเดียว แค่จุดเดียวที่กระทบตา
อ.ณภัทร: ใช่ครับ
ท่านอาจารย์: ฟังแล้วรู้ความจริงอย่างนี้ใช่ไหม หรือฟังแล้วก็ไม่ได้รู้ความจริงอย่างนี้เลยเมื่อไม่ได้ไตร่ตรอง แค่คำ
อ.ณภัทร: ครับ
ท่านอาจารย์: สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นต้องเป็นสิ่งที่กระทบตา แค่ฟัง!! แต่ความลึกซึ้งล่ะ!! ตาเล็กแค่ไหน? สิ่งที่กระทบตาเล็กแค่ไหน? กระทบแล้ว เห็นแล้วดับหมด เร็วแค่ไหน!! ยังไม่เป็นอะไรหมด นอกจากแค่สิ่งที่กระทบตา
กราบเท้าบูชาคุณท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ
กราบยินดีในกุศลจิตของ อ.ณภัทร ด้วยค่ะ